‘ยิ่งลักษณ์’ เรียกร้องลดช่องว่างระหว่างเพศ เนื่องใน ‘วันสตรีสากล’

“ยิ่งลักษณ์” เรียกร้องลดช่องว่างระหว่างเพศ ขอทุกคนเริ่มต้นจากตัวเอง ให้โอกาสทุกคนอย่างเท่าเทียม เพื่อความเสมอภาคเนื่องใน “วันสตรีสากล”

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “Yingluck Shinawatra” ในหัวข้อ “วันสตรีสากล เริ่มต้นด้วยการให้เกียรติ” โดยมีข้อความว่า วันที่ 8 มีนาคม ของทุกปีเป็นวันสตรีสากล ที่องค์การสหประชาชาติก่อตั้งขึ้น เพื่อรำลึกถึงสตรีจากทั่วทุกมุมโลกที่ต่อสู้เพื่อสิทธิของผู้หญิง ประมาณ 100 ปีก่อนในหลายประเทศ

ผู้หญิงไม่มีแม้กระทั่งสิทธิเลือกตั้ง จนวันนี้ทุกประเทศทั่วโลกผู้หญิงมีสิทธิมีเสียงในการเลือกตั้งเพื่อสะท้อนความต้องการของตัวเองได้ อย่างไรก็ตาม ความไม่เท่าเทียมทางเพศยังคงเป็นช่องว่างสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตครอบครัว เศรษฐกิจ และสังคมอย่างกว้างขวาง

จึงเป็นที่มาของการที่องค์การสหประชาชาติรณรงค์แคมเปญ #BeBoldforChange (กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง) เพื่อให้โลกเปลี่ยนเป็นสังคมที่เสมอภาคเร็วขึ้น เราสามารถเริ่มได้จากตัวเรา ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย เพียงให้โอกาสทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ประเทศและโลกก็จะเข้าใกล้สังคมที่มีความเสมอภาคมากขึ้น

ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังกล่าวว่า ประเทศไทยในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ได้พยายามผลักดันให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศเคียงข้างไปกับผู้ชายได้มากขึ้น แต่ดัชนีช่องว่างระหว่างเพศในปี 2006 ไทยอยู่อันดับที่ 40 และ ในปี 2016 ตกลงเป็นอันดับที่ 71 ทั้ง ๆ ที่คะแนนโดยรวมไม่ต่างจากเดิมมากนัก แสดงว่าทั่วโลกได้พัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปมาก

แต่จากรายงานดังกล่าวยังสรุปได้ว่าจุดแข็งของประเทศไทย คือ ผู้หญิงได้รับและเข้าถึงการศึกษาและการสาธารณสุขได้อย่างเท่าเทียมกับผู้ชาย ทว่ายังต้องเน้นการพัฒนาในอีก 2 ด้านสำคัญคือ การมีส่วนร่วมในภาคเศรษฐกิจและแรงงาน และสัดส่วนในภาคการเมือง ส่วนตัวขอเป็นอีกคนหนึ่งในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยงแปลงที่ชัดเจน #BeBoldforChange

ด้วยการขอเชิญชวนทุกภาคส่วนให้ความสำคัญเดินหน้าแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเพศ ระหว่างหญิงและชายอย่างจริงจัง ขอให้วันสตรีสากลในวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นขอการให้เกียรติซึ่งกันและกัน พร้อมเชิญชวนให้แฟนเพจและประชาชนเริ่มต้นคนละเล็กละน้อยด้วยการรับและให้โอกาสผู้หญิงรอบตัวได้แสดงความสามารถเพื่อเปลี่ยนแปลงไปเป็นสังคมที่เสมอภาค

ที่มา  Yingluck Shinawatra

ประกาศ! ปรับมาตรค่าโดยสาร รถแท็กซี่ นอก กทม.

ก.คมนาคม ประกาศปรับมาตรค่าโดยสารรถแท็กซี่นอกกทม. เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพขับรถยนต์รับจ้างให้มีรายได้เพียงพอแก่การดำรงชีพ 

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่องกำหนดอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารและค่าบริการอื่น สำหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน (TAXI-METER) ที่จดทะเบียนในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร ระบุว่า ตามที่ได้มีประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่องกำหนดอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารสำหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน (TAXI-METER) โดยมาตรค่าโดยสารในจังหวัดอื่น นอกจากกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2537 ไว้แล้วนั้น

โดยที่อัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารตามประกาศดังกล่าวได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้ว ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลง และไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพของผู้ประกอบอาชีพขับรถยนต์รับจ้าง ดังนั้น เพื่อให้อัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารสำหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน (TAXI-METER) ที่จดทะเบียนในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานครมีความเหมาะสมกับภาวะค่าครองชีพและต้นทุนการเดินรถ รวมทั้งเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพขับรถยนต์รับจ้างให้มีรายได้เพียงพอแก่การดำรงชีพ สมควรแก้ไขปรับปรุงประกาศกระทรวงคมนาคมดังกล่าวเสียใหม่ อาศัยอำนาจตามความในข้อ 14 แห่งกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน เจ็ดคนที่จดทะเบียนในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2558 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้ยกเลิก (1) ประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่องกำหนดอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารสำหรับรถยนต์ รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน (TAXI-METER) โดยมาตรค่าโดยสารในจังหวัดอื่นนอกจาก กรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2537 (2) ประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่องกำหนดอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารและค่าจ้าง ที่เพิ่มขึ้นจากค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารสำหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน (TAXI-METER) ที่จดทะเบียนในจังหวัดขอนแก่น ลงวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2557

ข้อ 2 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับกับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน (TAXI-METER) ที่จดทะเบียนในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร เว้นแต่รถยนต์รับจ้างที่จดทะเบียนในจังหวัด ที่มีประกาศกำหนดอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารเป็นการเฉพาะ

ข้อ 3 อัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสาร ให้กำหนด ดังนี้ ระยะทาง 2 กิโลเมตรแรก 40 บาท ระยะทางเกินกว่า 2 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 10 กิโลเมตรละ 6 บาท ระยะทางเกินกว่า 10 กิโลเมตรขึ้นไป กิโลเมตรละ 10 บาท กรณีรถไม่สามารถเคลื่อนที่หรือเดินรถต่อไปได้เกินกว่า 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตรานาทีละ 1 บาท

ข้อ 4 ค่าบริการอื่น กรณีการจ้างผ่านศูนย์บริการสื่อสารหรือระบบสื่อสารทาง อิเล็กทรอนิกส์ของผู้รับจ้าง ให้เรียกเก็บค่าบริการเพิ่มขึ้นจากที่แสดงไว้ในมาตรค่าโดยสารอีก 20 บาท

ข้อ 5 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560

พิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

ปฏิบัติราชการแทน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

‘พระปลัดเสกสรรค์’ รับข้อกล่าวหาเช้านี้-จ่อหมายจับ ‘พระสนิทวงศ์’

รองโฆษก ตร. เผยเจ้าหน้าที่เตรียมความพร้อม “พระเสกสรรค์” เข้ารับทราบข้อหาเช้านี้ เมินพระภิกษุสงฆ์แถลงกรณีขุดคลอง วางถังน้ำมัน ขณะที่อยู่ระหว่างดำเนินการเตรียมออกหมายจับ “พระสนิทวงศ์” หลายคดี

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยกับสำนักข่าวไอ.เอ็น.เอ็น. กรณีที่ทางพระภิกษุสงฆ์  วัดพระธรรมกาย ได้ออกมาแถลงในประเด็นที่มีการขุดคลอง และวางถังน้ำมัน ในโซน D ใกล้กับอาคารบุญรักษา ว่าถึงแม้ทางวัดจะมีการกล่าวอ้างในประเด็นต่างๆ ก็ตาม ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ก็มีแนวทางในการดำเนินการอยู่แล้วตามอำนาจหน้าที่

ขณะเดียวกัน ล่าสุดเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการเตรียมออกหมายจับ พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ในข้อหาความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และกำลังพิจารณาถึงความผิดตามมาตรา 116 ในข้อหา ยุยง ปลุกปั่น ทั้งนี้ยืนยันว่าการที่มีการประกาศใช้มาตรา 44 ในพื้นที่วัดพระธรรมกาย เป็นไปตามเหตุผลและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ คดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะนี้ มีทั้งหมด 340 คดี ดำเนินการออกหมายจับไปแล้วกว่า 30 คดี โดยหมายจับมีความเกี่ยวข้องกับหลายคนและหลายพื้นที่

นอกจากนี้ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึง กรณีที่ในวันนี้ (8มี.ค.)  พระปลัดเสกสรรค์ อัตตทโม พระเครือข่ายวัดพระธรรมกาย จะเข้ารับทราบข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. โดยเบื้องต้นทราบว่าจะเดินทางเข้ามาในช่วงเช้า ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกไว้อยู่แล้ว