นายกฯ ทุ่ม 5 พันล้าน แก้ปัญหาโรงพยาบาลขาดทุน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  เผย นายกฯ อนุมัติงบกลาง 5 พันล้าน แก้ปัญหา โรงพยาบาลขาดทุน

นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อพูดคุยแก้ปัญหาโรงพยาบาลขาดสภาพคล่อง โดยนายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยและเข้าใจถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้ให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนแบบเฉพาะหน้า โดยอนุมัติงบกลาง 5,000 ล้านบาท เพื่อเป็นบรรเทาการขาดสภาพคล่อง

นพ.ปิยะสกล กล่าวต่อว่า ต้องมีการปฏิรูประบบสุขภาพทั้งระบบในระยะยาว ปรับระบบหลักประกันสุขภาพ การเงินการคลัง ซึ่งจะต้องมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ส่วนการแก้ไขปัญหาโรงพยาบาลที่ขาดสภาพคล่องในอดีต และยังติดตัวแดงวิกฤตหนักระดับ 4 ขณะนี้เหลือเพียง 5 แห่ง ซึ่งมี 2 แนวทาง คือ 1. จะต้องมีการปรับการบริการจัดการให้มีประสิทธิภาพ และ 2. จะต้องเติมเงินไปในระบบ

ขอบคุณข้อมูล มติชนออนไลน์

เปิดบทสรุป 5 ข้อ แก้ปัญหาจัดระเบียบรถตู้ หลังมีการยื่นเรื่องให้ช่วยเหลือ

สมาคมรถตู้ต่างจังหวัด เดินทางเข้ามาฟังข้อสรุปเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน จากการจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะ

วันนี้ (7 เม.ย. 60) เวลาประมาณ 10.00 น. สมาคมรถตู้ต่างจังหวัด ได้เดินทางเข้ามาฟังข้อสรุปเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากการจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะ ที่ พล.ม.2 รอ. สนามเป้า โดย พันเอกสมบัติ ธัญญะวัน ชี้แจงว่า มีการยื่นเรื่องเข้ามาทั้งหมด 5 ข้อ จึงขอให้ทำความเข้าใจไปในแนวทางเดียวกัน ดังนี้

1. เรื่องการตรวจยึดใบอนุญาตขับขี่ ทางคณะทำงานพิจารณาผ่อนปรนให้เป็นการออกใบสั่งแทน เนื่องจากการติดตั้ง GPS ต้องใช้ใบอนุญาตขับขี่รูดที่ตัวเครื่อง ถ้าไม่มีก็จะปฏิบัติงานไม่ได้

2. เรื่องสถานที่หยุดรับ – ส่ง ผู้โดยสาร ที่กำหนดเฉพาะต้นทางและปลายทาง ทางคณะทำงานพิจารณาขอเวลาในการจัดหาสถานที่เพิ่มเป็นบางจุด โดยที่ รังสิต บางนา บางหว้า พระราม 2 สามารถทำให้เสร็จได้แล้ว ส่วนฝั่งธน จะเร่งดำเนินการให้เสร็จภายใน 1-2 วัน

3. เรื่องชั่วโมงการทำงาน ซึ่งมีคำสั่งให้พนักงานขับรถปฏิบัตงานได้เพียง 8 ชั่วโมง/วัน โดยขับ 4 ชั่วโมง พัก 30 นาที ทางคณะทำงานพิจารณาให้วิ่งรถได้แค่วันละไม่เกิน 600 กิโลเมตร ไป – กลับ

4. เรื่องไฟแนนซ์ ทางคณะทำงานพิจารณาจะเชิญบริษัทไฟแนนซ์ทั้ง 22 บริษัท เข้ามาพูดคุยใหม่ ซึ่งมีการพูดคุยไปแล้ว 2 ครั้ง แต่ยังไม่เป็นผล ภายใน 20 เม.ย. นี้

5. เรื่องการเปลี่ยนแปลงรถตู้เป็นรถมินิบัส ทางคณะทำงานพิจารณาชี้แจงว่า เป็นนโยบายที่ยังไม่ชัดเจนในทางปฏิบัติ ใช้ความสมัครใจแทน ส่วนผู้ที่อายุสัญญาครบแล้ว บขส. เว้นค่าปรับให้ โดยให้กรมขนส่ง รับรอง ทั้งนี้หากผู้ประกอบการต้องการเปลี่ยนรถ ต้องระบุได้ว่า รถจะวิ่งได้ถึงปีไหน ขณะที่จำนวนเบาะที่นั่งให้ลดเหลือ 13 ที่นั่ง เป็นเรื่องของกฎหมาย ต้องดำเนินการทันที แต่ช่วงเทศกาลสงการนต์ ให้พับเบาะแทนได้

นอกจากนี้ กรณีเรื่องการขอให้พิจารณาปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร เนื่องจากไม่มีการปรับมานาน และยังถูกลดจำนวนที่นั่งลงอีก ยังไม่มีการปรับขึ้น โดยจะมีการเรียกเข้ามาพูดคุยกันก่อน เพราะเป็นเรื่องที่กระทบต่อผู้โดยสาร

เริ่มต้นใช้รัฐธรรมนูญ 2560 พร้อมนับถอยหลังสู่ระบบ “เลือกตั้ง” ใหม่

วันที่ 6 เมษายน 2560 ถือเป็นการเริ่มนับหนึ่งของการเริ่มต้นประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 20 แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ซึ่งหลังจากที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้แล้ว ปลายทางของโรดแมปก็คือการ “เลือกตั้ง” โดยทั่วไปมีการประเมินจากเงื่อนไขเวลาว่าอย่างช้าที่สุดการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ภายในเดือนตุลาคม 2561 หรืออีก 19 เดือนข้างหน้า

โดยขั้นตอนหลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะเข้าสู่กระบวนการที่คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญชุดของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ จะต้องจัดทำกฎหมายลูก ซึ่งเป็นกฎหมายที่ลองมาจากรัฐธรรมนูญ โดยร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 267 กำหนดว่า หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการทำประชามติแล้ว ให้ กรธ. อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อ เพื่อจัดทําพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือ กฎหมายลูก 10 ฉบับ

กฎหมายลูกทั้ง 10 ฉบับ ได้แก่

(1) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
(2) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
(3) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(4) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
(5) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
(6) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง
(7) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน
(8) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
(9) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน
(10) พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ทั้งนี้ จะมีกรอบระยะเวลาสูงสุด คือ 240 วัน หรือ 8 เดือน ซึ่งเมื่อนับตามเวลาโดยตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป และหากใช้เวลาเต็มโควต้า กำหนดการทำกฎหมายลูกจะไปสิ้นสุดที่เดือนพฤศจิกายน 2560 ทั้งนี้หลังจากร่างกฎหมายลูกเสร็จแล้ว จะต้องส่งต่อไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. และใช้เวลาพิจารณาอีก 2 เดือน

โดยมีเงื่อนไขว่าหากมีความเห็นต่าง จะต้องตั้งกรรมาธิการร่วมและจะต้องใช้เวลาเพิ่มอีก 1 เดือนพิจารณา นั่นหมายความว่าขั้นตอนในส่วนนี้ จะเสร็จสิ้นช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2561 และเมื่อกฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง คือ 4 จาก 10 ฉบับของกฎหมายลูกทั้งหมดเสร็จ จะเป็นขั้นตอนการนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมพระมหากษัตริย์ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยภายในระยะเวลา 3 เดือน

55

และหลังจากนั้นกฎหมายกำหนดว่า ต้องมีการจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน หรือ 5 เดือน ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นเดือนกันยายนถึงตุลาคม 2561 รวมระยะเวลาทั้งหมดคือ 19 เดือน หรือ 1 ปี 7 เดือน แต่ทั้งนี้ หากบางขั้นตอนสามารถย่นระยะเวลาได้ การเลือกตั้งอาจจะเกิดได้เร็วขึ้น คือช่วง 6 เดือนแรกของปี 2561

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะยังคงใช้อำนาจตามมาตรา 44 ได้ เพราะมาตรา 265 ยังให้ คสช. อยู่ต่อ และมีอำนาจออกคำสั่ง ม.44 ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2557 ได้ต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ นอกจากนี้มาตรา 279 ยังให้คำสั่ง คสช.ที่ออกก่อนหน้านี้ และจะออก ตาม 265 วรรค 2 มีผลบังคับใช้ต่อไป ซึ่งการยกเลิกคำสั่ง คสช. จะต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ หรือต้องใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรี หรือ มติ ครม.

ขณะที่ รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 20 แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มีสาระสำคัญบางส่วน ที่ทำให้ก่อนหน้านี้ มีทั้งนักวิชาการ และนักการเมือง ต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นอย่างมาก นั่นคือ การเลือกตั้งในรูปแบบใหม่ ที่พรรคใหญ่ไม่มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว หรือเรียกว่า ระบบเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วนผสม”

ซึ่งเป็นการนําคะแนนจากการเลือกตั้ง ส.ส.เขตเลือกตั้ง มาคํานวณหา ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ของแต่ละพรรคการเมือง ซึ่งเป็นการเลือกตั้งแบบใหม่ โดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิเลือกได้เฉพาะสมาชิก ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง กล่าวคือ ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว จึงเท่ากับว่าเป็นการเลือกคนเท่ากับเลือกพรรค เพื่อให้พรรคการเมืองต้องหาผู้สมัครที่ดีที่สุดในแต่ละเขตเลือกตั้ง เพราะจะมีผลกระทบต่อคะแนนรวมที่แต่ละพรรคจะได้รับจากการเลือกตั้ง และนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองด้วย

ซึ่ง รศ.สิริพรรณ นกสวน อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า ระบบการเลือกตั้งแแบใหม่จะมีการซื้อเสียงจะสูงขึ้น รวมถึงนโยบายพรรคจะลดความสำคัญลง เนื่องจากมองที่ตัวบุคคลเป็นหลัก และเป็นระบบที่ทำให้พรรคการเมืองขนาดกลางถึงเล็ก ได้เปรียบกว่าพรรคการเมืองขนาดใหญ่

ข้อมูลเพิ่มเติม parliament