ตำรวจ-ทหาร เร่งหาที่มาอาวุธปืนสงครามยิงใน จ.อุทัยฯ

ตำรวจ-ทหาร เร่งหาที่มาของปืนสงครามที่ใช้ก่อเหตุยิงใน จ.อุทัยธานี ขณะที่กลุ่มผู้ต้องหายังไม่มีการให้การซัดทอดไปเชื่อมโยงบุคคลอื่นอีก

วันนี้ 16 มี.ค. 60 พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชาฝ่ายกฎหมาย คสช. อาศัยอำนาจคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คุมตัวนายวันชัย อยู่เกิด อายุ 63 ปี อดีตครู และอาสาสมัครตำรวจชุมชน มาจากในพื้นที่ จ.ชัยนาท ซึ่งนายวันชัยเป็นผู้ขายปืนให้นายสมนึก หรือ แกลบ ปานศิลา ก่อนที่ นายสมนึกจะขายปืนต่อให้ผู้ต้องหา ไปใช้ก่อเหตุยิงนักการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่ จ.อุทัยธานี

โดยเบื้องต้น นายวันชัย ให้การรับสารภาพว่า อาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ เป็นอาวุธปืนที่ขายให้กับนายสมนึกจริง ซึ่งตนเองนำมาจากผู้ขายรายหนึ่งในจังหวัดภาคใต้ แต่ยังไม่ให้การว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาวุธสงครามกลุ่มอื่นหรือไม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหานายวันชัย มีอาวุธปืนชนิดและขนาดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย

สำหรับการดำเนินการพนักงานสอบสวนยังคงดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ต้องหาทั้งหมดที่มีการคุมตัวไว้ รวมถึงผู้ต้องหาอีก 1 ราย ที่ยังหลบหนี โดยยังไม่มีรายชื่อของผู้ต้องสงสัยรายอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะกลุ่มผู้ต้องหายังไม่มีการซัดทอดถึงบุคคลอื่นพร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ทหารได้แยกกันตรวจสอบถึงต้นตอของอาวุธปืนที่คนร้ายนำมาใช้ในคดี ซึ่งขณะนี้ยังต้องรอการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ของทางเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานตำรวจ ซึ่งหากทราบเลขรหัสทะเบียนปืน ก็จะทราบว่าปืนที่คนร้ายนำมาใช้กระบอกนี้มาจากหน่วยงานไหนและกลุ่มผู้ที่ขายอาวุธปืนจะเกี่ยวพันกับกลุ่มค้าอาวุธสงครามอื่นอีกหรือไม่

เปิดใจ ‘โซไรดา’ หลังประกาศยุติการทำหน้าที่ของมูลนิธิเพื่อนช้าง

โซไรดา ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อนช้าง เปิดใจหลังยุติการงานของมูลนิธิ ชี้สาเหตุหลักมาจากการขาดงบประมาณที่งบติดลบ 20 ล้านบาท

วานนี้ 15 มีนาคม 2560 ผู้สื่อข่าว MThai ได้ลงพื้นที่สัมภาษณ์นางสาวโซไรดา ซาลวาลา ผู้ก่อตั้ง , กรรมการ และเลขาธิการ มูลนิธิเพื่อนช้าง กล่าวเปิดใจหลังออกหนังสือในเรื่องการทำงานของมูลนิธิเพื่อนช้าง เพื่อนำเรียนประธานคณะกรรมการมูลนิธิเพื่อนช้าง ให้ทราบถึงผลการดำเนินงาน ปัญหา และอุปสรรคในการดำเนินงานเกี่ยวกับมูลนิธิเพื่อนช้าง ว่า

หนังสือฉบับดังกล่าวที่ออกไปในนามตนเองในฐานะผู้ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อนช้าง ได้ไตร่ตรองอย่างรอบคอบ และสลดใจอย่างมากที่จะขอยุติการทำงานของมูลนิธิเพื่อนช้าง ซึ่งเป็นองค์กรสาธารณะประโยชน์ และอยู่ได้ด้วยเงินบริจาคจากประชาชน และไม่ได้เป็นหน่วยงานสังกัดองค์กรของรัฐ หรือหน่วยงานเอกชนอื่นใดทั้งสิ้น

มูลนิธิเพื่อนช้าง

“มูลนิธิเพื่อนช้างก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2536 ที่ผ่านมา มีปัญหาในการดำเนินงานเกิดขึ้นมากมาย บางสิ่งก็แก้ได้ บางสิ่งก็แก้ไม่ได้ ซึ่งยากต่อการทำงานอย่างยิ่ง สำหรับในปี 2560 นี้ เป็นปีที่ทางมูลนิธิเพื่อนช้างจะครบรอบปีที่ 25 ของการก่อตั้ง ที่ผ่านมาทางคณะสัตว์แพทย์ของโรงพยาบาลช้างมูลนิธิเพื่อนช้าง

ซึ่งเป็นโรงพยาบาลช้างแห่งแรกของโลก ได้รักษาช้างเจ็บป่วย และดูแลแม่ช้างที่รอตกลูก มาจำนวน 794 เชือก และยังมีโครงการสัตว์แพทย์สัญจรออกดูแล และรักษาช้าง จำนวน 2,799 เชือก และดูแลช้างป่วยนอกที่ขอรับยา และให้คำแนะนำในการดูแลรักษาช้างอีก 1,055 เชือก ซึ่งเป็นการรักษาช้างมาอย่างยาวนาน”

นอกจากนี้ ตนเอง ยังต่อสู้เรียกร้องให้มีการออก พ.ร.บ.ช้าง จนขณะนี้มีร่างกฎหมายช้างเกิดขึ้นแล้ว รวมถึงการดำเนินงานที่ผ่านมามากมาย ทั้งการต้านการค้าช้างไทย และอวัยวะสำคัญของช้าง รวมถึงปัญหาช้างเร่ร่อนที่เห็นผลเป็นรูปธรรมในกรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2553 เป็นต้นมา

มูลนิธิเพื่อนช้าง

ซึ่งในเรื่องปัญหาช้างเร่ร่อน ตนเองได้ต่อสู้ผลักดันมานานถึง 17 ปี และทุกวันนี้ ก็ยังตงต่อสู้ให้หยุดยั้งช้างเร่ร่อนในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ กระทั่งขณะนี้ตนเองประสบปัญหาทั้งสุขภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรง และในเรื่องการดำเนินงานของมูลนิธิเพื่อนช้าง ที่เจอทั้งเรื่องบุคลากรทางการแพทย์ที่ขาดแคลน และไม่สามารถที่จะจัดหาบุคลากรที่จะทำงานต่อไปได้ และอุปสรรคสำคัญ คือ ทุนทรัพย์ในการดำเนินงาน ทำให้การทำงานต้องสะดุดลงจากงบดุลที่ติดลบมาถึง 11 ปี และมีหนี้สะสมสูงกว่า 20 ล้านบาท ทำให้ตนเองจึงพิจารณาขอยุติมูลนิธิเพื่อนช้างลง โดยที่ไม่สามารถจะก้าวต่อไปได้

นางสาวโซไรดา ยังย้ำว่า แม้จะเสียใจที่ไม่สามารถผลักดันให้องค์กรนี้อยู่ได้อย่างยั่งยืน เพื่อการทำงานแก่ช้างไทยที่เจ็บป่วย แต่ก็ภูมิใจเป็นที่สุดที่มูลนิธิเพื่อนช้างแห่งนี้ได้ทำงานช่วยช้างไทยมาอย่างเต็มที่ และผลักดัน ต่อสู้ให้เกิดการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับช้าง และบอกว่ามูลนิธิเพื่อนช้างแห่งนี้ไม่มีเอกชน หรือองค์กรต่างชาติใดให้การสนับสนุนงบประมาณเป็นหลัก อย่างที่หลายคนเข้าใจ

เงินทุกบาทที่ใช้เป็นเงินที่มาจากการบริจาคของประชาชนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมาจากประชาชนชาวไทยที่บริจาคเข้ามา และมีชาวต่างชาติที่ร่วมบริจาคสมทบด้วย แต่ค่าใช้จ่ายในการดูแลช้างมีมาก ทั้งค่าอาหาร ค่าเวชภัณฑ์ในการรักษาช้าง และค่าดำเนินงานต่างๆ รวมถึงการดูแลช้างของประชาชนที่นำมารักษา ทางมูลนิธิเพื่อนช้างก็ไม่เก็บค่ารักษา หรือค่าดูแล

มูลนิธิเพื่อนช้าง

ทำให้ในแต่ละเดือนมูลนิธิเพื่อนช้างมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 1 ล้านบาทต่อเดือน หรือปีละ 12 ล้านบาท ซึ่งค่าใช้จ่ายสวนทางกับรายรับยอดเงินบริจาคของประชาชนที่เข้ามา ซึ่งแตกต่างจากองค์กรรัฐในการดูแลช้างในปัจจุบันที่มีเงินสนับสนุนก้อนใหญ่จากภาครัฐสนับสนุนปีละหลายสิบล้านไปจนถึงหลักร้อยล้าน

หลังจากที่ออกหนังสือขอยุติไปยังประธานคณะกรรมการมูลนิธิเพื่อนช้าง ก็คงจะต้องมีการหารือกันต่อไป ซึ่งขณะนี้เป็นเพียงการออกหนังสือเพื่อแจ้งเท่านั้น ไม่ได้ยุติบทบาทการทำงานลง เรายังทำงานรักษาช้างอยู่ตามปกติ ซึ่งปัจจุบันนี้มีช้างประจำที่อยู่ในความดูแล 13 เชือก โดยช้างที่เป็นที่รู้จักอย่างช้างพังโม่ตาลา และช้างพังโม่ชะ ที่ขาขาดจากการเหยียบกับระเบิด ก็ยังมีชีวิตอยู่

และทางเราดูแลช้างเป็นอย่างดีเหมือนกับทุกเชือกที่เดินทางมารักษา ทั้งนี้ เมื่อปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องทุนทรัพย์ในการสนับสนุนการดำเนินงานมาถึงทางตัน และไม่มีทางออกของปัญหา ตนเองจึงเห็นควรที่จะเสนอให้ยุติการทำงานของมูลนิธิเพื่อนช้างลง ซึ่งหากทางประธาน และคณะกรรมการเห็นพ้องว่าควรยุติลง ก็จะมีการหารือกันอีกว่า ช้างที่มีอยู่นั้นเราจะต้องทำยังไงต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่โรงพยาบาลช้างของมูลนิธิเพื่อนช้าง อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง ก็มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เดินทางมาเยี่ยมชมโรงพยาบาลช้าง และช้างป่วย ตลอดจนก็ยังมีช้างในภาคเหนือที่เจ็บป่วยทยอยเดินทางมารักษาอาการบาดเจ็บเช่นกัน ซึ่งคณะสัตว์แพทย์ และเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิเพื่อนช้างก็ยังคงทำงานปกติในการดูแลรักษาช้างไทยที่เจ็บป่วย

สำหรับประชาชนที่ต้องการจะบริจาคเงิน เพื่อช่วยในการดำเนินงานรักษาช้างไทยร่วมกับทางมูลนิธิเพื่อนช้างสามารถบริจาคเงินผ่านทางบัญชี ธนาคารกสิกรไทย สาขารามอินทรา ชื่อบัญชี มูลนิธิเพื่อนช้าง เลขที่บัญชี 088-2-20983-0 หรือ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขารัชโยธิน ชื่อบัญชี กองทุนชื่อ และสกุลช้างมูลนิธิเพื่อนช้างมูลนิธิเพื่อช้าง เลขที่บัญชี 111-227207-8 ตลอดจนทางธนาณัติ หรือตั๋วแลกเงินสั่งจ่าย มูลนิธิเพื่อนช้าง (ปณ.ห้างฉัตร) ติดต่อสอบถามได้ที่มูลนิธิเพื่อนช้าง 054 – 829308

พบแล้วหนุ่มนักบัญชีที่หายตัวไป พบเป็นศพลอยในคลองสามเสน เขตดินแดง

พบแล้วหนุ่มนักบัญชีที่หายตัวไป พบเป็นศพลอยในคลองสามเสน เขตดินแดง นำส่ง รพ.รามาธิบดี เพื่อชันสูตร

ความคืบหน้าการติดตามตัวนายภัทร คล้ายจัน อายุ 30 ปี หนุ่มนักบัญชี ซึ่งหายตัวไปตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยญาติและเพื่อนได้มีการประกาศตามหา โดยระบุว่า หลังจากเลิกงานเลี้ยงสังสรรค์ ในเวลาประมาณ 03.00 น. ของวันดังกล่าวเพื่อนได้มาส่งนายภัทร ขึ้นแท็กซี่สีเขียว-เหลือง ไม่ทราบเลขทะเบียน ที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และมีการพบโทรศัพท์มือถือของนายภัทรตกอยู่ หน้าร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ฝั่งถนนพหลโยธิน ช่วงก่อนทางขึ้นทางด่วน จากนั้นทั้งญาติและเพื่อนของนายภัทรได้ไปแจ้งความคนหายไว้ที่ สน.ดินแดง รวมทั้งประกาศตามหาคนหายทางสื่อโซเชียล

ล่าสุด เจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัย พร้อมทั้งตำรวจ สน.ดินแดง ได้เข้าตรวจสอบเหตุพบผู้เสียชีวิต ลอยน้ำ ในคลองสามเสน หลังวัดตะพาน พื้นที่เขตดินแดง โดยผู้ตายสวมเสื้อเชิ้ตสีเข้ม กางเกงสแลคสีดำ รองเท้าผ้าใบ มีสภาพบวมอืด คาดว่าเสียชีวิตมาแล้ว 3-4 วัน

ทั้งนี้ สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น สอบถามพนักงานสอบสวน สน.ดินแดง เปิดเผยว่า ได้ประสานญาติและเพื่อนของนายภัทร มาดูศพเบื้องต้น ยืนยันว่าผู้เสียชีวิต คือ นายภัทร คล้ายจัน ที่ญาติแจ้งหายไว้ ภายหลังจากการตรวจสอบร่างกายพบบัตรประจำตัวระบุชื่อว่าเป็น นายภัทร เช่นกัน แต่จากการตรวจร่างกายไม่พบบาดแผล ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้นำส่ง รพ.รามาธิบดี เพื่อชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป