“ดุสิตโพล” ปชช.กังวลขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 1% ชี้กระทบความเป็นอยู่

“ดุสิตโพล” ปชช.กังวลขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 1% ชี้กระทบความเป็นอยู่ เชื่ออาจสอดคล้องข่าวรัฐถังแตก ขอพิจารณารอบคอบ

สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เกี่ยวกับ ข่าวการเรียกเก็บภาษีต่างๆของรัฐบาล เช่น ภาษีมรดก ภาษีที่ดินและที่อยู่อาศัย ภาษีหุ้นชิน ภาษีจากนักการเมือง ภาษีสรรพสามิต และการขอขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 1%โดยสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,134 คน ระหว่างวันที่ 20-24 มี.ค.ที่ผ่านมา พบว่า ร้อยละ 64.81 ติดตามข่าวภาษีมูลค่าเพิ่ม 1% มากสุด

เพราะ กระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ผู้บริโภคต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น อยากรู้ข้อมูลข้อเท็จจริง รองลงมา ร้อยละ 61.94 ภาษีสรรพสามิต และร้อยละ 56.10 ภาษีที่ดิน / ภาษีมรดก , โดยประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 76.98 มองว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเก็บภาษี เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น, ร้อยละ 68.25 เป็นการเรียกเก็บมากเกินไป ไม่ควรผลักภาระให้ประชาชน ,ร้อยละ 63.76 ควรเก็บภาษีให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ขณะเดียวกันประชาชน ร้อยละ 46.83 จากข่าวเก็บภาษี อาจมีความเกี่ยวข้องกับกระแสข่าวรัฐบาลถังแตก จึงต้องเก็บภาษีเพิ่ม,ร้อยละ 35.19 ไม่แน่ใจ และร้อยละ 17.98 เชื่อว่าไม่เกี่ยวกัน

ทั้งนี้ ประชาชน ร้อยละ 40.77 ไม่แน่ใจว่า การจัดเก็บภาษีของทุกฝ่ายมีความเป็นธรรมและเป็นมาตรฐานเดียวกันหรือไม่, ร้อยละ 36.24 มองว่าไม่เป็นธรรม ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน มีเพียง ร้อยละ 22.99 เท่านั้น ที่คิดว่า เป็นธรรม และมีมาตรฐานเดียวกันแล้ว อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 79.37 ขอให้รัฐบาล พิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่สร้างความเดือดร้อน

2 หนุ่มสาว จอดรถปรับเบาะนอนในปั๊มน้ำมัน เสียชีวิตทั้งคู่ – เร่งชันสูตร

2 หนุ่มสาวจอดรถปรับเบาะนอนในปั๊มน้ำมัน ย่านลาซาล เสียชีวิตทั้งคู่ – เจ้าหน้าที่เร่งชันสูตรหาสาเหตุการตาย

ร้อยเวรสอบสวน สน.บางนา รับแจ้งเหตุ พบผู้เสียชีวิตในรถ Ford Escape สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน ฎส-1868 กทม. จอดอยู่ ในสถานีบริการน้ำมันบน ถ.สุขุมวิท ช่วงปากซอยลาซาล พื้นที่เขตบางนา ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณจุดบริการล้างรถภายในปั๊มน้ำมัน ในรถคันดังกล่าว ผู้เสียชีวิต 2 ราย เป็นชาย 1 ราย และหญิง 1 ราย โดยฝ่ายชายทราบชื่อคือนายศักดิ์สิทธิ์ บุนนาค อายุ 37 ปี นั่งที่บริเวณคนขับในลักษณะปรับเบาะนอนหงาย ส่วนผู้หญิง ทราบชื่อคือ นางสาวประเทือง ทองเอียด อายุ 52 ปี อยู่ด้านข้างคนขับในลักษณะนั่งเสียชีวิต

จากการสอบถามพยานซึ่งเป็นพนักงานของปั๊มน้ำมัน เปิดเผยว่า พบรถคันนี้มาจอดตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมาในลักษณะสตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้ เมื่อช่วงเช้าได้ไปเคาะกระจกรถเรียกแต่ไม่ตื่น จึงลองเปิดประตูรถดูพบว่าไม่ได้ล็อค และพบว่าทั้ง 2 คน เสียชีวิตแล้ว จึงแจ้งเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน และแพทย์นิติเวช เข้าตรวจสอบ เบื้องต้นไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด ล่าสุดติดต่อญาติของผู้เสียชีวิตได้แล้ว และเจ้าหน้าที่ได้ส่งร่างผู้ตายชันสูตรที่นิติเวช เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป

หนุ่มก้มกราบ “รถบรรทุกเทรลเลอร์” ขนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เผยดีใจที่เห็นเป็นครั้งที่ 2

หนุ่มลำปาง โพสต์ภาพตัวเองก้มกราบรถบรรทุกเทรลเลอร์ขนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ลงในเฟซบุ๊ก ดีใจที่เห็นเป็นครั้งที่2 ซึ่งครั้งแรกเห็นเมื่อ34ปี ทีผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดลำปาง เมื่อวันที่ 25 มีนาคม2560 จากกระแสสังคมที่ร้อนแรง โดยเฉพาะในสังคมออนไลน์เฟซบุ๊กที่มีความร้อนระอุต่อกรณีขบวนรถเทรลเลอร์ จำนวน 704 ล้อ ของบริษัทเอกชนผู้ดำเนินการเคลื่อนย้ายเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) ที่จะนำไปติดตั้งในโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 4 – 7 ( MMRP1) ที่กำลังสร้างขึ้น ภายในโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ของ กฟผ.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ถูกเจ้าหน้าที่ด่านตรวจชั่งน้ำหนักเกาะคา อ.เกาะคา จ.ลำปาง กักหัวลากของขบวนดังกล่าว จำนวน 2 หัว เมื่อคืนของวันที่ 21 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา บริเวณด่านตรวจชั่งน้ำหนักเกาะคา ที่อยู่บนถนนทางหลวงหมายเลข 1 พหลโยธินสายลำปาง – ตาก ขาเข้า จ.ลำปาง เนื่องจากพบว่ามีน้ำหนักที่เกินกว่าที่ขออนุญาตไว้กับทางกรมทางหลวง ทำให้ขบวนเคลื่อนย้ายต้องจอดอยู่ที่ลานหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหานครนครลำปาง อ.เกาะคา จ.ลำปาง มาตั้งแต่วันดังกล่าว ทำให้เกิดความล่าช้ากว่ากำหนดที่จะถึง อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง 2 วัน

กรณีดังกล่าวที่เกิดขึ้นได้เกิดปรากฏการณ์ที่ร้อนระอุหลายเรื่อง ทั้งกรณีการตำหนิ และด่าท้อเจ้าหน้าที่ด่านตรวจชั่งน้ำหนักเกาะคาไปต่างๆ นาๆ และกระแสในการตั้งคำถามในประเด็นที่ชาวลำปางเกิดข้อสงสัย ทำให้ทางกรมทางหลวง และทางหัวหน้าด่านตรวจชั่งน้ำหนักเกาะคา อ.เกาะคา จ.ลำปาง ต้องออกมาให้เหตุผลถึงความจำเป็นที่ต้องกักหัวลากดังกล่าวไว้ตามกฎหมาย ซึ่งจากเรื่องราวที่เกิดขึ้น มีทั้งฝ่ายสนับสนุน และให้กำลังใจ และเกิดความเห็นใจต่อเจ้าหน้าที่ด่าน ตลอดจนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยต่อการทำหน้าที่ในครั้งนี้จนเกิดกระแสรุมตำหนิ และด่าทอกันอย่างรุนแรงในสังคมออนไลน์เฟสบุ๊คมาตั้งแต่วันที่มีข่าวการกักรถหัวลาก

แต่อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ที่แรงอย่างต่อเนื่อง คือ ความสนใจ และแห่ไปเยี่ยมชมรถล้อเยอะคันดังกล่าวที่จอดอยู่บริเวณลานหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหานครนครลำปาง อ.เกาะคา จ.ลำปาง กันอย่างมาก คล้ายกับมีงานใหญ่ใน อ.เกาะคา ก็ว่าได้ ซึ่งหลายคนเมื่อไปถึงก็ไม่พลาดที่จะถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกในโอกาสที่พบเจอตัวจริงของรถเทรลเลอร์ 704 ล้อ ที่หาดูได้ยากมาก ดังนั้น เมื่อถ่ายรูปเสร็จก็ต้องแชร์ภาพอวดให้หลายๆ คนได้เห็น ว่า ตนเองได้มีโอกาสมาเห็นตัวจริงของรถยักษ์ ล้อเยอะคันนี้ ที่มีเครื่องกำเนิดพลังงานไฟฟ้าบรรทุกอยู่ด้านบน

ล่าสุดยังเกิดความฮือฮา และเป็นกระแสแรงไม่หยุด เมื่อมีหนุ่มชาวลำปางคนหนึ่งได้ใช้เฟซบุ๊ฏในชื่อ “หนุ่มชิง รถม้าลำปาง” โพสต์ภาพตัวเองที่ได้มีโอกาสไปดูรถ 704 ล้อคันนี้ ได้ก้มกราบลงกับพื้น และอีกภาพก็ขึ้นไปกราบอยู่บนเทรลเลอร์ พร้อมเขียนข้อความประกอบว่า “รู้สึกอาย อย่าว่าผมบ้านะครับ กว่าจะได้เห็น” ซึ่งในโพสต์ดังกล่าวยังมีการนำภาพเก่าเมื่อ 34 ปี ก่อน ของขบวนรถเทรลเลอร์เคลื่อนย้ายเครื่องกำเนิดพลังงานไฟฟ้าเครื่องแรกของโรงไฟฟ้าแม่เมาะมาลงด้วย ซึ่งเมื่อภาพถูกนำมาลงในห้องกลุ่ม Lampang city สังคมออนไลน์เฟซบุ๊ฏ ที่มีสมาชิกกลุ่มอยู่กว่า 120,000 คน แน่นอนว่า ความฮือฮาขำขันจึงบังเกิด! นับเป็นภาพที่สวนกระแส และคลายความความร้อนระอุไปได้บ้าง

แต่ว่าเรื่องนี้ดูท่าแล้วจะยังไม่จบลงง่ายๆ และยังมีการตั้งคำถามในอีกหลายเรื่อง หลังจากทางด่านตรวจชั่งน้ำหนักเกาะคาได้เดินหน้าดำเนินคดีกับคนขับรถหัวลากของขบวนดังกล่าวที่น้ำหนักเกินในข้อหาใช้ยานพาหนะบนทางหลวง โดยยานพาหนะนั้นบรรทุก หรือน้ำหนักลงเพลาเกินกว่ากฎหมายกำหนด ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางหลวง ตาม พรบ.ทางหลวง พ.ศ.2535 (ฉบับแก้ไขปรับปรุงครั้งที่ 2 ปี พ.ศ.2549 ม.61 (73/2) มีโทษปรับ 10,000 บาท โทษจำคุก 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ฉะนั้น ในเรื่องนี้จึงยังเป็นที่สนใจของประชาชนชาวลำปางไม่น้อย

ความคืบหน้าในการเคลื่อนย้ายเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ล่าสุด (24 มี.ค.60) ทางเพจเฟซบุ๊ก กฟผ.แม่เมาะ ได้โพสต์ประกาศว่า อัพเดทล่าสุด ขบวนรถได้ไปต่อ ล้อหมุน 21.00 น. คืนนี้ แจ้งความคืบหน้าการเคลื่อนขบวนรถขนส่งอุปกรณ์กำเนิดไฟฟ้า ของบริษัท ศิลามาศ ฯ ล่าสุด บริษัทได้นำรถลากจูง คันที่ทะเบียนอยู่ในใบอนุญาตขนส่งของกรมทางหลวง (คันเดียวกับรถที่เสียระหว่างทาง และผ่านการซ่อมเรียบร้อยแล้ว) เดินทางมาถึงจุดจอดอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อ.เกาะคา และดำเนินการเข้าด่านชั่ง เพื่อตรวจสอบเอกสาร และน้ำหนัก โดยได้รับอนุญาตขนส่งต่อจากแขวงการทางฯ เกาะคาแล้ว ดังนั้น ขบวนรถฯ จะสามารถเดินทางต่อได้ในคืนนี้ โดยจะเคลื่อนขบวนจากจุดพักในเวลา 21.00 น. มุ่งหน้าตรงไปยังเส้นทางซุปเปอร์ไฮย์เวย์ ผ่านแยกป่าขาม – แยกผาลาด – และแยกแม่เมาะ มีจุดหมายปลายทางที่ กฟผ.แม่เมาะ ในเวลาประมาณ 03.00 น. ของวันที่ 25 มีนาคม 2560 กฟผ.แม่เมาะ ขออภัยในความไม่สะดวกจากการเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าว