ดราม่าหนัก!! หลังคนลาวโพสต์ร้องทางการไทยปล่อยตัว ‘ไซซะนะ’

ชาวลาวแห่แชร์โพสต์เรียกร้องไทยปล่อยตัว ไซซะนะ เหตุจับกุมหลักฐานไม่เพียงพอ

วานนี้ (5 ก.พ. 60) ในโลกออนไลน์ได้เกิดเป็นที่ฮือฮาเป็นอย่างมาก เมื่อเพจเฟซบุ๊ก ‘ลาวมองไทย’ ได้มีการแชร์ข้อความจากผู้ใช้เฟซบุ๊ก Joseph Freeman เรียกร้องให้ทางการไทยปล่อยตัว นายไซซะนะ แก้วพิมพา ผู้ต้องหาค้ายาเสพติดรายใหญ่จากฝั่งลาวที่ถูกเจ้าหน้าที่ไทยจับกุมตัวได้เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2560  ขณะเดินทางมาเที่ยวที่จังหวัดภูเก็ต

ไซซะนะ, ข่าวลาว

โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กรายดังกล่าวอ้างว่า การจับตัวครั้งนี้ ทางการไทยไม่มีหมายจับในข้อหาค้ายาเสพติดข้ามชาติ และไม่พบยาเสพติดในตัวไซซะนะอีกด้วย โดยเพจดังระบุว่า “คนลาวคนนี้เรียกร้องให้ทางการไทยปล่อยตัว ไซซะนะ เพราะตอนจับตัว ไม่มีหลักฐาน ไม่มียาในตัว แหม่ ดูถูกความสามารถตำรวจไทยและตำรวจลาวที่เขาสืบมาร่วม 5 ปี ถ้าเขาไม่มีหลักฐาน ใครเขาจะไปจับคนประเทศคนดีได้ละ แหม่ แชร์กันทีน่ากลัว”

ທາງການໄທຕ້ອງໄດ້ປ່ອຍໂຕ ເພື່ອຄືນອິດສະຫລະພາບໃຫ້ກັບເຮຍລົບ ໄຊຊະນະ ແກ້ວພິມພາ

ການປະຕິບັດການປາບປາມແກ້ງຄ້າຢາຂອງ
ເຈົ້າໜ້າທີ່ປາບປາມຢາເສບຕິດໄທ ໃນຄັ້ງນີ້ຖືວ່າລົ້ມເຫລວ

ການຈັບໂຕຂອງໄຊຊະນະ ແກ້ວພີມພາໃນຄັ້ງນີ້
ທາງການໄທໄດ້ມິໝາຍຈັບໃນຂໍ້ຫາພໍ່ຄ້າຍາເສບຕິດຂ້າມຊາດ ແຕ່ທາງເຈົ້າໜ້າທີ່ໄທບໍ່ໄດ້ພົບຂອງການທີ່ເປັນຢາເສບຕິດໃນຄອບຄອງຂອງ ໄຊຊະນະເລີຍ

ມີພຽງອ້າງວ່າຈັບເຄື່ອຍຄ່າຍຄ້າຢາຂອງໄຊຊະນະໄດ້
ແລະມີສັບສິນບາງຢ່າງທີ່ເຊື່ອມໂຍມກັບໄຊຊະນະ

ແຕ່ທີ່ອ້າງມານີ້ບໍ່ພຽງພໍທີ່ຈະໃຫ້ສານຕັດສິນວ່າລາວເປັນຄົນຄ້າຢ່າໄດ້ (ເຖີງລາວຈະຄ້າຢາ) ແຕ່ຕາມລັກຂອງນິຕິລັດແລ້ວແມ່ນບໍ່ສາມາດກ່າວຫາ ແລະນຳໄປເປັນເຫດຈັບກຸມໂຕຂອງໄຊຊະນະໃນຂອງຫາຄ້າຢາໄດ້

ແລະປັນຫາທີ່ທາງເຈົ້າໜ້າທີ່ໄທອ້າງເຄືອຄ່າຍຄ້າຢາ
ແລະສັບສີນຕ່າງໆທີ່ເຊື່ອມໂຍມກັບໄຊຊະນັ້ນກໍ່ບໍ່ຊັດເຈນພໍທີ່ຈະມັດໂຕຂອງໄຊຊະນະໄດ້

ດັ່ງນັ້ນຖ້າທະນາຍຂອງໄຊຊະນະປະຕິເສດຂໍ້ກ່າວຫາຂອງ
ເຈົ້າໜ້າທີ່ຕຳຫລວດ ແລະກ່າວຫາວ່າມີການຍັກຍອກຄະດີໃຫ້ກັບລູກຄວາມຂອງຕົນ ສານກໍ່ຈະບໍ່ສາມາດຕັດສິນໃຫ້ລົງໂທດຈຳເລີຍວ່າມີຄວາມຜິດໃນຂໍ້ຫາຄ້າຢາເສບຕິດໄດ້

ແລະໃນທີ່ສຸດກໍ່ຕ້ອງຄືນອິດສະລະພາບໃຫ້ໄຊຊະນະ ຜູ້ຕົກເປັນຈຳເລີຍ ເຊີ່ງກໍ່ສະຫລຸບໄດ້ວ່າຕຳຫລວດໄທປະຕິບັດການໃນຄັ້ງນີ້ຖືວ່າລົ້ມເຫລວແບບບໍ່ເປັນທ່າ

ບໍ່ສົມກັບຄຳອ້າງວ່າເຜົ້າຕິດຕາມຄະດີນີ້ມາ 5 ກວ່າປີ.

แปลเป็นไทยคร่าว ๆ

ทางการไทยต้องปล่อยตัวไซซะนะให้เป็นอิสระ และการปฎิบัติการของเจ้าหน้าที่ไทยครั้งนี้ถือว่าล้มเหลว

การจับตัวไซซะนะครั้งนี้ ทางการไทยไม่มีหมายจับในข้อหาค้ายาเสพติดข้ามชาติ และไม่พบหลักฐาน ไม่พบยาในตัวไซซะนะเลย มีแค่เพียงคำอ้างว่าจับเครือข่ายของไซซะนะ และมีทรัพย์สินบางอย่างที่เชื่อมโยงไปที่ตัวไซซะนะ

ตามหลักนิติรัฐ คำอ้างเหล่านี้เอาไปใช้ในชั้นศาลไม่ได้ว่าไซซะนะค้ายา(ถึงเขาจะค้ายาจริง ๆ ก็ตาม) และคำกล่าวอ้างของเจ้าหน้าที่ไทย และทรัพย์สินเหล่านั้น ไม่สามารถใช้มัดตัวไซซะนะได้

ดังนั้นถ้าทนายความของไซซะนะ ปฎิเสธข้อกล่าวหาของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และโต้กลับว่า ไซซะนะถูกใส่ความ ศาลก็ไม่สามารถตัดสินความผิดของไซซะนะได้ และก็ต้องปล่อยตัวไซซะนะออกมา ซึ่งสรุปได้ว่า การปฎิบัติงานของตำรวจไทยครั้งนี้ล้มเหลวไม่เป็นท่า ไม่สมกับที่บอกว่าติดตามสืบคดีนี้มาถึง 5 ปี

/แปลคร่าว ๆ แบบสำนวนไทย เอาพอเข้าใจนะ

ข้อมูลข่าวจาก ลาว “มอง” ไทย III

ตร.สมุย บุกจับกระเทยค้ายาเสพติด คาดเครือข่าย ‘ไซซะนะ’

ตำรวจ ปส. ร่วมกับฝ่ายปกครอง อ.เกาะสมุย บุกจัยกุมสาวประเภทสองค้ายาเสพติด คาดเป็นเครือข่ายของ ‘ไซซะนะ’

เมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้รับการเปิดเผยจาก พ.ต.ต.มั่นวัตร์ เจริญชัยสมบัติ สารวัตรกองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด พร้อมตำรวจ ปราบปรามยาเสพติด นายปริญญา อุดมศักดิ์ ปลัดฝ่ายความมั่นคง อำเภอเกาะสมุย และเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจร้อยเกาะ อำเภอเกาะสมุย ได้ร่วมกันจับกุม นายสุพจน์ หรือแอน กำเนิด อายุ 36 ปี พร้อมด้วยของกลางยาไอซ์ จำนวน 2 ถุง น้ำหนัก 118.09 กรัม มูลค่ากว่า 354,000 บาท พร้อมโทรศัทพ์ ไอโฟน 7 จำนวน 1 เครื่อง

โดยทางเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้เข้าจับกุมได้ที่บ้านเช่าไม่มีเลขที่หมู่ 6 ต.บ่อผุด อ.เกาะสมุย ขณะที่ผู้ต้องหานำยาไอซ์ซุกซ่อนใส่ในตุ๊กตาไม้ ซ่อนไว้ในกระถางต้นไม้ของบ้านเช่าที่ผู้ต้องหาเช่าอาศัยอยู่ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้ทำการจับกุมชาวต่างชาติ 1 ราย ชื่อนายติแอลมาริ คิดเคเนล อายุ 28 ปี เป็นชาวฟิลแลนด์ พร้อมของกลางเป็นยาไอซ์จำนวนหนึ่ง ซึ่งนายติแอลมาริ คิดเคเนล ให้การรับสารภาพว่า ได้ซื้อยาเสพติดมาจากนายสุพจน์ หรือแอน กำเนิด สาวประเภทสอง เจ้าหน้าที่จึงได้ขยายผล และจับกุมดังกล่าว

จากการสอบสวนนายสุพจน์ ให้การรับสารภาพว่า ได้รับยาเสพติดมาจากสาวประเภทสองชาวลาว ชื่อนายอนุสรณ์ วัดนะเสด สัญชาติลาว เป็นสาวประเภทสอง ประกอบอาชีพนักร้อง ได้นำยาเสพติด จากประเทศลาว ส่งมาทางบริษัท เคอร์รี่ ขนส่ง ส่งมายังเกาะสมุย ส่วนนายอนุสรณ์ ได้ไหวตัวทันหลบหนีไปแล้ว โดยนายสุพจน์ ยังเปิดเผยอีกว่า ก่อนหน้านี้มีอาชีพทำงานที่บาร์แห่งหนึ่ง บนเกาะสมุย ต่อมาได้รู้จักกับนายอนุสรณ์ สาวประภทสองชาวลาว ซึ่งเป็นนักร้อง ที่ประเทศลาว ได้เดินทางมาท่องเที่ยว ที่เกาะสมุย และได้รู้จักกัน และติดต่อให้นำยาเสพติดมาจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวบนเกาะสมุย

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ได้ทำการตรวจสอบ หนังสือเดินทางของนายสุพจน์ พบว่าครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้เดินทางด้วยสายการบินแห่งหนึ่งเดินทางเข้าออกประเทศลาว คาดว่าเป็นเครือข่ายยาเสพติดของนายไซซะนะ ราชายาเสพติด ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติด อยู่ระหว่างขยายผล พร้อมได้ขออนุมัติหมายศาลจังหวัดเกาะสมุย ออกหมายเพื่อทำการจับกุมนายอนุสรณ์ วัดนะเสด สาวประเภทสอง ชาวลาวรายนี้แล้ว

ขณะเดียวกันทางเจ้าหน้าที่ยังมีข้อมูลอีกว่า ยังมีเครือข่ายของสาวประเภทสอง แก๊งยาเสพติดข้ามชาติ มีเครือข่ายในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว เช่นเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และที่หาดป่าตอง จ.ภูเก็ต อีกด้วย แต่ข้อมูลดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้เนื่องจากเป็นความลับในเรื่องของการขยายผล

รวบเฒ่าวัย 75 ปี บวชเป็นพระ 14 ปี หนีคดีข่มขืนเด็ก

ตำรวจบุกรวบเฒ่าวัย 75 ปี  หนีคดีข่มขืนเด็ก  บวชเป็นพระ 14 ปี จนชาวบ้านได้ไว้ใจและศรัทธาให้เป็นเจ้าอาวาสวัด

วานนี้ (5 ก.พ.) เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 8 และเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ได้ร่วมกันเข้าทำการจับกุม พระเรือง ถาวโร หรือ นายเรือง เสริมแก้ว ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีพรากผู้เยาว์อายุไม่เกิน 15 ปี แล้วได้หลบหนีมาบวชอยู่ที่ วัดดังแห่งหนึ่งในจังหวัดตรัง โดยหนีมาบวชเป็นระยะเวลานาน 14 ปี ตั้งแต่ปี 2545 จนชาวบ้านได้ไว้ใจและศรัทธาให้เป็นเจ้าอาวาสวัดในพื้นที่ดังกล่าว

โดย นายเรือง ได้กระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ที่จังหวัดอุทัยธานี ตั้งแต่เดือน พ.ศ.2543 ต่อมาจนถึงเดือน ก.ย.2545 ทางญาติทราบเรื่องจึงได้เข้าแจ้งความ นายเรือง เลยหลบหนีมาบวชที่วัดดังในตำบลในควน อำเภอย่านตาขาว จ.ตรัง

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวพระเรือง ถาวโรหรือนายเรือง ไปทำการสึกที่วัดควนอินทนินงาม โดยมีพระครูเริงชัย สุภโร เจ้าอาวาสวัดควนอินทนินงาม เจ้าคณะตำบลในควนและตำบลโพรงจระเข้ เป็นพระผู้ทำการสึกให้ และต่อจากนั้นเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ได้นำตัว นายเรือง มาสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรเมืองตรัง เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และจะนำตัวผู้ต้องหาไปส่งให้กับเจ้าของคดีที่ สถานีตำรวจภูธร ต.เมืองการุ้ง อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป