กสทช. ยันไทยไม่ปิด facebook แค่ขอความร่วมมือปิดเว็บเพจไม่เหมาะสม

กสทช. แจงสมาพันธ์อินเทอร์เน็ตแห่งเอเชีย ยันไทยไม่ปิด facebook เพียงขอความร่วมมือปิดเว็บเพจที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมตามกฎหมายไทย

นายฐากร ตันฐสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เปิดเผยภายหลัง นายเจฟฟ์ เพน ผู้บริหารระดับสูง สมาพันธ์อินเทอร์เน็ตแห่งเอเชีย เข้าพบว่า ทางสมาพันธ์ได้หารือเกี่ยวกับการแจ้งปิดเว็บเพจที่ไม่เหมาะสมบน facebook ที่ไทยอยู่ระหว่างดำเนินการ พร้อมแสดงความกังวลต่อเรื่องดังกล่าวว่าจะมีการปิดให้บริการ facebook หรือไม่

โดยทาง กสทช. ได้ชี้แจ้งกับทางสมาพันธ์ว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ทั้งหมดเป็นขั้นตอนการขอความร่วมมือในการปิดกั้นเว็บเพจที่ผิดกฎหมายไทยตามหมายศาลที่ออกมา ทั้งนี้ กสทช. ได้ขอความร่วมมือทางสมาพันธ์อินเตอร์เน็ตแห่งเอเชีย ประสานขอความร่วมมือไปยัง facebook อีกทางหนึ่ง เพื่อดำเนินตามกฎหมายไทยเนื่องจาก ไลน์, facebook, Google, twitter, yahoo อยู่ภายใต้การดูแลของสมาพันธ์

อย่างไรก็ตาม ทางสมาพันธ์ยินดีรับข้อเสนอของ กสทช. และจะกลับไปหารือกับกลุ่มสมาชิกเพื่อขอความร่วมมือในการดำเนินการตามกฎหมายไทย รวมถึงจะแจ้งมายัง กสทช. อีกครั้ง ขณะที่ในส่วนของการส่งหมายศาลแจ้ง facebook ปิดเว็บเพจที่ไม่เหมาะสมจำนวน 131 เว็บเพจนั้น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะเป็นผู้ประสานงานและส่งหมายศาลโดยตรง หลังจากได้หมายศาลแล้ว

EOD เผยลักษณะระเบิด รพ.พระมงกุฎ ตรงกับเหตุการณ์ปี 50

EOD เผย ลักษณะระเบิด รพ.พระมงกุฏ ตรงกับเหตุปี 2550 ชี้ รอผลตรวจดีเอ็นเอว่าคนประกอบเป็นคนเดียวกันหรือไม่

พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ ผู้กำกับกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด หรือ อีโอดี ระบุความเชื่อมโยงลักษณะระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าเมื่อวานนี้ กับลักษณะระเบิดที่ใช้ก่อเหตุในช่วงการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ปี 2550 ที่มีการก่อเหตุบริเวณเมเจอร์ รัชโยธิน ซอยราชวิถี 26 และกองบัญชาการทหารบก ว่า ทั้ง 2 เหตุการณ์ดังกล่าว มีวัตถุพยานที่เก็บได้ตรงกัน

ประกอบด้วย 1.ชิ้นส่วนท่อพีวีซี 2.ไอซีทามเมอร์ หรือ ตัวตั้งเวลา 3.วงจรประจุ 4.แบตเตอรี่ 5.สายไฟที่มีการเชื่อมต่อวงจร ทั้งหมดมีลักษณะวงจรประกอบเหมือนกัน แต่ต่างกันที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ามีการใช้ตะปูเป็นสะเก็ดระเบิด และไม่ยืนยันว่าคนประกอบเป็นคนเดียวกันหรือไม่ อย่างไรก็ตามต้องรอผลการตรวจดีเอ็นเอที่แจกันจากกองพิสูจน์หลักฐานตำรวจ

โปรดเกล้าฯ ถอดยศทหาร “ร.อ.เจตน์” เหตุละทิ้งหน้าที่

โปรดเกล้าฯ ถอดยศทหาร “ร.อ.เจตน์” พร้อมเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เหตุละทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุอันควร

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ถอดยศทหาร และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ความว่า มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ถอด ร้อยเอก เจตน์ บุญหมั่น ข้าราชการในพระองค์ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 12 พ.ค. 60 ซึ่งเป็นวันที่มีคําสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการเนื่องจากได้กระทําผิดวินัยฐานไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายและละทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุอันควร

เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง โดยมีกรณีความผิด กล่าวคือ ขัดคําสั่งผู้บังคับบัญชาและละทิ้งหน้าที่ในการถวายงานสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พฤติกรรมดังกล่าว จึงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ไม่สมควรดํารงอยู่ในยศทหารต่อไป ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยศทหาร (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2501 ประกอบระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยผู้ซึ่งไม่สมควรจะดํารงอยู่ในยศทหารและบรรดาศักดิ์ พ.ศ. 2507 ข้อ 2

และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นทวีติยาภรณ์มงกุฎไทยตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก และเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย ที่บุคคลดังกล่าวได้รับพระราชทานตามข้อ 6 และข้อ 7 (4) ของระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548