คุมตัว’พล.ต.อ.จุมพล’ให้อัยการพิจารณาส่งฟ้องศาล

คุมตัว “พล.ต.อ.จุมพล” ให้อัยการพิจารณาส่งฟ้องศาลจังหวัดนครราชสีมา ข้อหาบุกรุกป่าอุทยานฯ ทับลาน

ที่ศาลจังหวัดนครราชสีมา พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ควบคุมตัว พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย อดีตรองเลขาธิการสำนักพระราชวัง ฝ่ายความมั่นคง และกิจกรรมพิเศษ และอดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มาเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาดำเนินการส่งฟ้องศาล ตามหมายเลขบัญชีดำ ฝ.345/60 เพื่อดำเนินคดีในข้อหาหลัก คือ ความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ความผิดตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ และความผิดตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นเจ้าพนักงานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต

โดยคดีนี้สืบเนื่องจาก นายเสกสรร เทียงพลับ หัวหน้าเขตจัดการอุทยานแห่งชาติทับลานที่ 2 ได้มาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.วังน้ำเขียว เพื่อให้ดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย กับพวก ในความผิดฐานบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ เนื่องจากมีการปลูกบ้านพักอยู่ในเขตป่าสวนแห่งชาติทับลาน อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา โดยคดีนี้มีผู้ต้องหาร่วมกันทั้งหมด 7 คน ประกอบไปด้วย พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย, ภรรยาของ พล.ต.อ.จุมพล, พล.ต.ต.พงษ์เดช รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5, นางชญานิศฐ์ และผู้เกี่ยวข้องอีกจำนวน 3 คน โดยในวันนี้ได้มีการควบคุมตัวผู้ต้องหารายที่ 1 คือ พล.อ.จุมพล มาให้พนักงานอัยการพิจารณาดำเนินการส่งฟ้องศาลต่อไป ซึ่งศาลกำลังพิจารณาไต่สวนคดีดังกล่าวอยู่ในขณะนี้

สำหรับบ้านพักตากอากาศของ พล.ต.อ.จุมพล ซึ่งบุกรุกพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติทับลาน อยู่ในพื้นที่บ้านสุขสมบูรณ์ หมู่ 2 ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา มีเนื้อที่ประมาณ 13 ไร่ 1 งาน 75 ตารางวา ปลูกสร้างอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบติดลํารางสาธารณะ มีรั้วล้อมรอบพื้นที่

นายกฯยันไม่ขึ้นภาษี VAT 1%

นายกรัฐมนตรี ยืนยัน ไม่ขึ้น VAT 1% วอนหยุดบิดเบือนสร้างขัดแย้ง ขออย่าโยงเรื่องพระกับทุก ๆ เรื่อง ยัน พัฒนาเอสเอ็มอีมีความสำคัญ เน้นคุณค่ามากกว่าปริมาณ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน SMEs Revolution : เส้นทางสายโอกาสเอสเอ็มอี 4.0 โดยกล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า วันนี้เป็นโอกาสดีที่ได้เห็นทุกภาคส่วนมาร่วมกันขับเคลื่อนเอสเอ็มอี ซึ่งสิ่งสำคัญวันนี้ต้องรู้ว่าประเทศจะเดินหน้าอย่างไร และทุกภาคส่วนต้องเข้าใจว่าประเทศเดินหน้าไปด้วยยุทธศาสตร์ชาติ ตั้งแต่ปี 2557

โดยมียุทธศาสตร์ 6 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านความมั่นคง การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาภายใต้ความสมดุลของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีสิ่งที่จะขับเคลื่อนไปได้เร็วกว่าเดิม คือ ปัจจัยทั้งภายในและภายนอกต้องดีกว่าเดิม ขณะที่ปัญหาต่าง ๆ ก็ต้องแก้ไขไป โดยมีหน่วยงานอยู่แล้วและขออย่าบิดเบือน เนื่องจากมีบางสื่อเขียนว่ารัฐบาลไม่สนับสนุนเอสเอ็มอี ซึ่งไม่ใช่ความจริง

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า เมื่อวานได้อธิบายเรื่องระบบภาษี แต่สื่อกลับระบุว่านายกรัฐมนตรีต้องการขึ้นภาษีร้อยละ 1 โดยนำไปเขียนข่าวพาดหัว ให้มีความขัดแย้ง เพราะอยากให้คนซื้อ จึงเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ แต่ไม่ใช่ทุกคน สื่อที่รักตนเองยังมีอยู่ เพราะทุกวันนี้ สื่อยังเขียนโยงได้ทุกเรื่อง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ 4.0 เรื่องพระ เอาไปโยงกันไว้ทั้งหมด ซึ่งสิ่งที่พูดในทุกวันศุกร์ก็แทบจะไม่ได้ผลอะไรเลย

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การพัฒนาเอสเอ็มอีมีความสำคัญ หากอยู่ที่เดิมก็จะไม่มีการพัฒนาทุกระดับ ไม่สามารถเดินหน้าไปได้ และต้องก้าวพ้นกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ขณะเดียวกัน ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ได้คิดและให้การสนับสนุนเอสเอ็มอี โดยไทยสามารถพ้นกับดักประเทศต่าง ๆ โดยเป็นศูนย์กลางอาเซียนจึงต้องอาศัยความได้เปรียบทางศักยภาพที่มีอยู่ อย่าเอาโอกาสมาเป็นวิกฤติ และอย่าเอาวิกฤติมาทำให้วิกฤติมากกว่าเดิม โดยเศรษฐกิจต้องเน้นคุณค่ามากกว่าปริมาณขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้โดยนำวัฒนธรรมมาปรับเปลี่ยนเพื่อให้ตรงกับความต้องการของต่างประเทศ เน้นนโยบายพัฒนาเชิงพื้นที่โดยพัฒนาประเทศแต่ละภูมิภาค ซึ่งวันนี้รัฐบาลทำหลายอย่างเพื่อจะเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุนภูมิภาคโดยดูประเทศรอบบ้านด้วย ยืนยันว่ารัฐบาลทำทุกอย่าง โดยข้าราชการคอยติดตาม เร่งรัด แต่ความร่วมมือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาเรื่องของเอสเอ็มอีที่ยังไม่เข้มแข็งพอโดยเฉพาะในระดับฐานราก แต่ต้องอยู่รอดให้ได้ เร่งพัฒนาให้เกิดความเข้มแข็ง ขณะเดียวกัน เอสเอ็มอีของไทยยังขาดจิตวิญญาณในการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะภาคการเกษตรจึงต้องมีการส่งเสริมภาคการเกษตรให้มีประชารัฐ รวมถึงปัญหาข้อจำกัดแหล่งเงินทุนในการประกอบธุรกิจ

ทั้งนี้ ยังมีบางสื่อไม่เข้าใจ ยังดูถูกประเทศตัวเองจะเป็น 4.0 ได้อย่างไร เอาเรื่องมีปัญหากับเรื่องดี ๆ มาปนกันหมด ทั้งเรื่องพระและเรื่องอื่น ๆ เขียนเก่งกันจริง ๆ ตนเองพูดมา 3 ปีเต็ม ๆ ปีละ 52 ครั้ง รวมกันเป็น 150 กว่าครั้งแล้ว แต่ไม่เข้าใจ ใช้เวลาคิดแทบตาย เขียนกันแต่หน้ากระดาษเดียวเสียหายไปหมด จึงต้องขอร้อง

เนื้อหา INN

มาเลย์ถกโสมแดงปมห้ามประชากรอีกฝ่ายออกนอกประเทศ

WFP เผยเจ้าหน้าที่ชาวมาเลเซีย 2 คน เดินทางออกจากเกาหลีเหนือแล้ว ขณะที่มาเลเซียกำลังเจรจาขอให้เกาหลีเหนือยกเลิกคำสั่งห้ามพลเมืองเดินทางออกนอกประเทศ

นางฟรานเชส เคเนดี้ โฆษกโครงการอาหารโลก หรือ WFP ขององค์การสหประชาชาติ หรือ UN ระบุว่า พนักงาน WFP ชาวมาเลเซีย 2 คน ที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางออกจากเกาหลีเหนือ เดินทางถึงกรุงปักกิ่งของจีนแล้วเมื่อวานนี้

ในขณะที่ทางการมาเลเซียอยู่ระหว่างการเจรจาขอให้เกาหลีเหนือ ยกเลิกคำสั่งห้ามพลเมืองมาเลเซีย เดินทางออกจากประเทศ เพื่อให้ชาวมาเลเซียอีก 9 คน ที่ยังติดค้างอยู่ในสถานทูตมาเลเซียประจำกรุงเปียงยาง เดินทางกลับบ้านได้

ขณะที่ UN ออกมาเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้แนวทางด้านการทูตแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง หลังเกิดคดีฆาตกรรมนายคิม จอง นัม พี่ชายต่างมารดาของนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ที่ถูกป้ายสารพิษในท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซีย เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา