ป.ป.ส. แจง ยาเสพติดชนิดใหม่ลักษณะคล้ายผงบ๊วย ยังไม่ระบาดในไทย

ป.ป.ส.แจงกรณีโลกโซเชียลแชร์ พบ “ยาเสพติดชนิดใหม่ลักษณะคล้ายผงบ๊วย” ชี้ระบายในไต้หวันยังไม่พบในประเทศไทย

จากกรณีที่เกิดเป็นที่ฮือฮาอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ หลังปรากฏภาพยาเสพติดชนิดใหม่ ที่บรรจุในถุงซิปล็อค สีออกชมพู ลักษณะคล้ายผงบ๊วย ก่อนจะบอกว่าที่กำลังระบาดหนักอยู่ในไทยขณะนี้นั้น

ผงบ๊วย, ยาเสพติด, ป.ป.ส.

ล่าสุดนายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้อกมาเปิดเผยว่า ยังไม่พบว่ามียาเสพติดชนิดดังกล่าวแพร่ระบาดในไทย แต่ยาเสพติดชนิดนี้ระบาดหนักที่ในประเทศไต้หวัน ซึ่งที่ไต้หวัน เรียกว่า “คิงคอง” มีสารประกอบหลักคือ MDMA หรือที่เรียกกันว่า เอ็กซ์ตาซี่ (ยาอี) จัดเป็นยาเสพติดประเภทที่ 2 ตามกฎหมายของประเทศ จะมีกลิ่นหวาน ผสมในเครื่องดื่มหรือมวนในบุหรี่ ไม่มีกลิ่นฉุนเหมือนคีตามีน ซื้อหาได้ง่าย ราคาถูกกว่าคีตามีน และมีประสิทธิภาพแรงกว่าคีตามีน

ทั้งนี้แม้ว่ายังไม่พบการระบาดในไทย แต่สำนักงาน ป.ป.ส. ก็จะติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันขอฝากถึงผู้ปกครองควรเตือนบุตรหลาน อย่าได้รับประทานเครื่องดื่มหรืออาหารที่มีบุคคลแปลกหน้านำมาให้ และสำนักงาน ป.ป.ส. ขอความร่วมมือประชาชน หากพบเห็นตัวยาในลักษณะดังกล่าวให้แจ้งเบาะแสเข้ามาที่สายด่วน ป.ป.ส. 1386 เพื่อที่จะได้ส่งเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบต่อไป

ตำรวจสรุปคดีเซลล์แมน ยันเสพยาเกินขนาดปัดอุ้มฆ่า

ตำรวจสรุปคดีเซลล์แมน ยันเสพยาเกินขนาดปัดอุ้มฆ่า – ขณะที่ญาติไม่ติดใจสาเหตุการเสียชีวิต เตรียมฌาปนกิจศพวันจันทร์นี้ ที่ จ.สุพรรณบุรี

พล.ต.ต.สมพงษ์ ชิงดวง รอง ผบช.น.เดินทางเข้าติดตามความคืบหน้ากรณีการเสียชีวิตของนายรัติภูมิ พิมใจใส อายุ 34 ปี เซลล์เเมน หลังหายตัวไปในพื้นที่ สน. ตลิ่งชั่น เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 59 ก่อนพบว่าเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

โดยแพทย์นิติเวชลงความเห็นสาเหตุการตายเสียชีวติ พบสารเสพติด “เมทแอมเฟตามีน” ในกระแสโลหิตจำนวนมาก ได้ทำลายการทำงานของระบบอวัยวะตับ ไต และกล้ามเนื้อสลาย ทำให้อวัยวะภายในร่างกายเสื่อม เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิต

พล.ต.ต.สมพงษ์ กล่าวว่าวันนี้ประชุมชุดสืบสวน สน.ตลิ่งชัน สน.ธรรมศาลา และ สน.บางกอก รายงานผลการทำคดี ได้ข้อสรุปว่า เหตุการเสียชีวิตของ เซลล์เเมน ว่า เกิดจากภาวะตับและไตล้มเหลวจากการการเสพยาเสพติดเกินขนาด ซึ่งตำรวจยึดตามหลักผลชันสูตรพลิกศพของโรงพยาบาลศิริราช

และจากการตรวจสอบประวัติยาเสพติดพบว่าผู้ตายเคยถูกจับคดียาเสพติดเมื่อวันที่ 13 สค. 2547 ที่จังหวัดสุพรรณบุรีและสอบถามเพื่อนผู้ตายถึงปัจจุบันก็พบว่าเสพยาจเรื่อยมาจึงตัดประเด็นว่าถูกบังคับให้เสพยาทิ้งไป

ส่วนโซเชียลมีเดียได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องอุ้มฆ่า ตำรวจจรวจสอบกล้องวงจรปิดบันทึกภาพได้ว่าผู้ตายออกเพียงคนเดียว กรณีพบบาดแผลบนใบหน้า และข้อมือของผู้ตาย เจ้าหน้าที่เชิญ นายฐิติ ไกรรักษ์ อาสาสมัครป้องกันฝ่ายพลเรือน (อพปร.) ที่ให้การช่วยเหลือผู้ตาย ยืนยันว่า ผู้ตายมีการคุ้มคลั่ง จึงเข้าช่วยเหลือโดยใช้กุญแจมือล็อคข้อมือ และผู้ตายดิ้นและล้มทำให้มีบาดแผลบนใบหน้าและศีรษะ เจ้าหน้าที่ได้ช่วยทำแผลเอาน้ำเกลือล้างและใช้ผ้าพัน จากนั้นนำตัวมาที่ สน.ตลิ่งชัน ไม่ถึง 10 นาที ผู้ตายมีอาการชักเกร็ง จึงรีบนำโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งขณะช่วยเหลือไม่พบเอกสารยืนยันตัว หรือโทรศัพท์มือถือ จึงไม่ทราบว่าเป็นเซลล์แมนที่ปรากฎเป็นข่าว

ส่วนกรณีเพื่อสาวแจ้งความว่าเงินหาย 7 หมื่นบาท และการตรวจสอบพบเงินในกระเป๋า เพียง 1 หมื่น 9 พันบาท ตำรวจสันนิษฐานว่า อาจนำเงินที่ขโมยไปซื้อยาเสพติด มาเสพจนคุ้มคลั่ง โดยตำรวจจะสรุปสำนวนการเสียชัวิตของเซลล์แมนภายใน 30 วัน ตำรวจได้รายงานผลให้ นายไพโรจน์ พิมใจใส ญาติผู้ตายทราบสาเกตุทั่งหมด โดยญาติไม่ติดใจสาเหตุการตาย และจะฌาปนกิจศพวันจันทร์นี้ ที่ จ.สุพรรณบุรี

โพลเผย คน 76.99 ไม่เชื่อข่าวลอบฆ่านายกฯ ชี้แค่สร้างกระแส

“ดุสิตโพล” เผยผลสำรวจปชช.กรณีข่าวลอบปองร้าย “ประยุทธ์-ประวิตร” ชี้ปล่อยข่าวสร้างกระแส แนะเพิ่มบทลงโทษหาต้นตอคนปล่อยข่าว
วันนี้ (11 ก.พ. 60) “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยสำรวจเพื่อเป็นการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “ข่าวลือ ข่าวปล่อย ในสายตาคนไทย” จาก 1,187 คนทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 6-10 ก.พ. ที่ผ่านมา พบว่าประชาชนติดตามข่าวสารจาก โทรทัศน์มากถึง ร้อยละ 78.82 รองลงมา คือ โซเชียลมีเดีย และเฟซบุ๊ค ร้อยละ 68.27 และอันดับ 3 หนังสือพิมพ์ ร้อยละ 35.08 โดยที่ โทรทัศน์ เป็นช่องทางที่ประชาชนเชื่อถือมากที่สุด 76.10

ประวิตร วงษ์สุวรรณ, ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ทั้งนี้ จากข่าวการลอบปองร้าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พบว่า ร้อยละ 76.99 ไม่เชื่อ เพราะไม่ทราบข้อมูลข้อเท็จจริง ควรมีวิจารณญาณ อาจเป็นการปล่อยข่าวสร้างกระแส ขณะที่ ร้อยละ 23.01 เชื่อ เพราะสาเหตุน่าจะมาจากนโยบายปราบปรามการทุจริตและผู้มีอิทธิพล ผู้นำแต่ละประเทศก็มักจะมีผู้ปองร้าย

นอกจากนี้ ประชาชน ยังมองว่า ข่างการเมือง มีการปล่อยข่าว หรือข่าวลือมากที่สุด ร้อยละ 52.79 เพราะ การเมืองยังไม่นิ่ง มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เป็นการเล่มเกมการเมือง แบ่งพรรคแบ่งพวก สร้างกระแส โจมตีกัน ส่วนวิธีแก้ไข ร้อยละ 84.67 แนะเพิ่มบทลงโทษ ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างจริงจัง เด็ดขาดกับคนปล่อยข่าว รองลงมา ร้อยละ 77.25 สืบสวน หาต้นตอคนปล่อยข่าว ดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด