สุดยอด! ด.ญ.13 แล่นเรือใบข้ามอ่าวไทยลำพัง ตามรอยในหลวง ร.9

น่าชื่นชม! สุดยอดด.ญ.วัย 13 ‘น้องจูล’ แล่นเรือใบข้ามอ่าวไทยจากหัวหิน มุ่งหน้า สัตหีบ ตามลำพัง ตามรอย รัชกาลที่ 9

ด.ญ.ชาลิสา กฤตนัย หรือ น้องจูล อายุ 13 ปี นักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 โรงเรียนเพลินพัฒนา กรุงเทพฯ ได้แล่นเรือใบ ประเภท ออฟติมิสต์ ออกจาก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในคืนวันอังคารที่ 28 มีนาคม 2560 เวลา 01.00 น. มุ่งหน้าสู่ หาดเตยงาม อ่าวนาวิกโยธิน ค่ายกรมหลวงชุมพร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ระยะทาง 60 ไมล์ทะเล หรือ 110 กิโลเมตร ใช่เวลาในการเดินทาง รวม 21 ชั่วโมง 41 นาที จนถึงที่หมาย ซึ่งทันทีที่เดินทางถึงฝั่ง ด.ญ.ชาลิสา ได้ก้มลงกราบชายหาด แล้วเดินตรงไปยังก้อนกินใหญ่ ที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ 9 ทรงเรือใบ จากหัวหินขนาด 13 ฟุต ด้วยพระองค์เพียงเองพระองค์เดียว จากหัวหิน มาถึงสัตหีบ ก่อนทรงปักธง “ราชนาวิกโยธิน” เหนือยอดก้อนหินใหญ่ที่ชายหาดของอ่าวนาวิกโยธิน จึงได้จารึกข้อความถวายราชสดุดีและเฉลิมพระเกียรติของพระองค์ไว้บนแผ่นศิลาใต้ธง “ราชนาวิกโยธิน” แล้วก้มลงกราบอีกครั้ง

ทั้งนี้ น้องจูล กล่าวว่า เป็นประสบการณ์ครั้งสำคัญ เพราะการแล่นใบ คือการพาตัวเองขึ้นไปอยู่บนเรือที่ไม่มีเครื่องยนต์ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องอาศัยสภาพแวดล้อมรอบตัว ประกอบกับความเข้าใจในธรรมชาติ และความสัมพันธ์ของคลื่น ลม น้ำ ฟ้า ที่สำคัญคือหัวใจของตนเอง ภายใต้ความโดดเดี่ยวกลางทะเล ที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อน และการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยว จึงได้มีการวางแผนกับคุณพ่อ และฝึกซ้อมนานกว่า 6 เดือน จึงทำภารกิจนี้สำเร็จ เพื่อระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเป็นสิ่งที่รับรู้มาตลอดว่า “การแล่นใบ” เป็นสิ่งที่ “ในหลวง รัชกาลที่9 ” ทรงโปรด และพระองค์ท่านเคยแล่นเรือใบจากหัวหิน ไปยังหาดเตยงาม สัตหีบ ในวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2509 ด้วยพระองค์เพียงลำพัง จึงเริ่มภารกิจครั้งสำคัญ ในการ “ก้าวตามรอยเท้าพ่อ”
ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ และความจงรักภักดี

อัยการนัดฟังคำสั่ง คดีทายาทกระทิงแดงขับรถชนตำรวจดับ

อัยการนัดฟังคำสั่ง คดีทายาทกระทิงแดง ขับรถชนตำรวจทองหล่อเสียชีวิต ปี 55 – รอลุ้นวันนี้ จะปรากฎตัวหรือไม่ หลังสื่อนอกตีแผ่ใช้ชีวิตหรูหราในต่างประเทศ

วันนี้(30 มี.ค.) พนักงานอัยการคดีอาญากรุงเทพใต้ นัดฟังคำสั่งในคดี ที่ นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง กระทิงแดง ขับรถยนต์หรูพุ่งชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผู้บังคับหมู่งานป้องกันและปราบปราม สน.ทองหล่อ เสียชีวิต เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2555 ซึ่งไม่นานมานี้ ได้มีสื่อต่างชาติ ได้มีการตีแผ่ชีวิตของนายวรยุทธ ว่าใช้ชีวิตอย่างหรูหรา ในต่างประเทศ ทั้งฝั่งยุโรป และเอเชีย

ขณะเดียวกัน ในวันนี้ เวลา 10.00 น. นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด จะแถลงข่าวความคืบหน้าคดีทายาทกระทิงแดง ที่ ห้องประชุม303 ชั้น3 สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (อาคารA) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ถ.แจ้งวัฒนะ

ตำรวจส่งศพ 2 หนุ่มเกาหลี เล่นน้ำเมยจมดับ ให้ รพ.ชันสูตร

ตำรวจ ส่งศพ 2 หนุ่มเกาหลีว่ายน้ำไม่เป็นลงเล่นน้ำเมย จ.ตาก เพราะร้อนจัด พลาดจมดับให้ รพ.ชันสูตร

จากกรณี 2 นักเรียนชาวเกาหลี มาเล่นน้ำและจมน้ำเสียชีวิตหลัง พ.ต.ท.นพัตต์ เทียมฉัตร พนักงานสอบสวน สภ.ท่าสองยาง จ.ตาก รับแจ้งจาก เจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ประจำจุดตรวจว่า มีเหตุคณะครูและนักเรียน นักศึกษา ชาวเกาหลี เดินทางไปท่องเที่ยวแล้วลงเล่นน้ำในแม่น้ำเมย แล้วเกิดจมน้ำเสียชีวิต 2 ราย ที่บริเวณ ท่าทรายบ้านหนองบัวหมู่ที่ 6 ตำบลแม่อุสุ อ.ท่าสองยาง

ทั้งนี้ ที่เกิดเหตุพบคณะทัวร์ทัศนศึกษาดูงานจากโรงเรียน หย่านไถ่ หัวเชง อินเตอร์เนชั่นแนล กรุงโซล ประเทศเกาหลี มีคณะครู ชายและหญิง 7 คน นักเรียน 9 คน นั่งรอเจ้าหน้าที่ด้วยความขวัญเสีย ตกใจ และร้องให้ เนื่องจากมีเพื่อนนักศึกษาจำนวน 2 คน คือ นาย โช อายุ 15 ปี ส่วนอีก 1 ราย คือนายจอย อายุ 16 ปี ได้จมไปกับสายน้ำของแม่น้ำเมย

จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจเบื้องต้น ทราบว่า คณะทัศนศึกษาที่เดินทางมาดูวิถีชีวิตของเด็กชาวเขาและธรรมชาติที่ถ้ำแม่อุสุ อ.ท่าสองยาง แล้วได้ชักชวนกันลงไปเล่นน้ำ เพื่อผ่อนคลายจากสภาพอากาศที่ร้อนระอุ แต่คณะทั้งหมดไม่ได้ลงไป ยกเว้น 2 วัยรุ่น ที่เดินลงไป ระหว่างเดินลงไปเกิดตกหลุมทรายที่มีความลึกกว่า 6 เมตร ด้วยทั้ง 2 คน ว่ายน้ำไม่เป็นจึงจมน้ำไปด้วยกันทั้ง 2 คน ต่อหน้าต่อตาบรรดาคณะครูและเพื่อนๆที่เดินเล่นอยู่บนหาดทราย

ซึ่งหน่วยกู้ภัยและนักประดาน้ำใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง สามารถนำร่างของ 2 นักศึกษาชาวเกาหลีขึ้นมาได้ในสภาพไร้ลมหายใจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้พิสูจน์บันทึกข้อมูลเป็นหลักฐาน แล้วนำคณะทั้งหมดไปทำการสอบสวน ก่อนนำศพส่งไปชันสูตร ที่ รพ.พุทธชินราช เพื่อหาสาเหตุของการเสียชีวิตอีกครั้งและมอบให้ญาตินำกลับประเทศเกาหลีเพื่อประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป