แม่เหยียบหัวลูก โร่พบตำรวจ อ้างไม่มีเจตนาทำร้ายลูก

แม่เหยียบหัวลูก โร่พบตำรวจอ้างไม่มีเจตนาทำร้ายลูก เจ้าหน้าที่เตรียมดำเนินคดีเนื่องจากเป็นคดีอาญาทำร้ายร่างกาย

ร.ต.อ.อภิศักดิ์ นิยมสุข ร้อยเวร สภ.ปากเกร็ด เปิดเผย ความคืบหน้ากรณีมีการเผยแพร่คลิปวิดิโอ ภาพเหตุการณ์หญิงสาวรายหนึ่งใช้เท้าเหยียบศีรษะเด็กชายพร้อมกับใช้เชือกฟางมัดเด็กไว้กับรั้วเหล็กข้างถนนสร้างความเวทนาแก่ผู้พบเห็น ซึ่งต่อมาทรายว่าเป็นแม่แท้ๆ ของเด็กคนดังกล่าว จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการกระทำที่ไม่เหมาะสมว่า จากการตรวจสอบทราบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ (17 มี.ค.) เวลาประมาณ 19.00 น. บริเวณร้านขายผลไม้ปากทางเข้าวัดกู้ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

ล่าสุดผู้เป็นแม่ได้เดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากเกร็ดแล้ว โดยอ้างว่าเด็กคนดังกล่าวเป็นลูกของตนเอง อายุ 11 ปี เรียนอยู่ ป.5 โรงเรียนแห่งหนึ่ง หลังเกิดเหตุได้หลบหนีออกจากบ้านไปตั้งแต่เมื่อคืนและขณะนี้ยังหาไม่เจอตัว ส่วนสาเหตุที่ทำลงไปนั้น เนื่องจากเด็กได้ขโมยเงินจากบ้าน จึงต้องการทำโทษแต่ไม่ได้ตั้งใจทำร้ายลูกตัวเองรุนแรง

ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่เตรียมดำเนินคดีเนื่องจากเป็นคดีอาญาทำร้ายร่างกาย แต่อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะต้องตามหาเด็กให้เจอ พร้อมประสานกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยเฉพาะพฤติกรรมของเด็ก ก่อนจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป

ชมคลิป>>>

ภาคใต้ตอนล่างฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ส่วนภาคอื่นยังมีพายุฤดูร้อน

กรมอุตุนิยมวิทยา เผย ภาคใต้ตอนล่างฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ส่วนภาคอื่น รวมทั้งกรุงเทพฯ มีพายุฤดูร้อนลมกระโชกแรง ร้อยละ 10 ของพื้นที่

กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า วันที่ 19 มีนาคม 2560 บริเวณภาคเหนือตอนล่างด้านตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลยังคงมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีพายุฝนฟ้าคะนองลมกระโชกแรง และมีลูกเห็บตกได้หลายพื้นที่ ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้างและป้ายโฆษณา ที่ไม่แข็งแรง ในขณะที่เกิดพายุฤดูร้อนไว้ด้วย สำหรับภาคใต้ตอนล่างจะมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นบางแห่ง

สำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑล เวลา 06:00 น.วันนี้ – 06:00 น.วันพรุ่งนี้ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

สตง.ยันใช้ ม.61 เก็บ ‘หุ้นชินคอร์ป’ ได้ปัด 2 มาตรฐาน

ผู้ว่าฯ สตง. ยันใช้มาตรา 61 เรียกเก็บภาษีหุ้นชินฯ ได้ ปัด 2 มาตรฐาน ขู่ฟ้องเอาผิดทางอาญาเจ้าหน้าที่หากไม่ดำเนินการ – ไม่ขอใช้ ม.44เรียกเก็บภาษีนักการเมือง

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ระบุถึงกรณีการเรียกคืนภาษีจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายรัฐมนตรี กรณีการขายหุ้นของบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด ว่า ทาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เห็นควรให้มีการเรียกเก็บภาษี โดยได้ส่งหนังสือแจ้งเตือนไปยังกรมสรรพากร ให้ทำหน้าที่ แต่กลับได้รับคำตอบว่ามีข้อติดขัดทางกฎหมาย ทาง สตง. จึงได้เสนอแนวทางให้ใช้มาตรา 38 อัฏฐะ ในการขยายอายุความ และเร่งการดำเนินการเรียกเก็บภาษี หรือใช้ ประมวลรัษฎากร ตามมาตรา 61 ในการเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ออกหมายเรียกประเมินภาษี ก่อนที่หมดอายุความในวันที่ 31 มีนาคม นี้

ซึ่งคาดว่าภายใน 3 วัน จะทราบผลการประเมินภาษีการขายหุ้นชินคอร์ปได้ และหากยังไม่มีการดำเนินการดังกล่าว ทาง สตง. จะดำเนินการฟ้องร้อง ทางอาญาเพื่อเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง พร้อมระบุว่า แม้จะไม่สามารถออกประเมินภาษีภายในเดือนนี้ได้ แต่คดีดังกล่าวก็ยังไม่ถือว่าหมดอายุความ โดยมองคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ในปี 2555

อย่างไรก็ตาม ยังมองว่ากรณีนี้ ไม่ต่างจากการเลี่ยงภาษีของบริษัทเชฟรอนประเทศไทย โดยมีข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ ชี้ช่องโหว่ในการเลี่ยงภาษี

นอกจากนี้ นายพิศิษฐ์ ยังกล่าวถึงการตรวจสอบนักการเมือง 60 คน ในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์และยิ่งลักษณ์ จากการสุ่มตรวจ พบว่า มีมูลค่ารวมกว่า 1 หมื่นล้านบาทว่า จะต้องมีคนรับผิดชอบ แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายชื่อในขณะนี้ เนื่องด้วยมีกฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งหากรู้ตัวว่ายังเสียภาษีไม่ครบ ก็ขอให้รีบไปเสียภาษีให้ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า สตง. ไม่ได้เลือกปฏิบัติเฉพาะเจาะจงเรียกคืนภาษีเฉพาะ การขายหุ้นชินคอร์ปเท่านั้น พร้อมย้ำว่า จะไม่มีการเรียกร้องให้ใช้คำสั่ง หัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44 เนื่องจากเกรงว่า สังคมจะตีความว่าเป็นเรื่องของการเมือง
“ธีระชัย” หนุนใช้ ม.44 ควบคู่ ม.61 เรียกเก็บภาษี

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าหากใช้เฉพาะมาตรา 61 ประมวลรัษฎากรนั้น เป็นเรื่องที่ยากและคาดการณ์ผลได้ยาก จึงน่าจะใช้ มาตรา 44 ขยายเวลาในการอุทธรณ์ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจในการออกหมายเรียกตามมาตรา 3 วรรค 2 เพื่อขยายเวลาออกหมายเรียกกรณีผู้อยู่ต่างประเทศ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยใช้กฎหมายที่เป็นโทษกับผู้เสียภาษี ซึ่งยอมรับว่าอาจจะอึดอัดเพราะที่ผ่านมาเป็นการดำเนินการที่เป็นคุณต่อผู้เสียภาษี

นอกจากนี้ ยังเสนอว่า ควรต้องแก้กฎหมายบังคับให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับธุรการทางการเงินของบริษัทต่างๆ เช่นการจัดซื้อ การขายทั้งในและต่างประเทศ เหมือนในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา และให้สื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบด้วย

ที่มา… INN