ผู้ต้องหาจุดธูปวิงวอน ขอ’วิญญาณสาวแรงงานจังหวัด’ ล่าฆาตกรตัวจริง

หนุ่มคนสนิทที่ตกเป็นผู้ต้องหาฆาตกรรม “สาวแรงงานจังหวัด” ร่ำไห้ จุดธูปดลจิตดลใจ ขอร้อง “วิญญาณผู้ตาย” ช่วยไล่ล่าตามหา “ฆาตกรตัวจริง” มารับโทษ

จากกรณี น.ส.นันธิดา เพ็งเวลุน อายุ 32 ปี พนักงานสาวแรงงานจังหวัดนครพนม แขวนคอตายปริศนาในระเบียงห้องเช่าย่านชุมชนโพนสว่าง เขตเทศบาลเมือง จ.นครพนม ซึ่งเชื่อว่าเป็นการฆาตกรรม กระทั่งศาลออกหมายจับ นายประจักษ์ คำบัว หรือ เจี๊ยบ อายุ 32 ปี แต่เบื้องต้น นายประจักษ์ ให้การปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็น อ้างว่าร่วมหลับนอนกันจริง แต่กลับพบว่า ผู้ตายได้นัดชายหนุ่มมาซ้ำซ้อนถึงห้อง จึงโมโหใช้มีดแทงหมอนเท่านั้น ไม่รู้ว่าใครฆ่ากันแน่ แต่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ

ล่าสุดวานนี้ (12 มี.ค. 60) ตำรวจได้คุมตัว นายเจี๊ยบ ผู้ต้องหาจากห้องขังไปชี้จุดต่าง ๆ ตามคำให้การในชั้นพนักงานสอบสวน เริ่มจากขี่จักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ 100 สีดำ ทะเบียน กยธ.282 นครพนม ไปจอดหน้าหอพัก ก่อนจะเดินฝ่าความมืดไปยังหอพักของผู้ตายแล้วเปิดประตูเข้าไปนอนรอ กระทั่งผู้ตายกลับมาจากข้างนอกแล้วมีเพศสัมพันธ์กัน

หลังจากนั้นเป็นช่วงที่ทั้งคู่มีปากเสียงกัน และ นายเจี๊ยบ ใช้มีดปอกผลไม้แทงที่นอนและหมอนจนขาดกระจุย ก่อนนำมีดไปวางไว้ที่ชั้นวางสบู่ในห้องน้ำ แล้วเดินออกมากอดจูบหน้าผากผู้ตาย และกลับไปขึ้นรถจักรยานยนต์ขี่ออกไป

ต่อมา นายเจี๊ยบ ได้จุดธูปบอกกล่าวต่อดวงวิญญาณของ น.ส.นันธิดา เพื่อขอร้องให้ช่วยไล่ล่าตามหาฆาตกรตัวจริง พร้อมกับก้มกราบพื้น และร่ำให้แบบไม่อายใคร

ด้าน เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ให้ข้อมูลว่า หากคนร้ายใช้ผ้าพันคอผูกคอผู้ตายจะต้องใช้กำลังในการกระชาก กดและดึงอย่างมาก ดีเอ็นเอ จากฝ่ามือจะติดอยู่ที่ผ้าพันคอ ซึ่งจะเป็นหลักฐานมัดตัวคนร้ายได้ ประกอบกับมีดปลายแหลมที่เจอในชั้นวางสบู่ในห้องน้ำ ตรงซอกปลอกมีดมีคราบเลือดติดอยู่ สันนิษฐานว่าคนร้ายหลังจากใช้มีดกรีดบริเวณช่องคลอดของผู้ตายแล้วไปล้างคราบเลือดที่ติดตามมีด แต่เผลอลืมวางไว้ที่ชั้นวางสบู่ ผลจากการชันสูตรจะชี้ชัดว่าใครที่เป็นฆาตกรอำพราง

คสช. ยังไม่เลิก ม.44 คุมพื้นที่ ‘วัดพระธรรมกาย’

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ยังไม่เลิก ม.44 โยนดีเอสไอดูแล ยันให้คนนอกเข้าพื้นที่วัดพระธรรมกายได้ – เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้มงวด

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ในฐานะโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. เกี่ยวกับการยกเลิกม.44 ควบคุมพื้นที่วัดพระธรรมกายว่า ต้องรอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ DSI ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบตามคำสั่งที่5/2560 เป็นผู้เสนอมายัง คสช.ถึงผลการดำเนินการทั้งหมด

ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับข้อมูลการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด มีเพียงข้อมูลการผ่อนคลายให้ภายในวัดพระธรรมกายสามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ตามปกติ และให้คนนอกสามารถเข้าไปยังพื้นที่วัดได้ แต่เจ้าหน้าที่ยังมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเพื่อดูและความสงบเรียบร้อย รวมถึงป้องกันมือที่ 3 สร้างสถานการณ์และอำนวยความสะดวกให้แก่ทุกคน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า DSI ยังคงมุ่งมั่นติดตามตัวพระธัมมชโย มาดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายต่อไปอย่างแน่นอน

ที่มา… INN

ทายาทกษัตริย์พม่าองค์สุดท้าย จี้ไทยสั่งหยุดฉาย ‘เพลิงพระนาง’

ครอบครัวของกษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่าจวกไทยสองมาตรฐานในการปฏิบัติต่อราชวงศ์ของประเทศอื่น กรณีข้อพิพาทละคร ‘เพลิงพระนาง’

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ‘โซ วิน’ เหลนชายของพระเจ้าธีบอ กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่า เผิดเผยต่อสำนักข่าว ‘เอเอฟพี’ ว่าครอบครัวของเขารู้สึกไม่พอใจต่อเนื้อหาของละครเรื่อง “เพลิงพระนาง” ที่กำลังฉายอยู่ในไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีเนื้อเรื่องที่ระบุถึงการแย่งชิงอำนาจ กระนั้น แม้เนื้อเรื่องจะระบุว่าเมืองต่าง ๆ ในเรื่อง จะเป็นเมืองสมมุติ แต่เนื้อหาเกือบทั้งหมดมีความเกี่ยวโยงกับประวัติศาสตร์ในช่วงปีสุดท้ายของราชวงศ์คองบองช่วงศตวรรษที่ 19

นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์การสังหารหมู่ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ แต่ทายาทของพระเจ้าธีบอรู้สึกไม่พอใจต่อการถ่ายทอดภาพราชวงศ์ของพวกเขาโดยประเทศที่ปกป้องราชวงศ์ของตนจากการวิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ

ซึ่งนาย โซ วิน กล่าวว่า คนไทยจะยอมรับได้หรือไม่ หากหนึ่งในบริษัทของเราที่นี่ ทำแบบเดียวกันเกี่ยวกับประเทศของพวกเขา และหากไม่มีการดำเนินการใด ๆ เราจะขอความช่วยเหลือจากราชวงศ์ของไทย ทั้งนี้เขารู้สึกไม่พอใจอย่างมากโดยเฉพาะฉากที่สมาชิกราชวงศ์ตบตีกันในละครเรื่องเพลิงพระนาง เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่าสมาชิกในราชวงศ์เป็นผู้ที่มีนิสัยป่าเถื่อน

อย่างไรก็ตามพระเจ้าธีบอถือเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของประเทศ หลังจากการล่มสลายของระบอบกษัตริย์ เนื่องจากเสียเมืองให้อังกฤษไม่กี่ปีหลังพระเจ้าธีบอขึ้นครองบัลลังก์ ซึ่งพระเจ้าธีบอ จะประทับ และสวรรคตในอินเดีย โดยในขณะนี้บรรดาเชื้อพระวงศ์ที่เหลืออยู่เริ่มมีบทบาทชัดเจนมากขึ้น หลังจากรัฐบาลทหารที่ปราบปรามพวกเขามานาน

นอกจากนี้ ภาพยนตร์รวมถึงละครที่ปรากฏผ่านสื่อในไทยหลายเรื่อง ได้มีการถ่ายทอดถึงเหตุการณ์อิงประวัติศาสตร์ ที่ระบุว่าไทย และพม่าเคยสงครามกันมายาวนานหลายศตวรรษ รวมถึงเหตุการณ์ที่พม่ายกทัพเข้าตีไทยจนเสียกรุง ทั้งนี้ละครอิงประวัติศาสตร์ไทยมักถ่ายทอดเรื่องราวให้พม่าเป็นผู้รุกราน ซึ่งเป็นปมที่ทำให้ประชาชนพม่าเกิดความไม่พอใจเช่นกัน

ที่มา  www.channelnewsasia.com