ส่องโรงเรียนสอนขับรถ หลัง ครม.มีมติให้สอบใบขับขี่ผ่านเอกชนได้เลย

โรงเรียนสอนขับรถ ทางเลือกสำหรับมือใหม่ ปฏิบัติและทฤษฎี และประหยัดเวลามากขึ้น หลัง ครม.ไฟเขียวให้โรงเรียนสอนขับรถเอกออกใบอนุญาตขับขี่ได้

หลังจากที่ คณะรัฐมนตรี ไฟเขียว การออกใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคล ที่ต้องอบรมขั้นตอนต่างๆ จากโรงเรียนสอนขับรถเอกชนครบ 15 ชั่วโมง และสามารถทำใบขับขี่ได้เลย ทีมข่าวจึงลงพื้นที่ดูหลักสูตรการสอนของโรงเรียนสอนขับรถแห่งหนึ่ง ซึ่งพบว่า มีการสอนทั้งภาคปฏิบัติและทฤษฎี และประหยัดเวลามากขึ้น

เมื่อวานนี้ (16 มีค.) ทีมข่าว Mono29 ลงพื้นที่โรงเรียนสอนขับรถในสังกัดของกรมการขนส่งทางบกย่านสวนผักซึ่งพบว่าโรงเรียนแห่งนี้ได้มีการเปิดหลักสูตรสอนขับรถพร้อมกับการทดสอบและขอใบรับรองเพื่อนำไปทำไปทำใบขับขี่มาได้ประมาณ 2 ปีแล้ว และจำนวนผู้เรียนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่งในหลักสูตรดังกล่าวเป็นไปตามที่ ครม.อนุมัติ คือ ต้องอบรมทั้งสิ้น 15 ชั่วโมง แบ่งเป็น ภาคปฏิบัติ 10 ชั่วโมง ซึ่งจะเป็นการทดสอบร่างกาย การอบรมด้านกฎและเครื่องหมายจราจร การขับรถบนถนน การสอบท่าบังคับตามกำหนดของขนส่ง 3 ท่าส่วนอีก 5 ชั่วโมง ที่เหลือ คือ การอบรมด้านทฤษฎี เช่น ความรู้กฎหมาย การขับรถอย่างปลอดภัย รวมไปถึง การปลูกจิตสำนึกและมารยาทในการขับขี่บนถนน
ทั้งนี้ ผู้ที่ผ่านมาอบรม 15 ชั่วโมง หลังการเรียนภาคปฏิบัติและภาคทฤษฎีเสร็จเรียบร้อย สามารถสอบใบขับขี่ได้ทันทีและทางโรงเรียนจะออกใบรับรองให้ ซึ่งประหยัดระยะเวลากว่าการไปสอบใบขับขี่ที่กรมการขนส่งทางบก

อย่างไรก็ดี การอบรมและสอบใบขับขี่กับโรงเรียนเอกชนไม่เพียงแต่ประหยัดเวลาอย่างเดียว แต่ยังสามารถเลือกวันเวลาตามที่ผู้อบรมสะดวก เพียงแต่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า โดยค่าเรียนของโรงเรียนแห่งนี้อยู่ที่ 5,500 บาท

เฉลิม ชี้!! ยิ่งลักษณ์สั่งตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าว แต่ไม่มีรายงานว่าพบการทุจริต

‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี ขึ้นศาล นัดสืบพยานจำเลย คดีจำนำข้าว ท่ามกลางประชาชนที่มาให้กำลังใจ ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ชี้อดีตนายกฯสั่งการให้ตรวจสอบ แต่ไม่มีการรายงานว่าพบการทุจริต

วันนี้ (17 มี.ค. 60) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมายัง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ที่ ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ พร้อมทีมทนาย หลังศาลนัดสืบพยานจำเลยนัดที่ 12 ในคดีหมายเลขดำ อม.22/2558 ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง จำเลยในฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามมาตรา157 และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท ท่ามกลางประชาชนที่มาให้กำลังใจ

ทั้งนี้ได้มีการเบิกความพยาน 3 ปาก ซึ่งมีร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เดินทางมาเป็นพยานฝ่ายจำเลย โดยเบิกความถึงกรณีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้มีหนังสือทักท้วงถึงรัฐบาล ภายหลังคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายโครงการรับจำนำข้าว ต่อรัฐสภา โดยตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลได้แถลงนโยบายดังกล่าวต่อรัฐสภาในช่วงดึก

แต่ สตง. ได้ทำหนังสือท้วงติงแก่รัฐบาลในเช้าวันถัดมาทันที รวมถึงเนื้อหาบางส่วนมีการกล่าวอ้างถึงโครงการประกันราคาข้าว ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นนโยบายที่มีความแตกต่างจากการรับจำนำข้าว ซึ่งจำเลยได้มีการซักถามถึงเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้รับคำตอบว่า สตง. รวมถึง ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจในการกำกับนโยบายของรัฐบาล มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตเท่านั้น

พร้อมกันนี้อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ภายหลังจากที่นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจำเลย โดยมีการอภิปรายว่ามีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว โดยมีการกล่าวอ้างถึง นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือ เสี่ยเปี๋ยง และนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในขณะนั้น จำเลยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนายบุญทรง ในฐานะที่มีอำนาจในการบริหารเข้าไปตรวจสอบ แต่ได้รับรายงานกลับมาว่าไม่พบการทุจริต แต่จำเลยไม่ได้สั่งการให้ตนเองในฐานะคณะกรรมการอำนวยการตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริตในการรับจำนำข้าวเข้าไปตรวจสอบ เพราะไม่มีหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับการระบายข้าว โดยต่อมา จำเลยได้มีการสั่งปลดนายบุญทรง ออกจากทุกตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 30 มิถุนายน 2556 แต่ไม่ทราบสาเหตุของกาารปลดว่าจะเกี่ยวข้องกับการรับจำนำข้าวหรือไม่

ด้านพันตำรวจเอกธนกิจ อ่อนละออ อดีตนายตำรวจพื้นที่ปทุมธานี ได้เบิกความถึงกรณีที่มีการตรวจพบว่าข้าวในโครงการรรับจำนำข้าวหายกว่า 9 หมื่นกระสอบ จากโกดังเก็บข้าวในจังหวัดปทุมธานีว่า ข้าวจำนวนดังกล่าวถูกขนย้ายออกจากโกดังแบ่งเป็น 3 รอบ ซึ่ง 2 รอบแรกสามารถนำของกลางกลับคืนมาได้ แต่ในรอบที่ 3 นั้น จากการตรวจสอบโกดังพบว่า มีการนำนั่งร้าน มาสอดไส้ในกองข้าว จึงไม่สามารถตรวจสอบหากระสอบข้าวที่หายไปได้ แต่จากการตรวจสอบนั่งร้าน พบว่า นายธีรศักดิ์ แสนวรางกุล หรือ เสี่ยอ้วน ซึ่งเป็นน้องชาย นายกิตติพงศ์ แสนวรางกุล หรือ เสี่ยเล็ก ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีจำนำข้าวหมุนเวียนในโครงการรับจำนำข้าว เป็นผู้สั่งนั่งร้านดังกล่าว ซึ่งมีการส่งของเป็นจำนวน 3 ซึ่งเป็นช่วงหลัังเกิดการรัฐประหาร ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และ คสช. ได้มีคำสั่งให้ล็อกโกดังข้าวทั้งหมด

ส่วนนายพิชัย ชุณหวชิร อดีตนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ยืนยันว่า ในฐานะนายกสมาคมและคณะกรรมการสมาคมผู้สอบบัญชีภาษีอากรของประเทศไทย ชี้จากรายงานของผู้ตรวจสอบบัญชีข้าว ยืนยันว่า การตรวจสอบการปิญชีโครงการรับจำนำข้าว เป็นเพียงการตรวจสอบอายุข้าวในโครงการเท่านั้น ไม่มีการตรวจสอบคุณภาพ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงกับราคาขายในตลาด

สำหรับการไต่สวนพยานคดีรับจำนำข้าวในครั้งต่อไป จะมีขึ้นในวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 เวลา 09.30 น.

ทาสยาบ้าคลั่ง! ยิงตำรวจดับ 1 ก่อนถูกวิสามัญคาสวนลำไย

ทาสยาบ้าคลั่งยิงตำรวจดับ 1 เจ็บ 1 ก่อนถูกวิสามัญคาสวนลำไยหลังบ้าน ในพื้นที่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่

วันที่ 17 มี.ค. 60 ผู้สื่อข่าว จ.เชียงใหม่ รายงานว่า ตำรวจ สภ.แม่แฝก อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเชียงใหม่ เข้าตรวจสอบภายในบ้านเลขที่ 50 หมู่ 10 ต.แม่แฝกใหม่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ หลังเกิดเหตุชายคุ้มคลั่งยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามาระงับเหตุ จนมีตำรวจถูกยิงเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 1 นาย ส่วนชายที่ก่อเหตุ ถูกตำรวจวิสามัญเสียชีวิต ภายในสวนลำไยหลังบ้านที่เกิดเหตุ

จากการตรวจสอบเจ้าหน้าที่พบศพ ด.ต.อุทัย มณีรัตย์ อายุ 52 ปี ผู้บังคับหมู่งานป้องกันและปราบปราม สภ.แม่แฝก นอนเสียชีวิตอยู่บริเวณหน้าบ้านในสภาพนอนหงายในชุดเครื่องแบบตำรวจ ถูกอาวุธปืนลูกซองเข้าบริเวณซี่โครงซ้ายกระสุนทะลุหัวใจ และ ถูกฟันด้วยอาวุธมีดเข้าที่บริเวณปากด้านขวาเป็นแผลยาว ส่วน ด.ต.ปิยะศักดิ์ ต้นคุณ ผู้บังคับหมู่งานสืบสวน สภ.แม่แฝก ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส กระสุนเข้าที่บริเวณท้องและเฉี่ยวซี่โครง ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลสันทราย

ห่างจากจุดเกิดเหตุเข้าไปในสวนลำไยหลังบ้านประมาณ 200 เมตร พบศพนาย นิคม จุ่มแก้ว อายุ 38 ปี นอนเสียชีวิตในสภาพคว่ำหน้า ถูกยิงกลางลำตัว ในมือถือมีดดาบซามูไร และอาวุธปืน .38 จำนวน 1 กระบอก

จากการสอบสวนนายปัน จุ่มแก้ว อายุ 65 ปี พ่อนายนิคมให้การว่า เมื่อช่วงเช้าสังเกตเห็นลูกชายมีอาการผิดปกติ พูดจาคนเดียวและเดินวนไปมาภายในบ้าน จึงโทรศัพท์แจ้งตำรวจให้เข้ามาตรวจสอบเพื่อพาลูกชายไปสงบสติอารมณ์ เนื่องจากก่อนหน้านี้ลูกชายเคยมีอาการคุ้มคลั่งถือมีดดาบไล่ทำร้ายคนในบ้านมาแล้ว ซึ่งตำรวจก็เคยนำตัวไปสงบสติอารมณ์ที่โรงพักมาแล้ว

โดยลูกชายเพิ่งพ้นโทษในคดียาเสพติดและคาดว่าคงจะหันกลับไปเสพยาอีกจนมีอาการคลุ้มคลั่งหลายครั้ง และเมื่อหลายวันก่อนลูกชายเคยบอกว่าไปซื้ออาวุธปืนมา ทำให้ตนเองรู้สึกเป็นกังวลว่าจะเกิดเหตุร้ายเพราะที่บ้านอยู่กันเพียง 3 คน คือ ตนเองภรรยา และลูกชาย

ต่อมา ด.ต.อุทัย ผู้ตาย ได้เดินทางมาพร้อมกับ ด.ต. ปิยะศักดิ์ คนเจ็บ และเพื่อนตำรวจอีก 2 นาย ทันทีที่ ด.ต.อุทัย เข้ามาหน้าบ้านที่เกิดเหตุ ลูกชายได้ใช้อาวุธปืนลุกซองสั้นไทยประดิษฐ์ยิงสาดใส่ตำรวจ โดน ด.ต.อุทัยจนล้มลงกับพื้นเสียชีวิต จากนั้นลูกชายก็วิ่งเอามีดดาบมาฟันซ้ำ ก่อนแย่งปืนประจำกายของ ด.ต.อุทัย และหลบหนีไปในสวนลำไยหลังบ้าน

จังหวะเดียวกันนั้น ด.ต.ปิยะศักดิ์ ออกจากที่กำบัง วิ่งไปเพื่อยิงต่อสู้ ลูกชายได้ยิงสวนเข้ามาถูกบริเวณลำตัว ล้มลงอีก 1 คน จากนั้น ตำรวจที่เหลือ 2 นาย วิ่งไล่ยิงลูกชายจนเสียชีวิตในที่สุด

ขณะที่ พล.ต.ต.สรายุทธ สงวนโภคัย ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า คดีนี้ถือว่าเป็นความสูญเสียของทางตำรวจอีกครั้ง ถือเป็นเหตุสุดวิสัยซึ่งไม่คาดคิดว่าคนร้ายจะมีอาวุธปืน และยังก่อเหตุแย่งปืนยิงตำรวจเสียชีวิตและบาดเจ็บด้วย จากนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดูแลครอบครัวของ ด.ต.อุทัย ผู้เสียชีวิตอย่างดีที่สุดตามระเบียบ เนื่องจากเสียชีวิตในระหว่างปฎิบัติหน้าที่ โดยทราบว่า ด.ต.อุทัย มีภรรยา ชื่อ นางอารีย์ มณีขัตย์ อายุ 52 ปี และมีลูกสาวเรียนอยู่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ชั้นปีที่ 4 ด้วย เบื้องต้นจะสอบถามครอบครัวว่าต้องการจะให้ทายาทเข้ารับราชการตำรวจหรือไม่