โหดจริง! เก๋ง-จยย. วางมวยกัดหูกันขาด หลังฉุนเฉี่ยวชนกลางถนน

สยอง!! คนขี่จักรยานยนต์โดดกัดหูคนขับรถเก๋งป้ายแดงขาด หลังไม่พอใจเกิดเฉี่ยวชนกัน จนมีปากเสียงรุนแรง

รายงานข่าวแจ้งว่า วานนี้ (19 เม.ย. 60 ) ที่ จ.สมุทรปราการ ได้เกิดเหตุสุดสยองขึ้น เมื่อมีหญิงสาวคนหนึ่งบุกโรงพักเพื่อเข้าแจ้งความหลังสามีถูกคู่กรณีกัดหูจนได้รับบาดเจ็บ โดยสาเหตุมาจากการทะเลาะวิวาท หลังเกิดอุบัติเหตุขับรถเฉี่ยวชนกัน ทราบชื่อหญิงคนดังกล่าวคือ นางศรุตยา งามโสภา อายุ 27 ปี

กัดหู, รถชน, ข่าวอุบัติเหตุ, ข่าวจังหวัดสมุทรปราการ
กัดหู

ซึ่งจากการสอบสวนนางศรุตยา ได้ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนและสามีได้ขับรถเก๋งป้ายแดงไปรับลูกที่โรงเรียน แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุบริเวณซอยหมู่บ้านทรัพย์ทรัพย์บุญชัย 38 บริเวณทางโค้งร้านอาหารนับดาว ต.บางเมืองใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ได้มีคนขี่จักรยานยนต์คันหนึ่งขับปาดหน้าจนเฉี่ยวชนกันเป็นรอยจากนั้นได้ขับหนีไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ด้วยความโมโหสามีจึงขับรถไล่ตามก่อนที่คู่กรณีจะหักรถเข้าใส่รถของตนจนล้ม จากนั้นสามีจึงลงไปเพื่อถามอาการแต่คู่กรณีกลับใช้ก้อนหินปาใส่จนทำให้เกิดชุลมุนขึ้น แต่จังหวะที่กำลังชุลมุนคู่กรณีได้กระโดดกัดหูของสามีตนจนขาด และบ้วนใส่หน้า ตนเห็นท่าไม่ดีจึงเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ และให้กู้ภัยนำทั้ง 2 ไปรักษาอาการบาดเจ็บที่โรงพยาบาล

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่แจ้งข้อกล่าวหากับบุคคลทั้ง 2 คงต้องรอให้อาการบาดเจ็บทุเลาก่อน จากนั้นจึงจะเชิญตัวมาสอบปากคำถึงเหตุที่เกิดขึ้นอีกครั้ง

ฮือฮา! เศรษฐีเมืองคอนใจบุญ แจกเงินกว่า 2 ล้าน ให้คนแก่-คนพิการ

ผู้สูงอายุ ผู้พิการและเด็ก อำเภอปากพนัง กว่า 7,000 คน ปลื้มเศรษฐีใจบุญเมืองคอน แจกเงินคนละ 300 บาท รวมกว่า 2 ล้าน

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 20 เม.ย.60 ผู้สื่อข่าว จ.นครศรีธรรมราช รายงานว่าที่บริเวณลานจอดรถหน้าโรงแรมทวินโลตัส อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช มีผู้สูงอายุและผู้พิการ จากอำเภอปากพนัง จำนวนกว่า 7,000 คน ได้ดินทางมารับเงินจากครอบครัวผู้บริหารบริษัทดอกบัวคู่ ที่จัดขึ้นเพื่อคืนกำไรสู่สังคมและตอบแทนถิ่นกำเนิด

โดยกำหนดแจกเงินให้กับผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และผู้พิการที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งจัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 24 และปีนี้มีผู้สูงอายุ และผู้พิการจำนวนกว่า 7,000 คน โดยแต่ละคนจะได้รับเงินสดคนละ 300 บาท รวมทั้งผลิตภัณฑ์ดอกบัวคู่และข้าวกล่อง คิดเป็นเงินมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท

ทั้งนี้กิจกรรมการแจกเงินจัดมาอย่างต่อเนื่อง โดยครอบครัวผู้บริหารดอกบัวคู่และโรงแรมทวินโลตัส นครศรีธรรมราช ที่ดำเนินการมาตามเจตนารมณ์ของ ดร.บุญกิจ ลีเลิศพันธ์ อดีตผู้บริหาร ฯ ที่ต้องการคืนกำไรสู่สังคมและตอบแทนถิ่นกำเนิด ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีช่วงปีใหม่ไทย หรือ เทศกาลวันสงกรานต์ทุกปี

‘เรืองไกร’ จ่อร้อง ป.ป.ช. ปม ครม.สั่งประเมินภาษี ‘ทักษิณ’

‘เรืองไกร’ เตรียมร้อง ป.ป.ช. 21 เม.ย.นี้ ปม ครม.สั่งประเมินภาษี ‘ทักษิณ’ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย 

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า กรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2560 ให้กรมสรรพากรทำการประเมินภาษีจาก นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำนวนกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท และต่อมาเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรได้นำหนังสือประเมินภาษีที่ไม่มีการระบุเลขที่ ไปปิดที่หน้าบ้านเมื่อ 28 มี.ค. ที่ผ่านมานั้น เรื่องดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจโดยไม่มีหลักกฎหมายและผิดไปจากข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกา

ซึ่งจากผลของคำพิพากษาทั้งสอง กรมสรรพากรจึงมีการสั่งยุติเรื่องไปแล้ว ทั้งนี้ตามเอกสารราชการที่ถือเป็นหลักฐานเด็ด 2 ฉบับ คือ (1) บันทึกข้อความของสำนักตรวจสอบภาษีกลาง ที่ กค 0710/ตส/1460 ลงวันที่ 2 มี.ค. 2555 ที่อธิบดีกรมสรรพากรมีคำสั่งให้ยุติเรื่อง (2) หนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0717/ล.1804 ลงวันที่ 15 พ.ย. 2555 ที่ตอบไปยัง ป.ป.ช. ว่า การซื้อขายหุ้นชินคอร์ปดังกล่าว จึงไม่เกิดขึ้น ผลก็คือ เมื่อธุรกรรมการซื้อขายหุ้นไม่เคยเกิดขึ้น ดังนั้น นายทักษิณ ย่อมไม่มีเงินได้จากการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปผ่านบริษัทแอมเพิลริชแต่อย่างใด

และการขายหุ้นชินคอร์ปให้กลุ่มเทมาเส็กเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2549 ก็เป็นการขายในตลาดหลักทรัพย์ กำไรที่ได้จากการขายหุ้น จึงได้รับยกเว้นภาษีตามกฎกระทรวง ซึ่งคณะรัฐมนตรี กรมสรรพากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องรู้ถึงผลของคำพากษาศาลฎีกาและศาลภาษีแล้ว รวมทั้งการสั่งยุติเรื่องตามข้อความในหนังสือทั้งสองฉบับด้วย ดังนั้น การหาเหตุมาประเมินภาษีครั้งนี้ จึงชัดเจนว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ทั้งนี้ นายเรืองไกร กล่าวว่า การสั่งให้ประเมินไปก่อนแล้วให้นายทักษิณไปสู้คดีต่อในชั้นศาลดังที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวไว้ จึงเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าลักษณะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมาย ป.ป.ช. อย่างชัดเจน รวมทั้ง ป.ป.ช. ต้องทราบดีอยู่แล้วด้วย ตามหนังสือที่กระทรวงการคลังส่งให้ ป.ป.ช. ดังกล่าวข้างต้น จึงต้องร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ทำการไต่สวนเอาผิดกับคณะรัฐมนตรีและกรมสรรพากรต่อไปโดยเร็ว โดยจะไปยื่นหนังสือด้วยตนเองที่สำนักงาน ป.ป.ช. สนามบินน้ำ ในวันที่ 21 เมษายน