‘นพดล’ ย้ำ ภาษีหุ้นชินคอร์ปจบนานแล้ว ยัน หากสรรพากรเรียกเก็บภาษี ‘ทักษิณ’ พร้อมตั้งทีมกฏหมายสู้คดีฟ้องกลับ
นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวกรณีที่รัฐบาลจะมีการประเมินเรียกเก็บภาษีจาก นายทักษิณ ชินวัตร กรณีการขายหุ้นชินคอร์ป จำนวน 329.2 ล้านหุ้น ที่ขายให้กลุ่มเทมาเส็กในปี 2549 ว่า เรื่องดังกล่าวเคยมีคำพิพากษาจากศาลภาษีอากรกลาง สรุปความตอนหนึ่งได้ว่า

หุ้นที่ นายพานทองแท้ และ นางสาวพิณทองทา ชินวัตร ซื้อมาจากแอมเพิลริช เป็นของนายทักษิณและภรรยา นายพานทองแท้ และ นางสาวพิณทองทา เป็นเพียงผู้ถือหุ้นแทนไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริงของหุ้น ธุรกรรมซื้อขายดังกล่าวจึงถือเสมือนว่าไม่ได้เกิดขึ้น จึงไม่มีเงินได้และภาระภาษีเพราะถือว่าเป็นของนายทักษิณและภรรยามาตั้งแต่ต้น
นอกจากนี้ การขายหุ้นชินคอร์ปให้กลุ่มเทมาเส็กได้ขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไม่ได้ขายนอกตลาด จึงไม่มีภาระภาษีตามกฎกระทรวงฉบับที่ 126 ข้อ 2 (23) ซึ่งกฎหมายนี้ใช้บังคับกับทุกคนไม่มีข้อยกเว้น ขณะเดียวกัน เงินที่ได้จากการขายหุ้นชินคอร์ปและเงินปันผลจากหุ้นประมาณ 46,000 ล้านบาทถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินไปตั้งแต่เมื่อ 8 ปีที่แล้ว
นายนพดล ยังกล่าวว่า การขายหุ้นชินคอร์ปเกิดขึ้นมาสิบปีแล้ว ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องภาษีน่าจะได้ข้อยุติไปตั้งนานแล้ว แม้แต่กรมสรรพากรระบุว่าอาจดำเนินการไม่ได้ แต่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กลับจะใช้อภินิหารทางกฎหมาย จากช่องทางที่คิดว่าสามารถดำเนินการได้ ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความเสี่ยงที่จะตามมาซึ่งส่วนตัวในฐานะนักกฎหมายอยากให้ปฏิบัติตามหลักนิติธรรม เพราะขณะนี้รัฐบาลกำลังสร้างความปรองดองซึ่งหลักนิติธรรมจะสามารถนำไปสู่ความปรองดองได้อย่างแน่นอน
ส่วนการที่ นายวิษณุ อ้างว่าหากกรมสรรพากรมีการส่งใบเรียกเก็บภาษีต่อ นายทักษิณ ภายในสิ้นเดือน มีนาคม นี้ จะเป็นการจะสามารถเริ่มต้นอายุความใหม่ซึ่งมีระยะเวลาอีก 10 ปี ส่วนตัวเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความเห็นที่แตกต่างกันทางกฎหมายซึ่งจะชี้แจงขั้นตอนในกระบวนการต่อไป
นอกจากนี้ นายนพดล กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลจะมีการประเมินเรียกเก็บภาษีจาก นายทักษิณ ชินวัตร กรณีการขายหุ้นชินคอร์ป จำนวน 329.2 ล้านหุ้น ที่รวมขายให้กลุ่มเทมาเส็กในปี 2549 โดยเรียกร้องให้รัฐบาล กรมสรรพากร ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง พิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ เท่าเทียม เสมอภาค ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบก็จะได้รับความคุ้มครอง และจะไม่ถูกฟ้องร้องผิดตามมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา
อย่างไรก็ตาม หากมีการเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณ ก็คาดจะมีการตั้งทีมกฎหมายเพื่อมาต่อสู้คดีและเรียกร้องความเป็นธรรมรวมถึงพิจารณาว่ามีความจำเป็นที่จะต้องมีการฟ้องกลับหรือไม่