ศาลฎีกาแก้ลดโทษ จำคุก 2 ปี 8 เดือน กำนันเซี้ย รุกที่ดินราชพัสดุ

ศาลฎีกาแก้ลดโทษ จำคุก 2 ปี 8 เดือน กำนันเซี้ย รุกที่ดินราชพัสดุ ชี้จำเลยรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิครอบครองที่ดิน

ศาลอาญา รัชดา อ่านคำพิพากษา ศาลฎีกาในคดี ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายประชา โพธิพิพิธ หรือกำนันเซี้ย อายุ 74 ปี อดีต ส.ส.กาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ เป็นจำเลยในความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินราชพัสดุ ในจังหวัดกาญจนบุรี และราชบุรี กว่า 1,000 ไร่ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อปี 2547

คดีนี้ศาลชั้นต้น สั่งจำคุก 1 ปี ส่วนศาลอุทธรณ์ สั่งจำคุก 4 ปี โดยวันนี้เมื่อถึงเวลานัด นายประชา ก็ไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา ศาลจึงอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาลับหลังจำเลย

ศาลฎีกาตรวจสำนวนปรึกษากันแล้วเห็นว่า จำเลยยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท โดยรู้ว่าเป็นที่ดินหวงห้ามที่ใช้เพื่อประโยชน์ของราชการทหาร มิใช่เข้ายึดถือครอบครองโดยขาดเจตนา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่เนื่องจากทางนำสืบของจำเลยที่รับว่าได้เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินดังกล่าวนั้น เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาของศาล กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ เห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 3 พิพากษา แก้เป็นว่าให้จำคุกจำเลย 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

หนุ่มโวยโดนใบสั่ง หลังใช้กระบะป้ายแดง ขนของ!

แบบนี้ก็มีด้วย หนุ่มขับกระบะป้ายแดง แต่ถูกจับเพราะห้ามใช้ขนของ! 

เกิดเป็นที่ฮือฮาและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ เมื่อเพจเฟซบุ๊ก ‘แหม่มโพธิ์ดำ’ ได้มีการเผยเรื่องราวจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ที่ได้โพสต์ภาพและข้อความว่าเขาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับพร้อมสั่งปรับในข้อหานำรถกระบะป้ายแดงมาบนทุกของ

รถป้ายแดง, ใบสั่ง, ขนของ

โดยภาพดังกล่าวเป็นภาพใบสั่งที่ถูกเจ้าหน้าที่จับปรับในข้อหาดังกล่าว พร้อมกับมีข้อความระบุว่า ใครมีความรู้เรื่องนี้ช่วยแนะนำด้วยนะ ‘มาตรา 27 ผู้ใดมีรถยนต์ไว้เพื่อขายหรือเพื่อซ่อม ถ้าจะขับเองหรือให้ผู้อื่นขับเพื่อการนั้น ต้องได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน และให้ขับได้ระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก เว้นแต่มีความจำเป็นและได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน” ซึ่งการนำเรื่องราวดังกล่าวมาเผยแพร่ก็เพื่อเตือนให้ระวัง จะได้ไม่ต้องเสียเงินและเสียเวลาอีก

#โดนใบสั่งป้ายแดงห้ามบรรทุกของ #ใครผิด
ใครมีความรู้เรื่องนี้ช่วยแนะนำด้วยนะ แต่ตามที่ควีนเข้าใจน่าจะผิดมาตรา 28 ข้อสอง ปัญหาคือ ควีนอ่านใบสั่งไม่ออกเลยฮะพี่บัวลอย อยากให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดอบรมคนเขียนใบสั่งและสำนวนเข้าคอร์สคัดเร่งมือเร่งด่วน

“มาตรา 27 ผู้ใดมีรถยนต์ไว้เพื่อขายหรือเพื่อซ่อม ถ้าจะขับเองหรือให้ผู้อื่นขับเพื่อการนั้น ต้องได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน และให้ขับได้ระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก เว้นแต่มีความจำเป็นและได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน
มาตรา 28 ในการขับรถยนต์ตามมาตรา 27 ผู้ขับต้องบันทึกรายการดังต่อไปนี้
(1) ชื่อรถ หมายเลขตัวรถ และหมายเลขเครื่องยนตร์ของรถ
(2) ความประสงค์ในการขับรถยนต์ #น่าจะผิดข้อนี้
(3) วันเดือนปี และเวลาที่นำรถออกไปขับและกลับถึงที่
(4) ชื่อและชื่อสกุลของผู้ขับ”

ทั้งนี้เมื่อเรื่องราวดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปก้ทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว ก่อนที่จะมีผู้เข้ามาให้คำแนะนำหากจำเป็นใช้รถป้ายแดงในการเดินทางและขนของว่า หากมีความจำเป็นต้องกรอกรายละเอียดในคู่มือให้ครบ พร้อมแจ้งขออนุญาตจากนายทะเบียนพร้อมลงลายมือชื่อกำกับในคู่มือทะเบียนด้วย

ตร. ระบุ “แพท ณปภา” ไม่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน

ตร. ระบุ “แพท ณปภา” ไม่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ชี้เป็นการได้รับเงินจากสามี ซึ่งเป็นการให้โดยเสน่หา

วานนี้ (17 เม.ย. 60) พลตำรวจตรีชาตรี ไพศาลศิลป์ รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เปิดเผยว่า ทนายความของ แพท ณปภา ตันตระกูล ภรรยาของนายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ เบนซ์ เรซซิ่ง ผู้ต้องหาร่วมกันฟอกเงินกับผู้ต้องหาค้ายาเสพติด ได้นำเงินจำนวน 1,539,128 บาท มามอบให้กับพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดแล้ว เมื่อวันที่ 7 เมษายน ที่ผ่านมา

โดยเงินจำนวนดังกล่าว เป็นเงินที่ตำรวจพบว่า ได้รับโอนมาจาก นายอัครกิตติ์ ที่ยังเหลืออยู่ในบัญชี ที่ก่อนหน้านี้ นางสาวณปภา มาชี้แจงกับพนักงานสอบสวนและพร้อมที่จะให้ตำรวจตรวจยึดไว้ตรวจสอบว่าเป็นเงินที่ได้มาอย่างถูกต้องหรือไม่ ซึ่งหลังจากรับมอบเงินแล้ว ได้ส่งให้เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. ไปตรวจสอบ และจัดอยู่ในบัญชีทรัพย์สินของ นายณัฐพล นาคคำ หรือ บอย ผู้ต้องหาค้ายาเสพติด เนื่องจากเชื่อว่าเงินจำนวนดังกล่าว นายอัครกิตติ์ ได้รับมาจากนายณัฐพล

จากการตรวจสอบบัญชีพบว่า นายอัครกิตติ์ โอนเงินมาให้นางสาวณปภา จำนวนกว่า 1,900,000 บาท แต่ได้โอนกลับคืนไปให้ประมาณ 4 แสนบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. อาจจะต้องเรียกนางสาวณปภา มาชี้แจงที่มาของเงินอีกครั้ง

แต่ในส่วนของพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ไม่จำเป็นต้องเรียกมาให้ข้อมูลเพิ่มแล้ว และน่าจะไม่เข้าข่ายความผิดร่วมกันฟอกเงิน เนื่องจากเป็นการได้รับเงินจากสามี ซึ่งเป็นการให้โดยเสน่หา ซึ่งต่างจากที่ นายอัครกิตติ์ ที่ได้รับเงินจากนายณัฐพล ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องเป็นญาติกัน