ประวิตรเข้มวัดพระธรรมกาย ปัดรุนแรงย้ำลุยปรองดอง

“พล.อ.ประวิตร” กำชับ จนท. ดำเนินการวัดพระธรรมกายเข้มงวด ตามกระบวนการกฎหมาย เร่งสอบ “พระธัมมชโย” ออกจากวัดเมื่อ 16 ก.พ. ย้ำ รบ. ไม่มีแนวคิดเลื่อนโรดแมป เร่งเดินหน้าสร้างความปรองดอง แนะ จตุพรอย่ามาขู่เรื่องปลุกม็อบ ยันจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าภาคใต้ แต่ต้องยึดขั้นตอน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน กับลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย ว่า ไม่ได้ปะทะกันอย่างรุนแรง ตีกันจนหัวแตก เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจปลอดอาวุธ เข้าไปมือเปล่า และเข้าไปตามกระบวนการของกฎหมาย โดยยืนยันว่าไม่ได้รังแกประชาชน ขณะนี้เหลือเพียงประตู 5 และประตู 6 ที่เจ้าหน้าที่ยังเข้าไม่ได้โดยสั่งให้ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่ากระทรวงยุติธรรม เร่งสร้างความเข้าใจกับพระและลูกศิษย์วัด

ประวิตร วงษ์สุวรรณ, วัดธรรมกาย, จตุพร พรหมพันธุ์

ส่วนกรณีที่ทางวัดประกาศให้เครือข่ายวัดพระธรรมกายทั่วโลก กดดันเจ้าหน้าที่รัฐไม่ให้ทำร้ายพระนั้น พล.อ.ประวิตร ย้อนถามกลับว่า แล้วตอบได้หรือไม่ว่าขณะนี้พระธัมมชโยอยู่ไหน ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็มีหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ ส่วนที่มีพระลูกวัดออกมาเปิดเผยว่า พระธัมมชโย ออกจากวัด ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น ก็ต้องให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบความจริง เบื้องต้นจากการตรวจค้นยังไม่พบอาวุธ แต่ต้องดูทุกที่และหาผู้ที่ถูกหมายเรียกหมายจับ โดยล่าสุดยังไม่มารายงานตัว ก็ให้เป็นเรื่องของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ดำเนินการต่อ ซึ่งอาจถึงขั้นออกหมายจับ

พล.อ.ประวิตร ยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีแนวคิดเปลี่ยนแปลงโรดแมป โดยจะต้องมีการเลือกตั้งเพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตย ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังเดินหน้าสู่ความปรองดอง อยู่ระหว่างระดมสมอง จากผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนประเทศ ลดความขัดแย้ง ซึ่งการปรองดองนั้น ไม่ได้หมายถึงการมานั่งทานข้าวกัน เพียงแต่หมายถึงการหารือร่วมกัน วางยุทธศาสตร์อย่างชัดเจนเพื่อให้เกิดประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ส่วนกรณีที่นายจตุพร ออกมาขู่ว่าจะปลุกม็อบขึ้นหากไม่มีความคืบหน้าในการสร้างความปรองดองนั้นว่า ควรพอได้แล้ว อย่ามาขู่ว่าจะสร้างม็อบเลย ควรมาช่วยกันพัฒนาปฏิรูปประเทศและวางยุทธศาสตร์บ้านเมือง 20 ปีจะดีกว่า เพราบ้านเมืองต้องการความเจริญก้าวหน้า ซึ่งหากนายจตุพรจะไปเปิดเวทีสัมมนาข้างนอกนั้นอยากเปิดก็เปิดได้แต่ต้องระวังเพราะมีกฎหมาย ดังนั้นหากสงสัยหรือไม่เข้าใจในประเด็นใดควรมาถามตนดีกว่า

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ยังชี้แจงถึงแนวทางการดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ ว่า รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงานในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าเทคโนโลยีถ่านหินนั้นไม่เหมือนเดิม ถ่านหินนั้นมีหลายระดับ โดยที่จะนำมาใช้นั้นมีการเผาไหม้ และเป็นเทคโนโลยีสะอาด 100% ทั้งนี้รัฐบาล มีผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ร่วมกันหารือและศึกษาถึงผลกระทบ และสิ่งที่จะใช้ในการผลิตพลังงานเพราะฉะนั้นจึงต้องสร้างความเข้าใจกับประชาชนถึงความจำเป็นของรัฐบาล

ข้อมูลบางส่วนจาก INN

ประวิตรเข้มวัดพระธรรมกาย ปัดรุนแรงย้ำลุยปรองดอง

“พล.อ.ประวิตร” กำชับ จนท. ดำเนินการวัดพระธรรมกายเข้มงวด ตามกระบวนการกฎหมาย เร่งสอบ “พระธัมมชโย” ออกจากวัดเมื่อ 16 ก.พ. ย้ำ รบ. ไม่มีแนวคิดเลื่อนโรดแมป เร่งเดินหน้าสร้างความปรองดอง แนะ จตุพรอย่ามาขู่เรื่องปลุกม็อบ ยันจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าภาคใต้ แต่ต้องยึดขั้นตอน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน กับลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย ว่า ไม่ได้ปะทะกันอย่างรุนแรง ตีกันจนหัวแตก เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจปลอดอาวุธ เข้าไปมือเปล่า และเข้าไปตามกระบวนการของกฎหมาย โดยยืนยันว่าไม่ได้รังแกประชาชน ขณะนี้เหลือเพียงประตู 5 และประตู 6 ที่เจ้าหน้าที่ยังเข้าไม่ได้โดยสั่งให้ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่ากระทรวงยุติธรรม เร่งสร้างความเข้าใจกับพระและลูกศิษย์วัด

ประวิตร วงษ์สุวรรณ, วัดธรรมกาย, จตุพร พรหมพันธุ์

ส่วนกรณีที่ทางวัดประกาศให้เครือข่ายวัดพระธรรมกายทั่วโลก กดดันเจ้าหน้าที่รัฐไม่ให้ทำร้ายพระนั้น พล.อ.ประวิตร ย้อนถามกลับว่า แล้วตอบได้หรือไม่ว่าขณะนี้พระธัมมชโยอยู่ไหน ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็มีหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ ส่วนที่มีพระลูกวัดออกมาเปิดเผยว่า พระธัมมชโย ออกจากวัด ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น ก็ต้องให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบความจริง เบื้องต้นจากการตรวจค้นยังไม่พบอาวุธ แต่ต้องดูทุกที่และหาผู้ที่ถูกหมายเรียกหมายจับ โดยล่าสุดยังไม่มารายงานตัว ก็ให้เป็นเรื่องของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ดำเนินการต่อ ซึ่งอาจถึงขั้นออกหมายจับ

พล.อ.ประวิตร ยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีแนวคิดเปลี่ยนแปลงโรดแมป โดยจะต้องมีการเลือกตั้งเพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตย ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังเดินหน้าสู่ความปรองดอง อยู่ระหว่างระดมสมอง จากผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนประเทศ ลดความขัดแย้ง ซึ่งการปรองดองนั้น ไม่ได้หมายถึงการมานั่งทานข้าวกัน เพียงแต่หมายถึงการหารือร่วมกัน วางยุทธศาสตร์อย่างชัดเจนเพื่อให้เกิดประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ส่วนกรณีที่นายจตุพร ออกมาขู่ว่าจะปลุกม็อบขึ้นหากไม่มีความคืบหน้าในการสร้างความปรองดองนั้นว่า ควรพอได้แล้ว อย่ามาขู่ว่าจะสร้างม็อบเลย ควรมาช่วยกันพัฒนาปฏิรูปประเทศและวางยุทธศาสตร์บ้านเมือง 20 ปีจะดีกว่า เพราบ้านเมืองต้องการความเจริญก้าวหน้า ซึ่งหากนายจตุพรจะไปเปิดเวทีสัมมนาข้างนอกนั้นอยากเปิดก็เปิดได้แต่ต้องระวังเพราะมีกฎหมาย ดังนั้นหากสงสัยหรือไม่เข้าใจในประเด็นใดควรมาถามตนดีกว่า

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ยังชี้แจงถึงแนวทางการดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ ว่า รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงานในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าเทคโนโลยีถ่านหินนั้นไม่เหมือนเดิม ถ่านหินนั้นมีหลายระดับ โดยที่จะนำมาใช้นั้นมีการเผาไหม้ และเป็นเทคโนโลยีสะอาด 100% ทั้งนี้รัฐบาล มีผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ร่วมกันหารือและศึกษาถึงผลกระทบ และสิ่งที่จะใช้ในการผลิตพลังงานเพราะฉะนั้นจึงต้องสร้างความเข้าใจกับประชาชนถึงความจำเป็นของรัฐบาล

ข้อมูลบางส่วนจาก INN

ขาตื๊ดโวย! Music Festival ดัง ไม่ขายเหล้าหลังเที่ยงคืน ซ้ำยังไม่เคลียร์ด่านให้

ผู้เข้าร่วมงาน Music Festival ชื่อดัง ไม่พอใจผู้จัดงาน หลังไม่ขายเหล้าหลังเที่ยงคืนและไม่เคลียร์ด่านตำรวจให้ อีกฝั่งชี้เมาแล้วขับเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

วันนี้ (20 ก.พ.60) กลายเป็นกระแสดราม่า ถูกวิจารณ์อย่างหนักไปแล้วสำหรับ  Music Festival ชื่อดังงานหนึ่ง เนื่องจากมีผู้ร่วมงานบางท่านแสดงความไม่พอใจผู้จัดงานในหลายประเด็นเช่น งานเลิกขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หลังเที่ยงคืน หลังเลิกงานมีด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ ทำให้มีผู้เข้าร่วมงานบางรายถูกจับกุมในข้อหาเมาแล้วขับ ผู้ร่วมงานท่านหนึ่งได้แสดงความเห็นโวยวายในแฟนเพจเฟซบุ๊กของ Music Festival ชื่อดังที่ตกเป็นประเด็นว่า ทำไมทางผู้จัดถึงไม่ไปเคลียร์กับตำรวจเกี่ยวกับการตั้งด่านโดยอ้างว่า ใครมางานนแบบนี้แล้วไม่ดื่มบ้าง?

ภาพประกอบเนื้อหา

ความเห็นของผู้เข้าร่วมงาน Music Festival ชื่อดัง ที่ไม่พอใจผู้จัดงาน เกี่ยวกับไม่ขายเหล้าหลังเที่ยงคืนและไม่เคลียร์ด่านตำรวจให้

ทำให้มีผู้คนอีกจำนวนหนึ่งออกมาโต้แย้งเกี่ยวกับความคิดดังกล่าวว่า ผู้ที่ดื่มก็ไม่ควรขับรถ เพราะเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุ การไปโวยวายผู้จัดในประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม และการงดขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หลังเที่ยงคืน ทางผู้จัดก็แค่ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด

ความเห็นเชิงตำหนิผู้ที่ออกมาโวยผู้จัดงานเกี่ยวกับประเด็น ไม่ขายเหล้าหลังเที่ยงคืนและไม่เคลียร์ด่านตำรวจให้