รมช.คมนาคม ยันปรับเบาะรถตู้เหลือ 13 ที่ไม่กระทบค่าโดยสาร

รมช.กระทรวงคมนาคม ยืนยันปรับที่นั่งรถตู้เหลือ 13 ที่ไม่กระทบค่าโดยสาร  พร้อมนำเครื่องตรวจแอลกอฮอล์ลมาให้พนักงานขับรถ บขส.เป่า เพื่อความมั่นใจในการใช้บริการของประชาชน

วันนี้ 10 เม.ย. 60 นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นำเครื่องตรวจแอลกอฮอล์ลมาให้พนักงานขับรถ บขส.เป่า และได้ขึ้นไปตรวจเยี่ยมประชาชนที่กำลังเดินทางกลับบ้านในช่วงเทศการสงกรานต์ พร้อมเชิญชวนให้ผู้โดยสารทุกคนคาดเข็มขัดนิรภัยเพื่อความปลอดภัยอีกด้วย หลังเดินทางมาเป็นประธานพิธีเปิดโครงการรณรงค์ลดอุบัติเหตุ สงกรานต์ปลอดภัยตายเป็นศูนย์ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่บริเวณอาคารผู้โดยสารภาคกลาง ชั้น 1 สถานีขนส่งหมอชิต (จตุจักร)

ทั้งนี้ทางกระทรวงคมนาคมมั่นใจว่าจะสามารถส่งประชาชนกลับบ้านอย่างปลอดภัยในช่วงสงกรานต์ ซึ่งทางบขส.ได้เตรียมรถไว้รองรับการใช้บริการอย่างเพียงพอพร้อมกับติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ส่วนกรณีรถโดยสารไม่ประจำทาง หรือรถทัวร์ 30 ที่มาร่วมเสริมเที่ยววิ่งร่วมกับ บขส.มีจำนวนลดลงจากปีที่ผ่านมาเนื่องจากติดข้อกำหนดด้านสภาพความปลอดภัยของตัวรถตามที่กรมการขนส่งกำหนดเช่น การติดตังระบบ GPS และ การติดตั้งอุปกรณ์ส่วนควบต่างๆ เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อการให้บริการอย่างแน่นอน

ส่วน กรณีที่กระทรวงคมนาคมมีนโยบายให้รถตู้โดยสารสาธารณะที่ให้บริการเส้นทางกรุงเทพ-ต่างจังหวัด ระยะทางไม่เกิน 300 กิโลเมตร ถอดเบาะที่นั่งผู้โดยสารออกเหลือ 13 ที่นั่ง ตามกฎหมายนั้น มองว่าเป็นนโยบายที่ดำเนินการเพื่อความปลอดภัย โดยในส่วนของผู้ประกอบการอย่ามองว่าเป็นการเสียรายได้แต่ให้มองว่าเป็นเรื่องของความปลอดภัยซึ่งที่นั่งน้อยลงนั้น จะทำให้การช่วยเหลือผู้โดยสารเป็นไปได้ง่ายขึ้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่าการลดจำนวนที่นั่งของรถตู้โดยสารจะไม่มีการปรับอัตราค่าโดยสาร เนื่องจากอัตราค่าโดยสารกำหนดขึ้นจากราคาน้ำมัน แต่รถตู้ปัจจุบันรถตู้ส่วนใหญ่ใช้ก๊าซเป็นเชื่อเพลิง ดังนั้นผู้โดยสารยังคงใช้ค่าโดยสารอัตราเดิม

ศาลยกคำร้อง ‘ยิ่งลักษณ์’ ขอทุเลาคำสั่งอายัดทรัพย์คดีจำนำข้าว

ศาลปกครองยกคำร้องของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขอทุเลาคำสั่งอายัดทรัพย์คดีโครงการจำนำข้าว

วันนี้ 10 เม.ย. 60 ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เป็นผู้ถูกฟ้องคดีกับพวกรวม 4 ราย ขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาบังคับการอายัดทรัพย์สินกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกเรียกรับผิดความเสียหายทางละเมิด ฐานไม่ระงับยับยั้งในความเสียหายโครงการรับจำนำข้าว และจงใจปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว วงเงินกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท

ศาลพิเคราะห์ แล้วเห็นว่าการที่ศาลจะมีอำนาจออกคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งพิพาทในระหว่างพิจารณาคดีได้ ต้องมีเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดไว้ 3 ประการ คือ คำสั่งพิพาทน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย การให้คำสั่งพิพาทมีผลบังคับใช้ต่อไปจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลัง การทุเลาบังคับตามคำสั่งพิพาท ไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่บริการสาธารณะ

ก่อนหน้านี้ ศาลปกครอง มีคำสั่งยกคำร้องนายภูมิ สาระผล อดีตรมช.พาณิชย์ และนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ ที่ขอให้ศาลปกครองกลาง ทุเลาคำสั่งอายัดทรัพย์สิน กรณีถูกเรียกรับความเสียหายทางละเมิด ฐานทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) เช่นกัน

ข้อมูลจาก จส.100

ลูกเมียเก่า ‘บู้บู้’ เปิดใจ ขอแค่เดือนละ 5000 จาก3000

ภรรยาเก่าและลูกของ ‘บูบู้’ เปิดใจขอแค่เดือนละ 5000 จาก 3000 ยันเลิกรากันไปนานแล้วไม่ต้องการไปทำลายชีวิตครอบครัว

จากกรณีเพจแหม่ม โพธิ์ดำ โพสต์ข้อความแฉ หนุ่มอ้างเป็นลูก ของ “บูบู้” สามีดาวตลกดังหลังจากที่ตกเป็นข่าวใหญ่ในโลกโซเชียล กรณีที่ภรรยาเก่าและลูกของ บูบู้ กำธร สามีของ ตุ๊กกี้ สุดารัตน์ หรือตุ๊กกี้ ชิงร้อยชิงล้าน ออกมาเรียกร้องให้ บูบู้ รับผิดชอบส่งเสียเลี้ยงดูลูกบ้าง


ล่าสุดวันที่ 10 เมย.60 ผู้สื่อขาว จ.ชุมพร รายงานว่าที่บ้านในตลาด หลังสวน อ.หลังสวน จ.ชุมพร นางชนิษฐา ดีสมศักดิ์ อายุ34 ปี ได้เปิดเผยพร้อมนำสูติบัตรของนายบี (นามสมมติ) ลูกชายมาให้ผู้สื่อข่าวดู โดย ด.ช.บี เกิดวันที่ 28 มกราคม 2543 สถานที่เกิดโรงพยาบาลกลาง 514 ถ.หลวง แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ ชื่อมารดาคือนางชนิษฐา ชื่อบิดาคือนายกำธร โพธิ์น้ำคำ

ซึ่งการที่ออกมาเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวในครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาใดๆ หรือที่จะทำลาย ครอบครัวของบูบู้ หรือตุ๊กกี้ เพราะตนเองกับบูบู้ได้เลิกรากันมาหลายปี และไม่อยากให้สื่อมวลชนไปโจมตีบูบู้ หรือตุ๊กกี้ เพราะต่างคนต่างมีครอบครัวใหม่กันหมดแล้ว และตนได้เก็บความลับนี้มาโดยตลอด พร้อมเผยต่อไปว่าสมัยช่วงที่วัยรุ่นอายุประมาณ 17 ปี ได้อยู่กินกับบูบู้ ที่เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นบ้านของครอบครัวตน กระทั่งคลอดลูกออกมาได้ 3 เดือนก็ต้องเลิกรากัน เพราะความเป็นวัยรุ่นของทั้งสองฝ่าย จนเมื่อลูกชายอายุได้ 2 ปี ตนก็มีครอบครัวใหม่ และย้ายมาอยู่ที่อำเภอหลังสวน จ.ชุมพร โดยยึดอาชีพค้าขายเสื้อผ้า และขายปลา ในตลาดหลังสวน โดยที่ไม่มีใครรู้เรื่องดังกล่าว

จนกระทั่งเมื่อลูกไปทำบัตรประชาชนซึ่งขณะนั้นลูกชายอายุ 13 ปี ความเลยแตกเมื่อปรากฏว่าลูกชายทราบว่าพ่อที่อยู่ด้วยกันไม่ใช่พ่อแท้ๆ จึงยอมเปิดเผยเรื่องจริงให้ลูกฟังทั้งหมด ที่ผ่านมายอมรับว่าในบางครั้งก็มีโอกาสได้เจอกับบูบู้บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะติดต่อผ่านเลขาของบูบู้ เพื่อขอให้ช่วยเซ็นเอกสารเกี่ยวกับเรื่องเรียนของลูกชายและบูบู้เองก็ได้เซ็นให้ และช่วยเหลือค่าใช้จ่ายให้ลูกเดือนละ 3,000 บาท มาต่อเนื่อง 4 ปี จนพักหลังประมาณ 3-4 เดือนไม่สามารถติดต่อบูบู้ได้ แต่ลูกคงอยากเจอหน้าพ่อและอาจน้อยใจที่ไม่สามารถติดต่อพ่อได้ ก็เลยมีการโพสต์ขอความช่วยเหลือในเพจดัง จนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตดังกล่าว และในครั้งนี้ก็เพียงอยากได้ความรักจากพ่อบ้าง อยากได้อ้อมกอดจากพ่อ และอยากได้เงินเพียง ไม่เกินเดือนละ 5000 บาท เท่านั้น และ เมื่อสามารถสู้ชีวิตตัวเองและเลี้ยงดูแม่ได้ต่อไปก็ จะไม่รบกวนอะไรอีกแล้ว