จันทบุรีเอาจริง! ใครเข้าข่ายหลอกขายทุเรียนอ่อน มีความผิด โทษทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ว่าฯ จันทบุรี นำคณะ สุ่มตรวจแผงขายผลไม้ ป้องกันการหลอกขาย ‘ทุเรียนอ่อน’ หากพบใครเข้าข่ายหลอกลวงผู้บริโภค จำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท

นายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ได้นำส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ทหาร ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเยี่ยมชม แผงจำหน่ายผลไม้ เพื่อป้องกันการนำผลไม้ด้อยคุณภาพออกจำหน่าย โดยเฉพาะทุเรียนอ่อน ป้องกันการทำลายชื่อเสียงเละระบบเศรษฐกิจผลไม้จันทบุรี พร้อมขอความร่วมมือ สร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเพื่อชื่อเสียงของจังหวัด และแถลงข่าว รณรงค์การซื้อ-ขาย ผลไม้คุณภาพ สร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค สร้างรายได้เกษตรกร

โดยหากผู้ประกอบการส่งออกทุเรียนต่างประเทศ พบเห็นทุเรียนอ่อนเชื้อแป้งไม่ถึงตามเกณฑ์มาตรฐานขอให้นำไปทำลายทิ้งอย่าส่งเวียนขายในตลาด รวมทั้งแจกเอกสารแนะนำผู้บริโภควิธีการเลือกซื้อทุเรียน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากพ่อค้า แม่ค้า และผู้ประกอบการเป็นอย่างดี ขณะที่ผลไม้ของเกษตรกรชาวจังหวัดจันทบุรี เริ่มทยอยออกสู่ตลาดเป็นช่วงต้นฤดูกาลผลิต และจะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนพฤษภาคม และ มิถุนายน

ทั้งนี้จังหวัดจันทบุรี ได้มีประกาศเรื่องการกำหนดเปอร์เซ็นต์แป้งในเนื้อทุเรียน และมาตรการดำเนินคดีแก่ผู้จำหน่ายทุเรียนด้อยคุณภาพ ที่ถือว่าเข้าข่ายหลอกลวงผู้บริโภคทำลายชื่อเสียงและระบบเศรษฐกิจของประเทศ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 271 และ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 47

โทษจำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หากผู้บริโภคและประชาชนพบเห็นการซื้อ-ขาย หรือได้รับความเดือดร้อน จากการ ซื้อ-ขาย ทุเรียนอ่อน สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดจันทบุรี หมายเลขโทรศัพท์ 039-328333 หรือ แจ้งความดำเนินคดีได้ที่สถานีตำรวจในท้องที่ทุกแห่ง

ชาวนาบ้านโนนคำ จ.อุดรฯ หันใช้ต้นคล้าสานกระติบข้าวเหนียว หารายได้ช่วงแล้ง

ชาวนาบ้านโนนคำ จ.อุดรธานี ประสบภัยแล้งหนัก หันใช้ ‘ต้นคล้า’ สานกระติบข้าวเหนียว สร้างรายได้เดือนละกว่า 6 พันบาท

นางเมือง กาหวาย อายุ 73 ปี ที่อยู่ 91 ม.17 ต.บ้านธาตุ อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า ต้นคล้ามีลำต้นเป็นปล้องยาวเนื้ออ่อน ทำให้มีความยืดหยุ่นกว่าต้นไผ่ เมื่อได้รับความชื้นไม่เป็นเชื้อรา และเมื่อนำมาใช้เก็บข้าว ข้าวไม่เกาะติดกับกระติบ เก็บความร้อนได้นาน และใช้งานได้นานกว่ากระติบข้าวเหนียวจากต้นไผ่ที่นิยมทำกันอยู่ โดยชาวบ้านโนนคำ นิยมนำต้นคล้ามาสานเป็นกระติบข้าวใช้ในครัวเรือน และทำขายเป็นอาชีพเสริมในช่วงฤดูแล้ง

ส่วนต้นคล้าก็สามารถหาได้ทั่วไปตามหัวไร่ปลายนา หรือจะปลูกขึ้นเองก็ได้ ต้นคล้าที่นำมาทำกระติบข้าวต้องเลือกเอาต้นที่มีอายุ ตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป เพราะขนาดลำต้นจะมีความยาวไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร เหมาะแก่การนำมาทำเป็นเส้นตอกใช้จักสาน โดยหลังตัดต้นคล้ามาแล้วให้ตากแดดไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วขูดเอาไส้ในออกให้เหลือแต่เปลือกนอก เพื่อนำมาเป็นเส้นตอกใช้จักสาน ระหว่างนำเส้นตอกมาสานก็จุ่มน้ำเป็นระยะๆ จะทำให้สานได้ง่าย

แต่ถ้าต้องการเสริมความแข็งแรงให้กับกระติบข้าวเข้าไปอีก ก็นำเส้นตอกไม้ไผ่เสริมบริเวณฐานที่ทำจากก้านตาล แล้วเย็บด้วยเชือกให้ติดกับก้านตาล ทำให้แข็งแรงทนทานต่อการใช้งาน ปัจจุบันกระติบข้าวเหนียวจากต้นคล้ามีราคาตั้งแต่ 100-250 บาท และทุกวันนี้จะมีรถของพ่อค้าคนกลางขับเข้ามารับซื้อจากชาวบ้านไปจำหน่ายต่อเดือนละ 2 ครั้ง สร้างรายได้ให้แก่ครัวเรือนไม่น้อยกว่าหลังคาเรือนละ 3,000-6,000บาทต่อเดือน เป็นรายได้เสริมช่วงหน้าแล้ง หลังไม่สามารถเพาะปลูกพืชผลได้