นายกฯ ไม่หวั่นหมอดูทักดวงตก ยันสถานะการเงินการคลังของรัฐบาลยังเข้มแข็ง ชี้แค่ศึกษา พ.ร.บ.ดูแลสื่อมวลชน ส่วนตั้งพระสังฆราชให้เป็นไปตามกฎหมาย
วันนี้ (6 ก.พ. 60) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงสถานการณ์ต่างๆ ภายในบ้านเมือง โดยเฉพาะกรณีที่หมอดูชื่อดัง นายโสรัจจะ นวลอยู่ หรือ “นอสตราดามุสเมืองไทย” ที่ออกมาระบุว่า ดวงประเทศจ่อเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จนส่งผลกนะทบต่อผู้นำรัฐบาล ว่า

“ทักมาก็ต้องฟัง แล้วทำไมจะให้ทำอะไรหรือ ให้ไม่ต้องพูดเลยหรืออย่างไร และไม่จำเป็นต้องไปปรับเปลี่ยน หรือทำอะไร เพราะที่ผมเข้ามาทำงานตั้งแต่ปี 2557 ผมไม่ได้ดูหมอดู ซึ่งบอกว่าดวงตกก็ตก แล้วจะให้ทำอย่างไร” ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อดวงตกจะขึ้นอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว “ปัดโธ่ ถามคำถามงี่เง่าอย่างนี้อย่ามาถามผม ไปถามหมอดูเอาเอง”
ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่มีคนโพสต์ข้อความผ่านโลกออนไลน์ในลักษณะข่มขู่ว่าจะก่อเหตุลอบสังหารนายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า “ดูถูกฝีมือผบ.ทบ. อย่างนั้นหรือ หน้าที่เขาคือรักษาความปลอดภัยไม่ใช่หรือ”
ส่วนเรื่องการดำเนินการแต่งตั้งพระสังฆราชนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ เป็นขั้นตอนที่รัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีต้องพิจารณาร่วมกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าจะเสนอรายชื่อขึ้นไปอย่างไร ซึ่งในส่วนของรายชื่อก็ต้องเป็นไปตามลำดับอาวุโส และยังมีการพิจารณาเพิ่มเติมถึงความเหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่
นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้กล่าวถึงเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริม จริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน เรื่องนี้เป็นเพียงการศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องจากต่างชาติ ซึ่งยังไม่มีการประกาศใช้ใดๆ อย่างไรก็ดียืนยันว่า ไม่ใช่การแทรกแซงการทำงานของสื่อ แต่สื่อจะต้องควบคุมกันเองให้ได้ รวมถึงต้องตอบคำถามให้ได้ว่า จะดูแลกันเองอย่างไร เพื่อจะไม่ให้เกิดการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารจนอาจนำไปซึ่งความขัดแย้งเหมือนในอดีตที่ผ่านมา
ส่วนเรื่องข่าวลือที่ว่าสถานะทางการเงินการคลังของรัฐบาลย่ำแย่เข้าขั้นวิกฤตินั้น ไม่เป็นความจริง สถานะทางการเงินการคลังของรัฐบาลยังเข้มแข็ง ซึ่งกรณีที่มีการปรับขึ้นภาษีสรรสามิตน้ำมันเชื่อเพลิง ก็เพื่อสร้างความเท่าเทียมกับผู้ประกอบการขนส่ง ทั้งทางอากาศและทางบก