ผลวิจัยพบต้นตอความล้มเหลวกิจกรรมแก้ไขและป้องกัน “เพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น”

แนะครอบครัวและสถานศึกษาปลูกฝัง 4 คุณลักษณะให้เด็กไทยรู้เท่าทันเรื่องเพศ หลังผลวิจัยพบต้นตอความล้มเหลวกิจกรรมแก้ไขและป้องกัน “เพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น”

เดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีถือเป็นช่วงเวลาที่สังคมไทย ตื่นตัวและให้ความสำคัญกับเรื่องความรัก และความรู้ที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องเพศศึกษา ที่ผ่านมาแม้สถานศึกษาจะพยายาม เพิ่มเนื้อหาการเรียนการสอนและความรู้ในด้านนี้ ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันออกแคมเปญรณรงค์ เพื่อหวังลดปัญหาสังคมจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน อันนำมาซึ่งปัญหาต่างๆ ทั้งโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ท้องไม่พร้อม ขาดเรียน และอาชญกรรม แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

งานวิจัย “การรู้เท่าทันเรื่องเพศของวัยรุ่นในบริบทสังคมไทย” โดย ผศ.ดร.ฐิยาพร กันตาธนวัฒน์ ภาควิชาครุศาสตร์อุตสาหกรรม คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) สะท้อนให้เห็นภาพกว้างของปัญหา ที่เกี่ยวข้องกับความรู้เรื่องเพศของวัยรุ่นในสังคมไทย ซึ่งการศึกษาเชิงลึกจากกลุ่มผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และกลุ่มวัยรุ่นตอนปลาย อายุระหว่าง 18-21 ปี พบว่า ทั้งสองกลุ่มมีความเห็นสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันว่า การรู้เท่าทันเรื่องเพศนั้นอยู่บนพื้นฐานการรู้จักตนเองและผู้อื่น ควบคู่ไปกับการเรียนรู้และปฏิบัติอย่างถูกต้อง ซึ่งท้ายที่สุดจะช่วยให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างปลอดภัย

แม้ผลการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างจะชี้ว่า ความรู้เรื่องเพศเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถป้องกันปัญหาได้ แต่ในบริบทของสังคมไทยการนำความรู้ ที่ถ่ายทอดในตำราและห้องเรียนออกมาให้ผู้รับเข้าใจและเกิดกระบวนการวิเคราะห์ จนนำไปประยุกต์ใช้ยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทายอยู่พอสมควร ที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจึงพยายาม ผลักดันโครงการต่างๆ เพื่อให้ความรู้เรื่องเพศศึกษา เช่น โครงการคุณแม่วัยใส โครงการ Stop teen mom และโครงการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น เป็นต้น แต่ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางเพศไม่ลดน้อยลง

“เหตุที่ปัญหาต่างๆ ไม่ลดลง ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากโครงการและกิจกรรมรณรงค์ เกิดขึ้นจากการริเริ่มของหน่วยงานเป็นหลัก แต่ไม่ได้มาถามความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือตัววัยรุ่นและเยาวชนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายมากนัก ที่สำคัญสังคมไทยมักประสบปัญหาที่ว่าแม้เรื่องเพศ จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย แต่กลับเป็นเรื่องที่สถานศึกษาให้เวลาจัดการเรียนรู้น้อยมาก ที่มีอยู่ส่วนใหญ่ก็เน้นด้านชีววิทยา การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และความแตกต่างระหว่างชายหญิง มากกว่าการให้ความรู้ในทางปฏิบัติ เช่น วิธีการใช้ถุงยางอนามัย วิธีคุมกำเนิด แทบจะไม่มีการสอนการควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก ความสัมพันธ์ และทักษะการต่อรอง” ผศ.ดร.ฐิยาพร กล่าว

สำหรับกิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมของวัยรุ่นเป็นหลัก ควรเป็นกิจกรรมที่ 1. มุ่งเน้นพัฒนาการบวนการคิด เช่น การล้อมวงในจำนวนที่ไม่มากนักแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ระหว่างเพื่อน ครู และผู้มีประสบการณ์ ในลักษณะการทำเรื่องลับให้เป็นเรื่องแจ้งแบบสุภาพ และ 2. มุ่งเน้นทักษะการสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เช่น การจัดกลุ่มสนับสนุนกันและกัน (Support Group) รวมไปถึงการปรับความคิดเรื่องเพศไปในแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม หรือกิจกรรมในรูปแบบการพัฒนาทักษะชีวิต เช่นความสามารถในการปฏิเสธเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์เสี่ยง

อาจารย์คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สจล. กล่าวเสริมว่า นอกจากข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกิจกรรมและโครงการ ให้สอดคล้องและเหมาะสมกับความต้องการ ของวัยรุ่นซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักแล้ว ขณะเดียวกันผลจากการวิจัยยังสามารถสรุปคุณลักษณะ 4 ด้าน ที่ควรปลูกฝังให้เยาวชนไทยรู้เท่าทันเรื่องเพศ ซึ่งทุกด้านล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยให้วัยรุ่นสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ดังนี้

1. ด้านความรู้ ความเข้าใจ และความคิด เพื่อให้เยาวชนมองภาพกว้างและเข้าใจธรรมชาติทางเพศได้หลากหลายมิติ เพราะปัจจุบันเนื้อหาความรู้ในบทเรียน ไม่สามารถตอบสนองสิ่งที่วัยรุ่นยุคใหม่ต้องการรู้ได้ทั้งหมด ในทางปฏิบัติการผสมผสานความรู้เชิงวิชาการ และประสบการณ์จริง จึงเป็นหนึ่งในวิธีการสอน ที่ช่วยให้เกิดความเข้าใจได้ดีกว่าการปกปิดหรือบอกข้อมูลเพียงบ้างส่วน

2. ด้านการประยุกต์ใช้ความรู้ หากเยาวชนมีความรู้เพียงอย่างเดียว แต่เมื่อถึงสถานการณ์จริงกลับทำไม่เป็นหรือไม่ถูกต้อง เช่น การใส่ถุงยางอนามัย หรือการไม่รู้ว่าสิ่งผิดปกติที่เปิดขึ้นกับอวัยวะเพศของตัวเอง คือสัญญาณบ่งชี้ของโรคอะไร ท้ายที่สุดจะทำให้สังคมไทย ก็จะยังคงต้องตามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุอย่างที่ผ่านมา

3. ด้านความสามารถในการเผชิญปัญหา เพื่อให้สามารถใช้วิจารณญาณและเหตุผล ในการตัดสินใจแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที เช่น การมีสติยับยั้งชั่งใจ หรือการรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง และตระหนักได้ถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นตามมา หากไม่ป้องกันก่อนการมีเพศสัมพันธ์ รวมไปถึงการหาทางออกที่ดีที่สุด เมื่อเกิดปัญหาที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น

4. ด้านความสามารถในการปรับตัวฟื้นคืนการดำเนินชีวิตภายใต้แรงกดดัน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเมื่อวัยรุ่นพลาดพลั้ง มีเซ็กส์โดยไม่ป้องกัน ส่วนใหญ่มักนำมาซึ่งปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อม หรือแม้กระทั่งติดโรคทางเพศสัมพันธ์ โดยผลสำรวจในปี 2556 พบเยาวชนอายุ 15 – 19 ปี ร้อยละ 32 ต้องออกจากการศึกษาเพราะตั้งครรภ์ จึงหันไปประกอบอาชีพที่มีรายได้ต่ำ ที่สำคัญพบว่าในกลุ่มนี้มีการทำแท้งถึง ร้อยละ 28 และ ร้อยละ 6.9 ทำแท้งซ้ำ ขณะที่ข้อมูลจากกรมอนามัย พบว่า ในปี 2558 มีหญิงอายุต่ำกว่า 20 ปี คลอดลูก 104,300 คน หรือคลอดเฉลี่ย วันละ 286 คน อายุต่ำกว่า 15 ปี ประมาณ 3,000 คน ดังนั้น การเพิ่มทักษะด้านนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ผู้ที่ก้าวพลาดยังคงสามารถดำเนินชีวิตได้ต่อไป

“ทุกวันนี้วัยรุ่นต้องเผชิญกับสถานการณ์ทางสังคม ที่มีอิทธิพลให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศได้ง่าย ครอบครัวและสถาบันการศึกษาจำเป็นต้องปลูกฝัง ความรู้และทักษะชีวิตให้ครอบคลุมทุกด้าน เพื่อให้เยาวชนไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน แต่ยังคงสามารถค้นหาวิธีการแก้ปัญหา ที่เป็นผลดีมากที่สุดต่อทั้งตัวเองและคนรอบข้าง” ผศ.ดร.ฐิยาพร กล่าวทิ้งท้าย

นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครองและประชาชนทั่วไป สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หมายเลขโทรศัพท์ 02-329-8111 หรือเข้าไปที่ www.kmitl.ac.th

เผยผลสำรวจน่าตกใจ! คู่รักคนไทยทะเลาะกันบ่อยที่สุดในเอเชีย

พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต เผยผลสำรวจความสัมพันธ์ของคู่รักคนไทย ทะเลาะกันบ่อยที่สุดในเอเชีย และสมาร์ทโฟนเป็นหนึ่งในสาเหตุหลัก

ยินดีต้อนรับเข้าสู่เดือนแห่งความรัก เดือนที่คนมีคู่ ต่างก็เตรียมหาของขวัญให้กับคนรักในวันวาเลนไทน์ กันอย่างแฮปปี้สุด ๆ ส่วนคนไม่มีคู่ ก็อยู่กับคุณพ่อ คุณแม่ ไปก่อน และที่สำคัญไม่ต้องเศร้าไป เพราะคุณอาจเป็นผู้โชคดีที่ไม่ต้องมาเจอกับเรื่องปวดหัวแบบคนมีคู่ก็เป็นได้ เพราะผลสำรวจจาก 10 ประเทศในเอเชีย พบว่า คู่รักคนไทยมีปากเสียงกันบ่อยที่สุด และสมาร์ทโฟนก็กลายเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการทะเลาะกันอีกด้วย

พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต ได้เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความสัมพันธ์ ประจำปี 2559 เพื่อสร้างความเข้าใจในสถานะความสัมพันธ์ส่วนบุคคลทั้งในประเทศและประเทศอื่น ๆ ทั่วทวีปเอเชีย โดยประเทศไทย มีอัตราความสมหวังในความสัมพันธ์ อยู่ในอันดับที่ 5 จาก 10 ประเทศ ที่ร่วมสำรวจในเอเชีย ซึ่งผลสำรวจได้สะท้อนหลากหลายแนวคิด เพื่อกระชับความสัมพันธ์ของคนไทย ทั้งของคู่รัก ครอบครัว เพื่อนและเพื่อนร่วมงาน

ทั้งนี้ ผลสำรวจได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของชาวไทยในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในยุคดิจิทัล ซึ่งระบุว่า คนไทยมีปากเสียงกันบ่อยที่สุดในเอเชีย และสมาร์ทโฟนได้กลายเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการทะเลาะกันของคู่รักนอกเหนือจากเรื่องเงินเหล้าและบุหรี่ ซึ่งคนไทยมากกว่าครึ่งระบุว่า คู่รักของตนชอบใช้เวลากับโทรศัพท์มือถือมากกว่าใช้เวลากับตน

สำหรับ ผลการสำรวจความสัมพันธ์ด้านต่างๆ ในประเทศไทย มีดังนี้

คู่รัก : ทะเลาะกันบ่อยที่สุดในเอเชียเพราะแฟนติดมือถือ

คนไทยมีปากเสียงกับคู่รักของตนเองบ่อยที่สุดในเอเชียโดย 37%  ระบุว่า คู่รักของตนทำให้รู้สึกหงุดหงิดได้ทุกสัปดาห์ 28% ระบุว่ามีความคิดจะเลิกรากับคู่รักอย่างจริงจังทุกสัปดาห์ ซึ่งสาเหตุหลักของการทะเลาะกันของคู่รักได้แก่เรื่องเงิน (45%) เหล้าและบุหรี่ (35%) และที่น่าตกใจคือ การใช้เวลากับคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนมากเกินไป (32%) กลายมาเป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักของการทะเลาะกัน

จะคบกันให้ราบรื่น นิสัยเราต้องเข้ากันได้ดีด้วย

คนไทยให้ความสำคัญกับ “ความเข้ากันได้” สูงสุดในทวีปเอเชีย โดยคู่รัก 77% ระบุว่า การมีความสัมพันธ์ที่ดีนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือทั้งคู่ต้องเข้ากันได้ นอกจากนี้ การหัวเราะร่วมกันคู่รักที่มีอารมณ์ขัน (75%) และหลากหลายกิจกรรมที่สามารถเซอร์ไพรส์อีกฝ่าย (73%) ก็เป็นคุณสมบัติที่คู่รักใฝ่หาเพื่อกระชับความสัมพันธ์อีกด้วย

พ่อแม่กับลูกเล็ก : พ่อแม่คนไทยพอใจกับความสัมพันธ์ที่มีกับลูก

ความสัมพันธ์ของพ่อแม่กับลูกของคนไทยถือว่า อยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าค่าเฉลี่ยของทวีปเอเชียด้วยคะแนน 51/100 โดยพ่อแม่ชื่นชอบการทำกิจกรรมร่วมกันกับลูกมากที่สุด (68%) ตามมาด้วยกิจกรรมที่ลูก ๆ ทำให้พ่อแม่สนุกสนาน หัวเราะ (61%)

พ่อแม่คนไทยใจดีที่สุดในเอเชีย

คนไทยเป็นพ่อแม่ที่ใจดีที่สุดในเอเชียโดยพ่อแม่กว่า 76% มอบของขวัญเพื่อเซอร์ไพรส์ลูกทุกอาทิตย์โดยพบว่า 43% ของพ่อแม่เหล่านี้ให้ของขวัญลูกทุกวันซึ่งนับว่าสูงสุดในภูมิภาคเอเชีย

ลูกกับพ่อแม่สูงวัย : สำหรับคนไทยพ่อแม่ต้องมาก่อนแต่งแล้วยังอยู่บ้านกับพ่อแม่

คนไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์เกี่ยวกับพ่อแม่ของตนสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย (54%) รองจากประเทศกัมพูชาโดยครึ่งหนึ่ง (50%) ของคนไทยที่แต่งงานแล้วยังคงอาศัยอยู่กับพ่อแม่ของตนหรือของคู่สมรสอย่างไรก็ตามพบว่าคนไทยมีความถี่ในการมีปากเสียงกันกับพ่อแม่สูงที่สุดในเอเชียด้วยเช่นกันโดย 22% มีปากเสียงกันทุกอาทิตย์

ลูกคนไทยอยากให้พ่อแม่สนับสนุนและยืนหยัดเพื่อลูก ๆ สูงสุด

ลูกๆ ในวัยผู้ใหญ่คาดหวังให้พ่อแม่คอยให้การสนับสนุนและยืนหยัดเพื่อพวกเขาสูงสุด (73%) โดยกว่า 78% ยังคาดหวังความช่วยเหลือในเวลาฉุกเฉินจากพ่อแม่ซึ่งสูงเป็นอันดับสองของเอเชีย

เพื่อนและเพื่อรร่วมงาน : ขำ ๆ เพื่อนกันอย่าซีเรียส

คนไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับเพื่อนสูงเป็นอันดับ 3 ในภูมิภาคเอเชีย (46%) โดยเป็นรองเพียงประเทศฟิลิปปินส์ และเวียดนามทั้งนี้คนไทยเห็นว่าเสียงหัวเราะและรอยยิ้มเป็นสิ่งสำคัญในความสัมพันธ์กับเพื่อนโดยกว่า 2 ใน 3 ( 68%) ของคนไทยวัยผู้ใหญ่เห็นว่าการทำให้เพื่อนหัวเราะหรือยิ้มได้เป็นสิ่งสำคัญ

การเงินและความสัมพันธ์ : เงินทองของนอกกาย ฉุกเฉินพึ่งพากันได้

คนไทยค่อนข้างช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามเกิดเหตุฉุกเฉินทางการเงินโดยผู้ตอบคำถามส่วนใหญ่ รู้สึกว่า พวกเขาสามารถพึ่งพาพ่อแม่ (78%) ญาติ (66%) หรือเพื่อน (62%) หากเกิดเหตุฉุกเฉินที่ต้องใช้เงิน

นอกจากนี้ยังพบว่า คนไทยส่วนใหญ่มีความกตัญญูตอบแทนบุพการีให้เงินพ่อแม่ใช้ โดยคนไทย 79% ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่พ่อแม่ของตน และขณะเดียวกัน 51% ยังได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากพ่อแม่ของตนอยู่เช่นกัน ซึ่งในส่วนของคู่รักพบว่า มีการช่วยเหลือทางการเงินจากทั้งฝ่ายสามีและภรรยา โดยสามีให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ภรรยามากกว่าที่ 73%

เทคโนโลยีและความสัมพันธ์ : คนไทยส่วนใหญ่คิดอยากจะลด ละ เลิก เล่นมือถือเพื่อให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น!

ท่ามกลางวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่พึงพาเทคโนโลยีเป็นอย่างมากทำให้ยุคดิจิตัลส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของชาวไทยโดยตรงคนไทยต้องแข่งขันกับสมาร์ทโฟนเพื่อดึงความสนใจจากคนใกล้ตัวไม่ว่าจะเป็นคู่รักหรือคนในครอบครัวโดยผลสำรวจที่น่าตกใจเปิดเผยว่า

คนไทยกว่าครึ่ง (51%) ระบุว่าคู่รักของตนชอบใช้เวลากับโทรศัพท์มากกว่าใช้เวลากับตน และพ่อแม่เกือบครึ่ง (42%) คิดว่าลูกของตนใช้เวลากับคอมพิวเตอร์มากเกินไป

อย่างไรก็ตามคนไทยส่วนใหญ่พร้อมจะลดการใช้เทคโนโลยี เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นโดยคนไทยเกือบทั้งหมด (93%) ระบุว่าจะพิจารณาการงดใช้เทคโนโลยี 1 วันเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับบุคคลอื่น ๆ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ผวา! เด็กหนุ่มชักเกร็งกัดลิ้นตัวเอง ร่างทรงฤาษีชี้ฝีมือสัมภเวสี

ผวา! เด็กหนุ่มหมดสติ ชักเกร็ง กัดลิ้นตัวเอง เพื่อนต้องเอากุญแจรถยัดปาก ก่อนร่างทรงฤาษีสวดคาถาปัดเป่า เชื่อฝีมือสัมภเวสี

เพื่อน ๆ นักเรียน และชาวบ้าน ต้องช่วยกันปฐมพยาบาล นักเรียนชายที่อยู่ในสภาพนอนหมดสติ-ชักเกร็ง-กัดลิ้นตัวเองจนเลือดกบปาก บริเวณริมบึงบ้านหาญ ติดกำแพงโรงเรียนบ้านหาญ พื้นที่ตำบลด่านขุนทด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา โดยเพื่อน ๆ ถึงขั้นต้องนำกุญแจรถ มายัดปากเด็กหนุ่มไว้ เพื่อกันไม่ให้กัดปากกัดลิ้นตัวเอง พร้อมกับโทรศัพท์แจ้งหน่วยกู้ภัย และคนรู้จัก ให้รีบมาช่วยเหลือ

ต่อมา ทางอาจารย์ของเด็กหนุ่ม พร้อมด้วยชายชุดดำที่เป็นร่างทรงฤาษี ได้เข้ามาดูอาการ ก่อนแนะนำให้จุดธูป 16 ดอก เพื่อไหว้ขอขมาเจ้าที่ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบริเวณนั้น พร้อมสวดคาถาปัดเป่าไปที่ร่างเด็กหนุ่ม ซึ่งผลปรากฏว่า เจ้าตัวได้ฟื้นคืนสติอย่างน่าอัศจรรย์ จากนั้น เจ้าหน้าที่กู้ภัย ได้พาเด็กหนุ่มขึ้นรถไปไหว้พระวิษณุกรรม ที่สถานศึกษาของเจ้าตัว ก่อนนำส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกาย และอาการบาดเจ็บ

จากการสอบถามทางอาจารย์ และเพื่อน ๆ ทราบว่าเด็กหนุ่มคนดังกล่าว กำลังออกไปหาซื้อสิ่งของนำไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของสถานศึกษา เพื่อจะขอพรให้คุ้มครองคณะทัศนศึกษา ที่เตรียมเดินทางกันในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่ดันมาเกิดเหตุการณ์ชวนขนหัวลุกดังกล่าว

ส่วนบริเวณบึงน้ำที่เกิดเรื่อง เคยเป็นตลาดเก่าของอำเภอด่านขุนทด มาก่อน แต่เกิดเหตุเพลิงไหม้ จนมีผู้เสียชีวิตหลายศพ จึงเชื่อว่าเหตุที่เกิดขึ้นกับเด็กหนุ่ม น่าจะมาจากสิ่งลี้ลับ หรือสัมภเวสี ในบริเวณนั้น