โพลเผย ประชาชนเชื่อ ม.44 แก้ปัญหาจราจรได้

นิด้าโพล เผยผลสำรวจ ประชาชน เชื่อม.44แก้ปัญหาจราจรช่วยลดการสูญเสีย – 65.28% ไม่เห็นด้วยเพิ่ม 1,000 บาทหากจ่ายค่าปรับล่าช้า

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” ร่วมกับคณะนิติศาสตร์ และคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “คนไทยคิดอย่างไรกับกฎหมายจราจรในวันนี้” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 29 – 31 มี.ค. ที่ผ่านมา จากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,250 หน่วยตัวอย่าง โดยเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับมาตรการการบังคับชำระจ่ายค่าปรับล่าช้าเพิ่มอีก 1,000 บาท หากผู้กระทำผิดกฎจราจรไม่ไปชำระค่าปรับภายใน 7 วัน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 65.28 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่า ระยะเวลาสั้นเกินไป ควรมีการแจ้งเตือนซ้ำอีกครั้ง และร้อยละ 31.44 ระบุว่า เห็นด้วยกับการบังคับชำระจ่ายค่าปรับล่าช้าเพิ่มอีก 1,000 บาท เพราะ เป็นการสร้างความกระตือรือร้นให้รีบไปจ่ายค่าปรับ เพื่อความเคร่งครัด ความเป็นระเบียบวินัย

ทั้งนี้ ด้านความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายกรณีผู้กระทำผิดกฎจราจรได้รับใบสั่งให้เสียค่าปรับแล้วไม่ดำเนินจ่ายค่าปรับภายในระยะเวลาที่กำหนด (15 – 30 วัน) จะไม่สามารถต่อภาษีประจำปีได้นั้นจะช่วยให้ผู้ที่ได้รับใบสั่งมาชำระค่าปรับเพิ่มมากขึ้นได้มากน้อยเพียงใด พบว่า ประชาชนร้อยละ 37.92 ระบุว่า จะช่วยให้ผู้ที่ได้รับใบสั่งมาชำระค่าปรับเพิ่มมากขึ้นได้มาก ร้อยละ 47.12 ระบุว่า จะช่วยได้บ้างระดับหนึ่ง ร้อยละ 11.04 ระบุว่า ไม่สามารถช่วยได้เลย และร้อยละ 3.92 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

นอกจากนี้ ความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศใช้ มาตรา 44 โดยให้ผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร ทั้งรถยนต์ส่วนบุคคลและรถสาธารณะ ต้องรัดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่งนั้น ว่าจะช่วยลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินจากการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเฉพาะในช่วงสงกรานต์ได้มากน้อยเพียงใด พบว่า ประชาชน ร้อยละ 35.44 ระบุว่า จะช่วยลดการสูญเสียชีวิต และทรัพย์สินได้มาก ร้อยละ 49.60 ระบุว่า จะช่วยลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินได้บ้างระดับหนึ่ง ร้อยละ 13.92 ระบุว่า ไม่สามารถช่วยลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินได้เลย และร้อยละ 1.04 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

ที่มา INN

สลดใจ ! เหตุโคลนถล่มในโคลัมเบีย ดับทะลุ 200 ศพแล้ว

เกิดเหตุน่าสลดใจ เมื่อโคลนถล่มอย่างหนักในเมืองทางตะวันตกของประเทศโคลอมเบีย หลังฝนตกหนัก มีผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก และมีผู้เสียชีวิตทะลุ 200 รายแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุโคลนถล่มขึ้นที่เมืองโมโคอา เมืองเอกของรัฐปูตูมาโย ทางตะวันตกของประเทศโคลอมเบีย เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 31 มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุด สำนักข่าว ‘ซีเอ็นเอ็น’ เปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวทะลุ 200 รายแล้ว

ทางด้านนาย กาเบรียล อุม่า โฆษกสภากาชาดโคลัมเบีย เปิดเผยกับสำนักข่าว ‘ซีเอ็นเอ็น’ ว่ามีผู้เสียชีวิต 206 ราย และอย่างน้อย 202 คนได้รับบาดเจ็บ กว่า 300 ครอบครัวต้องอพยพออกนอกพื้นที่ รวมถึงบ้านเรือนกว่า 25 หลังได้รับความเสียหาย รวมถึงโรงพยาบาลถูกปิด

สำนักงานจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติแห่งชาติ โคลนถล่มดังกล่าวเป็นผลมาจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนักติดต่อกันนานหลายชั่วโมง จนทำให้น้ำในแม่น้ำโมโคอา บนภูเขาและแม่น้ำสาขาอีก 3 สายเอ่อล้นตลิ่ง พัดพาน้ำ, โคลน และก้อนหินใส่บ้านเรือนอย่างหนักในช่วงกลางคืนซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนส่วนใหญ่กำลังหลับอยู่

ขณะที่กองทัพเริ่มออกปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชน จากความเดือดร้อนที่เกิดจากภัยพิบัติระดับชาตินี้ ตามมาตรการฉุกเฉินแห่งชาติแล้ว โดยหน่วยกู้ภัยระบุว่า มี 17 เขตที่ได้รับผลกระทบจากโคลนถล่มครั้งนี้

ที่มา  edition.cnn.com

‘อภิสิทธิ์’ นำสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ร่วม The Color Run Thailand วิ่งสาดสี

‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ นำสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมวิ่งในรายการ The Color Run Thailand วิ่งสาดสี

วันนี(1 เม.ย.) เวลา 16.30 น. ที่ แอร์พอร์ตลิ้งมักกะสัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมสมาชิกพรรค ร่วมวิ่งในรายการ The Color Run Thailand หรือวิ่งสาดสี ซึ่งประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

โดยผู้เข้าร่วมงานจะวิ่งในระยะทาง 5 กิโลเมตร ไม่มีการจับเวลา และขณะที่วิ่งผ่านทุก ๆ 1 กิโลเมตร จะถูกสาดด้วยผงแป้งหลากสีสันและการวิ่งสาดสีครั้งนี้มีกฎว่า แต่งกายด้วยเสื้อขาวบริเวณจุดสตาร์ท และเมื่อจบการวิ่งเสื้อผ้าจะเปรอะเปื้อนไปด้วยสีสันสดใส

ทั้งนี้ กิจกรรม The Color Run ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก เมื่อเดือนมีนาคม 2554 ในรูปแบบกิจกรรมการวิ่ง 5 กิโลเมตร เพื่อส่งเสริมสุขภาพและความสุข โดยเป็นการบุกเบิกการวิ่งสาดสี และสร้างสรรค์การวิ่งรูปแบบใหม่ที่แตกต่าง ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดี และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จนถูกจัดขึ้นแล้วกว่า 300 ครั้งในกว่า 50 ประเทศ