มือดีเผาหญ้าแม่สอด หวิดลามไหม้โรงงานขยะ

แม่สอดพบมือดีเผาหญ้าท้าทายกฎหมาย หวิดลามไหม้โรงงานขยะ พบค่าฝุ่นละอองสูง 145 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่สอด ประจำจุดตรวจ 407 ได้รับแจ้งจากประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการเผาไร่และหญ้าแห้ง โดยกลุ่มแรงงานชาวเมียนมาร์ที่เป็นลูกจ้างลักลอบเผาหญ้าแห้งและไร่อ้อย บริเวณเรียบถนนบายพาส เส้นทางสายใหม่ เขตเทศบาลตำบลท่าสายลวด ขอประสานรถน้ำและรถดับเพลิงเทศบาลตำบลท่าสาลวด และ อบต.ท่าสายลวด มาที่เกิดเหตุ เนื่องจากเกรงว่าจะลุกลามไหม้โรงงานและบ้านเรือนประชาชน เพราะเกิดลมกระโชกเป็นระยะ

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่าเพลิงลุกลามไปมากกว่า 10 ไร่ และกำลังลุกลามไปใกล้โรงงานและบ้านประชาชน ต่อมารถดับเพลิงของเทศบาลตำบล ท่าสายลวด เดินทางเข้าไประงับเหตุ ได้ทำการฉีดน้ำสกัด จนสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ และเร่งสอบสวน หามือเผาครั้งนี้ เพื่อจะนำตัวมาดำเนินคดี

ทั้งนี้ สำนักงานจัดการคุณภาพอากาศและเสียงกรมควบคุมมลพิษรายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศจากผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก พบว่าปริมาณฝุ่นละออง ขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) มีค่า 145 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (g/m3) อยู่ในเกณฑ์มีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน

นิติกร อบต.โหด แทงปลัดสาหัส แค้นถูกตำหนิ ทำงานไม่คุ้มเงินเดือน

ตำรวจเร่งจับกุมนิติกร อบต.ปากพนัง นครศรีธรรมราช หลังก่อเหตุใช้มีดแทงปลัด อบต.ปางตาย แค้นโดนตำหนิทำงานไม่คุ้มเงินเดือน

วันนี้(4 มี.ค.) พ.ต.อ.วสันต์ พวงสร้อย ผกก.สภ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช พร้อมนายบุญโชค ขำปรางศ์ นายก อบต.ปากพนังฝั่งตะวันออก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช พร้อมคณะได้เดินทางไปที่โรงพยาบาลมหาราช นครศรีธรรมราช เพื่อเยี่ยมอาการของ นายประเสริฐ ช่อผูก อายุ 57 ปี ตำแหน่งปลัด อบต.ปากพนังฝั่งตะวันออก หลังถูก จ.ส.ต.นำชัย อ่อนแก้ว อายุ 48 ปี นิติกร อบต.ปากพนังฝั่งตะวันออก ใช้อาวุธมีดปลายแหลมกะซวกแทงเข้าที่หน้าท้องและตามร่างกายอีกหลายแผล ได้รับบาดเจ็บสาหัส

โดยเหตุดังกล่าวเกิดช่วงเย็นวานนี้ บริเวณทางเดินหน้าห้องนายก อบต.ภายในสำนักงานที่ทำการ อบต.ปากพนังฝั่งตะวันออกหมู่ที่ 1 ต.ปากพนังฝั่งตะวันออก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช โดยอาการล่าสุดนายนายประเสริฐ ผู้บาดเจ็บรู้สึกตัวและพ้นขีดอันตรายแล้วแต่ยังไม่สามารถให้ปากคำใดๆ กับพนักงานสอบสวนได้

ขณะที่ ร.ต.อ.ประภาส สมศรี พนักงานสอบสวน สภ.ปากพนัง เจ้าของคดี เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้หลังรับแจ้งเหตุทางวิทยุสื่อสารว่ามีเหตุทำร้ายร่างกายกันมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส และพลเมืองดีนำส่งโรงพยาบาลปากพนัง จึงพร้อมด้วยกำลังตำรวจเดินทางไปตรวจสอบที่โรงพยาบาลปากพนัง พบผู้ถูกแทงคือนายประเสริฐ ช่อผูก ปลัดองค์การบริการส่วนตำบลปากพนัง โดยแพทย์ทำการรักษาเบื้องต้นก่อนส่งต่อไปยังโรงพยาบาลมหาราช นครศรีธรรมราช จากนั้นจึงได้เดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุเป็น จุดเกิดเหตุอยู่บริเวณหน้าห้องนายก อบต.พบรอยคราบเลือดที่พื้น จึงได้ถ่ายภาพจัดทำแผนที่เกิดเหตุไว้อย่างละเอียด

จากการสอบสวนปากคำนาย นายบุญโชค ขำปรางค์ นายก อบต.ปากพนังฝั่งตะวันออก ทราบว่าคนก่อเหตุคือ จ.ส.ต. นำชัย อ่อแก้ว อายุ 48 ปี นิติกรประจำ อบต.ปากพนังฝังตะวันออก หลังก่อเหตุได้ขับรถหลบหนี เจ้าหน้าที่ได้วิทยุสกัดจับกุมแต่ไม่พบตัว ซึ่งก่อนเกิดเหตุนายบุญโชค และนายประเสริฐ เป็นผู้บังคับบัญชาของ จ.ส.ต.นำชัย ได้เรียก จ.ส.ต.นำชัย เข้าพบที่ห้องของนายก อบต. และว่ากล่าวตำหนิ ตักเตือน จ.ส.ต.นำชัย ที่ไม่ค่อยตั้งใจทำงาน ทำให้ทางราชการเสียผลประโยชน์ไม่คุ้มกับเงินเดือนภาษีของประชาชน สร้างความไม่พอใจให้กับ จ.ส.ต.นำชัย เป็นอย่างมาก

กระทั่งต่อมา นายประเสริฐ เดินออกมาจากห้องนายก อบต. เพื่อไปทำงานที่ห้องของตัวเอง จ.ส.ต.นำชัย ได้เดินตามออกมาจากห้องนายก อบต.เช่นกัน ก่อนจะชักมีดออกมากะซวกแทงนายประเสริฐ หลายครั้งจนล้มฟุบจมกองเลือด ท่ามกลางสายตาของพนักงาน และเจ้าหน้าที่ อบต.บนสำนักงาน อบต. หลังจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะติดตามนิติกรมือมีดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

DSI เข้ารื้อถอนเต็นท์ ตัดกำลังหนุนวัดพระธรรมกาย

DSI เริ่มเข้าดำเนินการรือถอนเต็นท์ในตลาดกลางคลองหลวง เร่งพิจารณา “พระสนิทวงศ์” เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 116 หรือไม่

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เปิดเผยถึงความคืบหน้าล่าสุดภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้เข้าดำเนินการรื้อถอนเต็นท์ภายในตลาดกลางคลองหลวง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นสถานที่ปักหลักของพระภิกษุสงฆ์ ศิษยานุศิษย์ วัดพระธรรมกาย โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปรื้อถอนบางส่วน ซึ่งถือว่าเป็นการลดทอนการชุมนุมในพื้นที่ พร้อมทั้งตลอด 2-3 วันที่ผ่านมาได้มีการสกัดและผลักดันเพื่อไม่ให้มีการเติมคนและอุปกรณ์ต่างๆเข้ามาในพื้นที่ตามการบังคับใช้มาตรา 44

ขณะที่การตรวจสอบพระสงฆ์ที่ไม่มีใบสุทธิสงฆ์ ล่าสุดตรวจสอบว่ามีพระ 2 รูป ซึ่งได้ทำการเชิญไปที่ ตชด.ภ.1 แล้ว ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีความเป็นห่วงในพื้นที่ไหนเป็นพิเศษ โดยบริเวณตลาดกลางคลองหลวง ขอเพียงแค่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการตรวจค้น ซึ่งตนไม่ทราบจุดประสงค์ว่ามวลชนจะตรึงกำลังไปเพื่อเหตุผลใด

ในส่วนของกรณีพระสนิทวงศ์ ล่าสุดที่เจ้าหน้าที่ได้มีการประชุมหารือ คืออยู่ระหว่างการพิจารณาในส่วนของพฤติการณ์ต่างๆ อาทิ การออกมาให้สัมภาษณ์และแสดงท่าทีต่างๆผ่านทางสื่อว่าจะเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 116 หรือไม่ โดยมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายเป็นผู้พิจารณา ซึ่งหากพบว่ามีความผิดก็จะส่งหลักฐานให้กับทางพนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง ไปดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป