แม่สุดทนจูงลูกวัย12 และ 3 ขวบ แจ้งความหลัง ถูกลุงเขยระดับ ผอ.ข่มขืน !!

แม่สุดทนจูงลูกสาววัย 12 และ 3 ขวบ แจ้งความ หลังถูกลุงเขยเป็นข้าราชการระดับสูงข่มขืน-อนาจาร ในบ้านพักแถมยังถูกขู่ฆ่า

วันนี้ (27 ก.พ. 60) ผู้สื่อข่าว MThai รายงานว่า ที่ สภ.แม่ปิง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ผู้ปกครองพาบุตรสาววัย 12 ปี และ 3 ขวบ เข้าแจ้งความกับ พ.ต.อ.ปิยะพันธ์ ภัทรพงศ์สินธุ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ว่าถูกลุงเขยซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ระดับผู้อำนวยการของหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง ข่มขืนอนาจารหลายครั้งระหว่างที่ไปพักอาศัยที่บ้านพักในหน่วยงานราชการ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

อนาจาร, ข่มขืน, ข่าวจังหวัดเชียงใหม่

เบื้องต้นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ได้เรียก ร.ต.ท.หญิงกมลณัฐ บุบผศิริ พนักงานสอบสวนสิทธิเด็กและสตรี มารับเรื่องราวร้องทุกข์และสอบปากคำแม่ร่วมทั้งลูกสาวทั้งสองคน และจากการสอบสวนแม่ของเด็ก ให้การว่า เมื่อ 4 เดือนก่อน พี่สาวและข้าราชการรายนี้ ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงเขย ได้มาขอรับลูกสาวทั้งสองไปเลี้ยงดู อ้างว่าจะติวเข้มเรื่องการเรียนและจะฝากให้เข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐชื่อดังให้ ด้วยความต้องการให้ลูกสาวมีอนาคตที่ดีตนจึงยินยอมส่งลูกสาวไปอยู่ด้วย

แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาลูกสาวคนโตมาบ่นให้ฟังว่า ประจำเดือนขาดมาหลายเดือน และ ตนก็สังเกตเห็นลูกมีอาการผิดปกติ จากเด็กร่าเริงกลายเป็นไม่พูดไม่จาจึงพยายาม คาดคั้นจนลูกสาวยอมบอกว่าถูกลุงเขยทำอนาจารหลายครั้ง และ ยังพูดจาข่มขู่ไม่ให้นำเรื่องไปบอกใคร หากใครรู้ก็จะฆ่าให้ตาย เมื่อทราบเรื่องจึงสอบถามลูกสาวคนเล็กอีกคน เพราะเคยส่งไปอยู่กับพี่สาวบ่อยครั้งเช่นกัน ก็ถึงกับอึ้งเพราะลูกสาวคนเล็กเล่าให้ฟังว่าเวลาไม่มีคนอยู่บ้าน ลุงชอบพาไปอาบน้ำให้ตลอดเวลา ตนจึงนำเรื่องดังกล่าวเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับข้าราชการระดับสูงรายนี้

ทั้งนี้หลังรับแจ้งตำรวจเตรียมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำตัวเด็กไปตรวจร่างกายและสอบสวนข้อเท็จจริง ขณะที่ พ.ต.อ.ปิยะพันธ์ ระบุว่า เมื่อรวบรวมพยายานหลักฐานครบถ้วน จะออกหมายเรียกข้าราชการรายนี้มาสอบปากคำและดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

อองซาน ซูจี เปิดปากแล้ว คดียิง โกนี ที่ปรึกษาพรรคเสียชีวิต

อองซาน ซูจี แสดงความเห็นครั้งแรก หลังที่ปรึกษาพรรคถูกลอบสังหาร บอกเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศ ได้รายงานว่าวานนี้ (26 ก.พ. 60) นางอองซาน ซูจี ได้กล่าวช่วงหนึ่งระหว่างร่วมงานทำบุญให้กับนายโกนี ที่ปรึกษากฎหมายของพรรค ที่ถูกสังหารโหดพร้อมคนขับแท็กซี่เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา หลังจากพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของเมียนมาได้ร่วมจัดขึ้น

โดยนางอองซาน ซูจี ได้เผยว่า การสูญเสียนายโกนี ถือเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของพรรคเอ็นแอลดี เพราะเขาทำงานกับพรรคมาหลายปีด้วยความเชื่อที่มุ่งมั่นของเขา และการสูญเสียนับว่าเป็นการพลีชีพเพื่อประเทศ

ทั้งนี้การเปิดปากพูดถึงเหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่นางอองซาน ซูจีพูดพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาเธอแทบไม่เคยพูดถึงการเสียชีวิตของนายโกนีเลยจนผู้สังเกตการณ์หลายคนประหลาดใจ ขณะเดียวกันการพูดคุยดังกล่าวนางอองซาน ไม่ได้พูดถึงเรื่องการเมือง แต่เรียกร้องให้ประชาชนอดทน โดยให้เหตุผลว่า รัฐบาลของเธอเพิ่งได้อำนาจมา 10 เดือน ซึี่งน้อยมากเมื่อเทียบกับรัฐบาลทหารที่ปกครองประเทศมานานหลายสิบปี

สำหรับนางอองซาน ซูจี เธอก็ค่อนข้างระมัดระวังตัว ไม่ค่อยแถลงถึงนโยบาย เผยแพร่แถลงการณ์ หรือจัดแถลงข่าว นับตั้งแต่พรรคครองอำนาจเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ

นายกฯ เป็นประธานพิธีบวงสรวงการก่อสร้างยกเสาเอกพระเมรุมาศ

นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีบวงสรวงการก่อสร้าง และยกเสาเอกพระเมรุมาศงานพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีบวงสรวงการก่อสร้างและยกเสาเอกพระเมรุมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ บริเวณท้องสนามหลวง โดยมี คณะกรรมการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ คณะรัฐมนตรี ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ข้าราชการกรมศิลปากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธี

ทั้งนี้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศฯ กล่าวรายงานในนามของรัฐบาล และพสกนิกรชาวไทยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ จึงพร้อมใจกันแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที ซึ่งการสร้างพระเมรุมาศสำหรับถวายพระเพลิง พระบรมศพ สมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเป็นราชประเพณีที่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา รูปแบบพระเมรุมาศเปรียบดังทิพยวิมานที่ประดิษฐานอยู่เหนือยอดเขาพระสุเมรุ อันเป็นศูนย์กลางของจักรวาล

สำหรับงานพิธีบวงสรวงการก่อสร้างและยกเสาเอกพระเมรุมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เริ่มในเวลา 10.01 น. ตามเวลามหัทธโนฤกษ์ เพื่อเป็นนิมิตรหมายอันดีให้การดำเนินงานน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมสนองพระมหากรุณาธิคุณสำเร็จลุล่วงสมดังมโนปณิธานทุกประการ

โดย นายกรัฐมนตรี ได้จุดธูปเทียนที่เครื่องบวงสรวง ก่อนทำพิธีสรงน้ำ ปิดทอง และผูกผ้าแพร 3 สี ที่เสาเอกพระเมรุมาศ พร้อมโปรยข้าวตอกดอกไม้ และวางพวงมาลัยที่โคนเสาเอกฯ จากนั้นนายกฯ ได้ถวายภัตตาหารพร้อมด้วยเครื่องไทยธรรมและจตุปัจจัยแด่พระสงฆ์จำนวน 10 รูป

อย่างไรก็ตาม ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี นายกรัฐมนตรีและคณะได้เยี่ยมชมแบบผังพระเมรุมาศและตรวจการก่อสร้างพระที่นั่งทรงธรรม ก่อนตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของกรมศิลปากร ณ วิธานสถาปกศาลา (โรงขยายแบบ) บริเวณท้องสนามหลวงด้านทิศใต้ ด้วย