DSI รับตัดสัญญาณโทรศัพท์-อินเทอร์เน็ต วัดพระธรรมกาย หวั่นศิษย์ปลุดระดม

DSI รับตัดสัญญาณ โทรศัพท์-อินเทอร์เน็ต ‘วัดพระธรรมกาย’ หวั่นศิษย์ปลุดระดมมวลชน ปัด ล้อมรั้วลวดหนามประตู 5 และ ประตู 6

พันตำรวจเอกทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ กล่าวยอมรับว่า ได้มีการตัดสัญญาณโทรศัพท์และระบบอินเทอร์เน็ต ในพื้นที่โซนเอและโซนบีวัดพระธรรมกาย หลังมีการหารือกับ กสทช. เนื่องจากมีกลุ่มลูกศิษย์ใช้โซเชียลมีเดีย ยุยง ปลุกปั่น ส่งเสริม ให้เกิดความเข้าใจผิด และทำให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ไม่มีประสิทธิภาพ

โดยยืนยันว่า การตัดสัญญาณ เป็นมาตรการที่มองว่าจะทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ซึ่งจะใช้ระยะเวลานานแค่ไหนขึ้นอยู่กับความจำเป็นและความเหมาะสม ที่จะมีการประเมินวันต่อวัน ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ตลาดกลางคลองหลวง ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมนุมของกลุ่มมวลชน ไม่มีการตัดสัญญาณแต่อย่างใด ส่วนกรณีที่มีผู้กล่าวอ้างว่าในจุดดังกล่าวไม่สามารถใช้สัญญาณได้ คาดว่าอาจเกิดจากระบบขัดข้องของเครือข่ายนั้นเอง

นอกจากนี้ ดีเอสไอ ยังได้เชิญผู้ตรวจการรัฐสภาเข้าตรวจสอบบริเวณประตู 5 และประตู 6 ที่มีรั้วลวดหนามล้อมรอบไว้ ซึ่งก่อนหน้านี้สื่อมวลชนได้นำเสนอว่าเป็นของเจ้าหน้าที่ แต่จากการตรวจสอบพบว่ารั้วลวดหนามดังกล่าวเป็นของวัดพระธรรมกายที่นำมาล้อมปิดทาง เพื่อไม่ใช้เจ้าหน้าที่เข้าไปภายใน และในวันนี้ผู้ตรวจการก็ไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ได้

ส่วนกรณีผู้ขัดขืนคำสั่ง คสช. นอกเหนือจากพระสงฆ์ 14 รูปนั้น ล่าสุด ดีเอสไอ ได้จัดทำฐานข้อมูลในการร้องทุกข์กล่าวโทษเป็นรายบุคคล จึงฝากเตือนไปยังกลุ่มผู้ชุมนุมหรือผู้สนับสนุน ว่าหากฝ่าฝืนจะมีความผิดตามกฎหมาย พร้อมยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ปิดกั้นทางเข้า ออก นักเรียนที่จะเดินทางไปเรียนหนังสือแต่อย่างใด ส่วนผู้ชุมนุมที่อยู่ภายในวัดหากต้องการเดินทางออกมาให้ออกมาทางประตู 7 เพียงทางเดียว

โรงเรียนใน จ.สุรินทร์ สั่งหยุดเรียน หลังโรคไข้อีดำอีแดงระบาดหนัก

โรงเรียนดังใน จ.สุรินทร์ สั่งหยุดเรียนยกชั้น อนุบาล 1 และอนุบาล 2 เฝ้าระวังโรคไข้อีดำอีแดง หลังระบาดหนัก

นางรัชดา ธรรมศิรโชติ รองผู้อำนวยการโรงเรียนหนองโตง “สุรวิทยาคม” รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการโรงเรียนหนองโตง “สุรวิทยาคม” ได้ส่งหนังสือ เรื่อง ขอแจ้งเตือนและขอความร่วมมือผู้ปกครองเฝ้าระวังโรคอีดำอีแดง ถึงผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนหนองโตง “สุรวิทยาคม” มีข้อความว่า

จากการเฝ้าระวังสถานการณ์โรคอีดำอีแดง ของสถานบริการสาธารณสุขอำเภอเมืองสุรินทร์ พบแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่ พบในกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่อาศัยในเขตชุมชน และสถานศึกษาในโรงเรียนที่มีชั้นอนุบาล หรือศูนย์เด็กเล็ก

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการระบาดของโรคอีดำอีแดง และความปลอดภัยของบุตรหลาน จึงแจ้งเตือนและขอความร่วมมือผู้ปกครองช่วยกันเฝ้าระวังโรคอีดำอีแดง โดยการสั่งหยุดเรียน ในระหว่างวันที่ 23 – 26 ก.พ.60 ยกชั้นเรียน อนุบาล 1 และอนุบาล 2 จำนวน 220 คน ไม่ต้องมาโรงเรียน

นางรัชดา กล่าวว่า ทางโรงเรียนได้รับรายงานจากผู้ปกครอง ว่า นำบุตรหลานไปตรวจโรคที่โรงพยาบาล และแพทย์ระบุว่า ป่วยเป็นโรคไข้อีดำอีแดง เมื่อทราบข่าวตนได้สั่งให้คณะครู บุคลากรทางการศึกษา ทำความสะอาดบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ ต่อมาในรอบสัปดาห์นี้ก็ได้ข่าวอีกว่า เด็กอนุบาล 1 ป่วยเป็นโรคไข้อีดำอีแดงอีก 3 คน

จึงสั่งทำความสะอาดบิ๊กคลีนนิ่งเดย์อีกครั้ง และสั่งหยุดเรียน 2 วัน รวมวันหยุด เสาร์ – อาทิตย์ เป็น 4 วัน ที่ป่วยเป็นเด็กรอบนอก ไม่ใช่เด็กในตัวเมืองสุรินทร์ เพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดจึงสั่งหยุดเรียนในวันที่ 23 – 24 ก.พ. 60 ควบวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ และจะเปิดการเรียนการสอนตามปกติในวันจันทร์ที่ 27 ก.พ. 60 นี้

สำหรับโรคไข้ดำแดง หรือ อีดำอีแดง (scarlet fever) เป็นโรคที่พบในเด็ก ส่วนใหญ่ช่วงอายุ 4 – 8 ปี ซึ่งเชื้อชนิดนี้ จะมีอยู่ในน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วย สามารถติดต่อได้โดยการหายใจสูดเอาฝอยละอองเสมหะที่ผู้ป่วยไอหรือจามรด หรือติดต่อโดยการสัมผัสกับแผลที่ติดเชื้อโดยตรง หรือติดต่อโดยการสัมผัสกับมือผู้ป่วย สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ (เช่น แก้วน้ำ จาน ชาม ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว หนังสือ โทรศัพท์ ของเล่น เป็นต้น) หรือสิ่งแวดล้อมที่แปดเปื้อนเชื้อ

คลัง พร้อมเปิดลงทะเบียนคนจนรอบ 2 ย้ำ ผู้ที่เคยลงทะเบียนแล้วต้องลงใหม่

กระทรวงการคลัง พร้อมเปิดลงทะเบียน ‘ผู้มีรายได้น้อย’ รอบ 2 เดือน เม.ย. – พ.ค. ชี้ ผู้ที่เคยลงทะเบียนแล้ว ต้องลงทะเบียนอีกรอบ

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวในงานแสดงการเงินการลงทุนยุคเทคโนโลยีดิจิทัล ปีที่ 2 หรืองาน Money 360 องศา ถึงการเปิดลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย ว่า ทางรัฐบาลจะเปิดให้ลงทะเบียนประชาชนผู้มีรายได้น้อย รอบ 2 ในวันที่ 3 เมษายน – 15 พฤษภาคม 2560 นี้

โดยจะเปิดลงทะเบียนเพิ่ม 2 ช่องทาง คือ ผ่านคลังจังหวัด และสำนักงานเขตในกรุงเทพฯ พร้อมกับธนาคารของรัฐ 3 แห่ง คือ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำหรับผู้ที่เคยลงทะเบียนแล้วในรอบแรกแล้ว ต้องมาลงทะเบียนใหม่

ส่วนผู้ที่ยังไม่เคยลงทะเบียน สามารถมาลงทะเบียนในรอบดังกล่าวได้ โดยใช้คุณสมบัติของรายได้ตามหลักการเดิม นอกจากนี้ สำหรับผู้พิการ รวมทั้งผู้สูงอายุ ต้องมาลงทะเบียนด้วยเช่นกัน ซึ่งสามารถประสานผ่านกระทรวงมหาดไทยได้