เด็กหญิง ป.6 สกิลอย่างเทพ ถอดและประกอบปืนอย่างคล่อง !!

ตำรวจเชียงใหม่ยังอึ้ง หลังเด็กหญิง ป.6 ถอดและประกอบปืนได้อย่างคล่องแคล่ว

ผู้สื่อข่าว MThai รายงานว่า  ที่เชียงใหม่ ได้เกิดเป็นที่ฮือฮาเมื่อมีเด็กหญิง วัย 12 ปี คนหนึ่งมีความสามารถพิเศษในการถอดและประกอบอาวุธปืนได้อย่างคล่องแคล่ว ทราบชื่อต่อมาคือ ด.ญ.ศลิษา วสุวัติ หรือ น้อง ลิษา นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนพุทธิโสภณ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

โดย น้องลิษา เผยว่า สาเหตุที่ทำให้ตนมีความสามารถพิเศษดังกล่าวนั้น เป็นเพราะสนใจอาวุธปืนมาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ หรือ ป.4 ใช้เวลาศึกษาเรียนรู้ไม่นานจากบิดา ซึ่งเป็นช่างซ่อมและล้างอาวุธปืน จนสามารถถอดล้างและประกอบอาวุธปืนได้หลายชนิด ทั้ง อาวุธปืนแบบลูกโม่ ไปจนถึงอาวุธปืนสงคราม ทั้ง อาวุธปืน เอชเค , เอ็ม 16 และ ปืนลูกซองยาว

ด้าน ด.ต.ดำรงณ์ แสนดวงดี ผู้บังคับหมู่งานป้องกันและปรามปราบ สภ.เมืองเชียงใหม่ บอกว่า ตนเองเป็นตำรวจแต่ก็สามารถถอดอุปกรณ์อาวุธปืนได้บางชิ้นเท่านั้น ไม่สามารถถอดอะไหล่อาวุธปืนออกได้ทุกชิ้นส่วน แล้วนำมาประกอบกลไกให้เหมือนเดิม ผู้ที่จะสามารถถอดและประกอบได้ต้องมีความรู้และความชำนาญ ต้องยอมรับความสามารถของน้องลิษาว่าเก่งจริง

ปืน, ประกอบปืน, ข่าวจังหวัดเชียงใหม่, ศลิษา วสุวัติ

ขณะที่ นายประจักษ์ วสุวัต อายุ 51 ปี บิดาของน้องลิษา บอกว่า ในอดีตเป็นเจ้าของเกสต์เฮ้าส์และมีอาวุธหลายกระบอก ต้องไปจ้างร้านล้าง จึงฝึกถอดประกอบและศึกษาเองจนชำนาญ ภายหลังจึงยึดเป็นอาชีพ โดยใช้รถตู้ตระเวนไปจอดตามโรงพักในจังหวัดเชียงใหม่ ให้บริการล้างอาวุธชนิดต่าง ๆ ให้กับเจ้าหน้าที่มานานกว่า 8 ปีแล้ว

ส่วนที่สอนลูกสาวก็เพราะว่าต้องการให้เรียนรู้เกี่ยวกับอันตรายของอาวุธปืน เนื่องจากอยากให้มีความปลอดภัยเวลาอยู่ในบ้าน กลัวแอบเอามาเล่น จึงสอนให้รู้จักซึ่งบางครั้งนำอาวุธมาซ่อมและล้างที่บ้านด้วย ประกอบกับบุตรสาวมีความสนใจ จึงสอนให้ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ และสั่งสมประสบการณ์ จนทุกวันนี้สามารถถอดประกอบ อาวุธปืนชนิดต่างๆ ได้เอง

‘ยิ่งลักษณ์’ ขึ้นศาลไต่สวนคดีจำนำข้าว เชื่อไม่มีปองร้าย พล.อ.ประวิตร

‘ยิ่งลักษณ์’ ขึ้นศาลไต่สวนคดีจำนำข้าว เผย ไร้ทาบทามประชุม ป.ย.ป. เชื่อไม่มีการปองร้าย ‘พล.อ.ประวิตร’ ขณะรอฝ่ายนายกฯ ยื่นคำชี้แจงศาลปกครองปมยึดทรัพย์สินชดใช้คดีข้าวใน 30 วัน 

วันนี้ (3 ก.พ.) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดไต่สวนพยานจำเลย ครั้งที่ 10 คดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากการไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวที่มีการทุจริตจนทำให้รัฐได้รับความเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท โดยในวันนี้ทนายความฝ่ายจำเลยเตรียมพยาน 1 ปาก คือ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

สำหรับบรรยากาศในช่วงเข้ามีประชาชนจำนวนหนึ่งมาปักหลักรอให้กำลังใจอดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงนำของมามอบให้ ขณะที่ ประชาชนบางส่วนได้สวมเสื้อพร้อมสกรีนข้อความว่า “รักนะปู” มาให้กับกำลังใจแก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อีกด้วย

ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางมาถึงได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวการปองร้าย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า ในฐานะที่เคยมีประสบการณ์ในช่วงที่เป็นนายกรัฐมนตรี มองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงกระแสในโซเชียลมีเดียเท่านั้น ไม่มีคนคิดปองร้ายต่อ พล.อ.ประวิตร จริงแน่นอน อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวไม่อยากให้ใช้สื่อออนไลน์ตกเป็นเครื่องมือ เนื่องจากส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

ส่วนกรณีที่วอชิงตัน โพสต์ มองว่า ประเทศไทยมีโอกาสจะเกิดรัฐประหารอีก เป็นอันดับ 2 ของโลก อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ต่างประเทศมองเข้ามา ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่จะสร้างความมั่นใจให้กับสังคมโลก การรัฐประหารไม่ควรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าทั้งในอดีตและอนาคต ขอให้รัฐประหารเมื่อปี 2557 ถือเป็นครั้งสุดท้าย ขณะที่ ยังไม่ได้รับการทาบทามเข้าร่วมกระบวนสร้างความปรองดองจากคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังกล่าวถึงการฟ้องร้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพวก รวม 4 คน กรณีการออกคำสั่งทางปกครองให้ยึดทรัพย์สินเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าวโดยมิชอบ ว่า ขณะนี้รอให้ฝ่ายผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงต่อศาลปกครอง ภายใน 30 วัน

ขณะที่ฝ่ายตนเองได้ยื่นคำชี้แจงเพิ่มเติมซึ่งเป็นสำคัญคือขอให้ศาลทุเลาคำสั่งทางปกครอง เนื่องจากการไต่สวนคดีความของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยังไม่เสร็จสิ้น ดังนั้น หากมีการยึดทรัพย์อาจเป็นการชี้นำศาลได้ ส่วนไต่สวนพยานที่อยู่ในกระบวนการของศาลฎีกานั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ได้ต่อสู้อย่างเต็มที่ พยานทุกคนได้พยายามอย่างดีที่สุด

ดับสยอง! โชเฟอร์แท็กซี่ถูกฆ่าปาดคอ ย่านบางบ่อ

เกิดเหตุฆ่าปาดคอ จวกแทงโซเฟอร์แท็กซี่ดับคารถ ย่านบางบ่อ ตำรวจรุดตรวจสอบ

วันนี้(3 ก.พ.) เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ตำรวจ สภ.บางบ่อ รับแจ้งเกิดเหตุ โซเฟอร์แท็กซี่ถูกทำร้ายเสียชีวิตภายในรถ ใกล้กับสนามกอล์ฟสุภาพฤกษ์ ต.บางบ่อ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุพบ รถแท็กซี่สีเขียว – เหลือง หมายเลขทะเบียน มฉ 835 กทม. ภายในรถพบผู้เสียชีวิต 1 คน ทราบชื่อ คือ นายศักดิ์สิทธิ ประเสริฐสุข อายุ 30 ปี ชาวร้อยเอ็ด มีบาดแผลฉกรรจ์ที่บริเวณลำคอ และตามร่างกายอีก 6 – 7 แผล เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างชันสูตรพลิกศพ และเก็บรวบรวมพยานหลักฐานสอบปากคำพยานแวดล้อม เพื่อหาสาเหตุและติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุ ส่วนความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป