จับ ‘iphone’ นำเข้า ละเมิดลิขสิทธิ์ 2,824 เครื่อง มูลค่ากว่า 30 ล้าน

ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แถลงผลจับไอโฟนนำเข้า ละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน 2,824 เครื่อง และอุปกรณ์ต่าง ๆ มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท

พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แถลงผลการจับกุม นายไพสันต์ จันอุบล พร้อมของกลางโทรศัพท์นำเข้าจากประเทศจีน จำนวน 2,824 เครื่อง และอุปกรณ์โทรศัพท์ 76,807 ชิ้น รวมทั้งสิ้น 79,631 ชิ้น รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 30 ล้านบาท

ซึ่งการจับกุมในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากชุดสืบสวนสืบทราบว่า อาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง ย่านปทุมวัน เป็นสถานที่จัดเก็บ ซุกซ่อน และจำหน่ายสินค้าประเภทอุปกรณ์โทรศัพท์ที่หลีกเลี่ยงภาษีอากร และปลอมเครื่องหมายการค้าจำนวนมาก จึงขอหมายค้นต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ พร้อมประสานเจ้าหน้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา และตัวแทนผู้เสียหายเข้าตรวจค้น

ทั้งนี้ พบ นายไพสันต์ แสดงตัวเป็นผู้ดูแล จึงควบคุมตัว และแจ้งข้อหาฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักร ซื้อหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังไม่ได้เสียภาษีหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้ผ่านวิธีทางศุลกากรหรือหลีกเลี่ยงภาษีอากร

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยังระบุด้วยว่า ที่ผ่านมาได้รับการประสานจากผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งให้ความสำคัญกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะศูนย์การค้าชื่อดังในพื้นที่ย่านปทุมวัน ที่มีการลักลอบจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนมาก โดยการยึดสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ในครั้งนี้ ถือเป็นการยึดของกลางลอตใหญ่ และตำรวจจะสืบสวนขยายผล รวมทั้งปราบปรามอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้กระทบกับการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ

รวบแท็กซี่มาเลย์ สอบกรณีพี่ชาย “คิม จอง อึน” ผู้นำโสมแดงดับปริศนา

เจ้าหน้าที่ตำรวจมาเลเซีย รวบตัวคนขับแท็กซี่ เตรียมสอบปากคำขยายผลพี่ชาย “คิม จอง อึน” ผู้นำโสมแดง เสียชีวิตปริศนา

จากกรณี คิม จอง นัม พี่ชายของ คิม จอง อึน ประธานาธิบดีของเกาหลีเหนือ เสียชีวิต ที่ ประเทศมาเลเซีย ล่าสุด (15 ก.พ. 60) มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบตัวคนขับแท็กซี่ ซึ่งเป็นคนขับรถที่พี่ชายของผู้นำเกาหลีเหนือโดยสาร มากับ 2 สาวลึกลับ ที่คาดว่าอยู่เบื้องหลังการเสียชีวิตครั้งนี้ โดยเจ้าหน้าที่สามารถรวบตัวคนขับหลังรับทั้ง 3 ออกจากสนามบินกัวลาลัมเปอร์ ขณะรอต่อเครื่องบินไปยังมาเก๊า

สำหรับ คิม จอง นัม เคยถูกวางตัวให้เป็นผู้นำเกาหลีเหนือถัดจากผู้เป็นบิดา แต่เคยมีความผิดปลอมแปลงเอกสารเข้าญี่ปุ่น จนทำให้เขาตกจากตำแหน่งไป บางรายงานระบุว่า จอง นัม ถูกกำจัดให้พ้นเส้นทางการเมืองในประเทศ ที่น้องชายมีอำนาจสูงสุดอยู่ในขณะนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่มาเลเซียกำลังเร่งสืบหาตัว 2 สาวปริศนาจากกล้องวงจรปิดเพื่อนำมาสอบสวนต่อไป

เปิดข้อมูลสุดโหดสายลับ-นักฆ่าหญิง ‘เกาหลีเหนือ’

หลังจากเกิดข่าวช็อกโลก ที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก กรณีสายลับสาว 2 ราย ที่คาดว่าเป็นชาวเกาหลีเหนือ ลอบสังหารนาย คิม จอง นัม วัย 45 ปี พี่ชายต่างมารดาของนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ด้วยการใช้เข็มอาบยาพิษจิ้มเข้าที่ร่างกายของเหยื่อจนเสียชีวิต ที่สนามบินในกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสายลับ จากแหล่งข่าวที่มาจากองค์กรลาดตระเวน การลอบสังหาร และการก่อการร้ายในเกาหลีเหนือ มีการระบุว่า บุคคลที่อยู่ในระดับบริหารระดับสูงของประเทศที่รู้ความลับภายในของระดับบริหาร มีความเสี่ยงที่จะถูกลอบทำร้าย หรือ ลอบสังหาร

ทั้งนี้เหล่าสายลับหรือนักฆ่าหญิงต้องผ่านการอบรมฝึกฝนอย่างเข้มงวดตั้งแต่เด็ก ก่อนการปฏิบัติการสอดแนม หรือภารกิจปลิดชีพเป้าหมาย การต่อสู้ การเอาตัวรอดในป่า การฝึกฝนต้องเป็นไปอย่างหนัก ต้องฝึกซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อความแม่นยำ

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับสายลับเกาหลีเหนือ

1.มีการเปิดเผยว่าสายลับเกาหลีเหนือมักฆ่าตัวตายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ

2.มีการส่งสายลับมาปฏิหน้าที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทยเช่นกัน

3.มีชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก ถูกสายลับเกาหลีเหนือลักพาตัวไปล้างสมอง นานหลาย 10 ปี รวมถึงคนไทย ซึ่งทางการโสมแดงให้การปฏิเสธ

4.พลเมืองเกาหลีเหนือผู้แปรพักตร์จากเกาหลีใต้ เปิดโปงข้อมูลที่น่ากลัวจากฝั่งเกาหลีเหนือว่า สายลับเกาหลีเหนือมีแผนการจะลักพาตัวเด็ก ไปสอนภาษาและวัฒนธรรมของตัวเอง

5.นอกจากเกาหลีเหนือแล้ว เกาหลีใต้ก็มีสายลับคอยสอดแนมเช่นเดียวกัน

6.สายลับเกาหลีเหนือปลอมตัวเข้าไปในประเทศต่าง ๆ ซึ่งประเทศที่กำลังถูกคุกคามคือ ‘ญี่ปุ่น’

7.สายลับเกาหลีเหนือเคยปลอมตัวเป็นคนไทย

8.สายลับเกาหลีเหนือ มีอาวุธมีพิษที่มีประสิทธิภาพมาก เช่นสามารถทำให้เป็นอัมพาตชั่วคราว

9.นอกจากอาวุธมีพิษแล้ว อาวุธพื้นฐานอย่างตะเกียบ และมีดสั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งของอาวุธของสายลับเกาหลีเหนือใช้เช่นกัน

10.หนึ่งในภารกิจของสายลับเกาหลี คือการจับชาวเกาหลีกลับประเทศ

11.

ที่มา  news.chosun.com