ลุยจับ! ‘แก๊งค้ามนุษย์’ เอาเด็กพิการเร่ขอทานตามแหล่งท่องเที่ยว

ดีเอสไอ ร่วมกับ ตำรวจพื้นที่ สภ.เมืองพัทยา ลุยกวาดล้าง ‘แก๊งค้ามนุษย์’ หลังพบว่ามีการนำเด็กพิการเร่ร่อนมาขอทานตามแหล่งท่องเที่ยวในเมืองพัทยา

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. ที่ผ่านมา พ.ต.ต.จตุพร อรุณฤกษ์ถวิล ผอ.ส่วนป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ 2 ดีเอสไอ พร้อมด้วย พ.ต.ต.ปิยะพงษ์ เอนสาร สารวัตรตำรวจท่องเที่ยวเมืองพัทยา ได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา เจ้าหน้าที่จากสถาบันนิติเวชวิทยา เจ้าหน้าที่มูลนิธิกระจกเงา ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ชลบุรี ออกลุยจับขอทานทั่วเมืองพัทยา

ทั้งนี้ สามารถจับกุมตัวผู้กระทำผิดจำนวนทั้งสิ้น 17 ราย แบ่งเป็นเด็กจำนวน 10 ราย ทั้งหมดเป็นชาวกัมพูชา พร้อมของกลางเป็นเงินสดอีก 4,997 บาท พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาในฐานความผิด “เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต การทำการด้วยวิธีใดให้ผู้อื่นเกิดความสงสารและส่งมอบเงินหรือทรัพย์สินให้แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบโดยการนำคนมาขอทาน

การจับกุมสืบเนื่องมาจากนโยบายของรัฐบาลในการป้องกันปราบปรามค้ามนุษย์ในรูปแบบขอทาน พบว่าในแหล่งท่องเมืองพัทยา มีกลุ่มขอทานนั่งขอเงินตามถนนคนเดินวอล์กกิ้งสตรีท ถนนเลียบชายหาดพัทยา ถนนพัทยาสายสองพัทยา ตลอดจนตลาดนัดหลายแห่ง ทางเจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลังหลายหน่วยงาน วางแผนตรวจสอบแบบครบวงจร โดยหลังจากที่เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ สนธิกำลังร่วมหน่วยงานท้องที่ลงพื้นที่จับกุมตัวไว้ได้ทั้งหมดดังกล่าว ก่อนจะนำตัวทั้งหมดมาให้เจ้าหน้าที่จากสถาบันนิติเวชวิทยาตรวจดีเอ็นเอ เพื่อพิสูจน์ความเป็นแม่-ลูก ที่นำพากันมานั่งเรี่ยรายเงินริมทางเกี่ยวข้องกันจริงหรือไม่

ทางด้าน พ.ต.ต.จตุพร เปิดเผยว่า กลุ่มขอทานแม่-ลูกที่สามารถจับกุมมาได้นั้นหลายรายเคยถูกจับและส่งกลับประเทศไปแล้ว แต่ก็จะมีขบวนการนายหน้านำพากลับเข้ามาในรูปแบบแม่-ลูก ซึ่งบางรายเล่าว่าไม่ใช่ลูกแท้ในสายเลือดแต่จะมีการเช่าเด็กมาจากประเทศกัมพูชา ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป

นอกจากนี้ยังมีที่เข้ามาในรูปแบบคนพิการ ไม่สมประกอบ ให้ดูน่าสงสาร โดยนายหน้านำพาเข้ามายังประเทศไทยแล้วจะหาที่พักในย่านที่ใกล้แหล่งที่มีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากเช่นเมืองพัทยา เกาะสมุย และจะพาตระเวนออกเรี่ยไร่ในสถานที่ต่างๆซึ่งมีรายได้ประมาณ 2,000-3,000 ต่อวัน

เบื้องต้นในการจับกุมครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการครั้งใหม่ ที่จะทำการจับกุมตรวจสอบอย่างละเอียด และขยายผลไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับการนำต่างด้าว ทั้งเด็กและคนพิการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในประเทศไทย ซึ่งในขณะนี้ได้รู้ตัวนายหน้าเกือบทั้งหมดแล้ว ทางเจ้าหน้าที่จะรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมและออกมาจับกุมอย่างแน่นอน ทั้งยังฝากถึงผู้ที่คนที่บริจาคเงินให้กับเด็กหรือผู้ที่น่าสงสาร จะเป็นการส่งเสริมกลุ่มขอทานให้เจริญเติบโตเพิ่มขึ้นดังนั้นจึงอยากให้ดูที่ความเหมาะสมด้วยว่าสมควรบริจาคหรือไม่

คดีพลิก! ตำรวจเผยเคยล่อซื้อยาบ้าจาก “ชัยภูมิ ป่าแส” นักกิจกรรมชาวลาหู่

คดีพลิก ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เผยเคยล่อซื้อยาบ้าจาก “ชัยภูมิ” เยาวชนลาหู่ แต่หนีไปได้หวุดหวิด พบเส้นทางการเงินผิดปกติ

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. ที่ผ่านมา ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พลตำรวจโท พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เรียกประชุมเจ้าหน้าที่เพื่อติดตามความคืบหน้าในคดี วิสามัญฆาตกรรมนักกิจกรรมชาวลาหู่ โดยขณะนี้ มีการสอบปากคำผู้ต้องหาและพยานบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องหลายปากแล้ว รอเพียงผลการชันสูตรและผลการตรวจสอบวัตถุพยานก็จะสามารถสรุปสำนวนได้

อย่างไรก็ตาม ชุดปราบปรามยาสพติดของสถานีตำรวจภูธณสันทราย จ.เชียงใหม่ รายงานว่าเมื่อวันที่ 24 ม.ค. ที่ผ่านมา ได้ทำการล่อซื้อยาบ้าจำนวน 600 เม็ด จาก นายชัยภูมิ และมีการโอนเงินเข้าบัญชีของ นายชัยภูมิ เพื่อมัดจำค่ายาบ้ามาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ในขณะที่นัดหมายส่งมอบยาบ้า นายชัยภูมิ ซึ่งขับรถคันเดียวกันกับวันที่ถูกวิสามัญ เกิดไหวตัวหลบหนีไปได้หวุดหวิด หลังจากนั้นยังได้โทรศัพท์ข่มขู่เอาชีวิตพยานที่ให้ข้อมูลกับตำรวจ

โดย สภ.สันทราย กำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายจับ แต่ก็มาถูกทหารวิสามัญเสียก่อน นอกจากนี้ยังพบว่า รถฮอนด้าแจ๊สที่ นายชัยภูมิ ใช้ มีชื่อของนางหล้า ไม่ทราบนามสกุล เครือข่ายยาเสพติดใน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ที่อยู่ระหว่างหลบหนีคดีเป็นเจ้าของ ขณะที่ป้ายทะเบียนทั้งในตอนที่ล่อซื้อยาเสพติด และ ป้ายทะเบียนที่ใช้ขณะถูกวิสามัญฆาตกรรม ยังพบว่าเป็นป้ายทะเบียนปลอม

การประชุมครั้งนี้ ยังมีรายงานด้วยว่า พบเส้นทางการเงินที่ผิดปกติของ นายชัยภูมิ โดยพบว่ามีเงินเข้าออกมากผิดปกติของเด็กวัยรุ่น เช่นเดียวกับอายุที่ระบุในบัตรสีชมพูที่ระบุอายุ 21 ปี เจ้าหน้าเชื่อว่าจะไม่ตรงความจริง เนื่องจากนายชัยภูมิเรียน อยู่ชั้นมัธยมปลายที่อายุไม่น่าจะเกิน 20 ปี ซึ่งทั้งหมดเจ้าหน่าที่จะมีการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง

ผบ.ตร. สั่งทุกหน่วย เฝ้าระวังเหตุก่อการร้ายในอังกฤษ

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผย ผบ.ตร. สั่งทุกหน่วย เฝ้าระวังเหตุ ก่อการร้ายในอังกฤษ ยันไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แต่ไม่ประมาท

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการให้ตำรวจทุกหน่วย ทั้งตำรวจสันติบาล ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เฝ้าติดตามสถานการณ์ก่อการร้ายหลายจุดในประเทศอังกฤษอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ สถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทย และจุดล่อแหลมต่าง ๆ

โดยพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ หากได้รับการร้องขอกำลังดูแลรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติม ยืนยันว่า ประเทศไทย ไม่ใช่ประเทศคู่ขัดแย้ง และการข่าวในขณะนี้ไม่พบความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการก่อเหตุความรุนแรง หรือก่อการร้ายในประเทศไทย พร้อมฝากเตือนคนไทยที่จะเดินทางไปทวีปยุโรป โดยเฉพาะ ประเทศอังกฤษ ในระยะนี้ ขอให้ตรวจสอบข่าวสารอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มองว่า การก่อการร้ายที่พบในเหตุการณ์ดังกล่าว อาจเป็นก่อการร้ายรูปแบบใหม่ จากเดิมที่เป็นการใช้ระเบิด หรือความรุนแรงชนิดอื่นๆ ในการสร้างความวุ่นวาย แต่ปรับเปลี่ยนลักษณะการก่อเหตุ โดยใช้บุคคลเพียงไม่กี่คน เข้าโจมตีในแต่ละสถานที่ เพื่อก่อให้เกิดความวุ่นวาย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานความมั่นคง ก็ไม่ได้ประมาท มีการติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจึงขอให้ประชาชนอย่าวิตกกังวล