หวั่นเกิดอุบัติเหตุ!! การไฟฟ้านครหลวงเดินหน้า จัดระเบียบสายสื่อสาร

การไฟฟ้านครหลวงประสานผู้ประกอบการเจ้าของสายสื่อสารโทรคมนาคม ดำเนินการจัดระเบียบสายสื่อสาร ซอยวิภาวดี 9

วันนี้ (22 พฤษภาคม 2560) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ประสานผู้ประกอบการเจ้าของสายสื่อสารโทรคมนาคม ร่วมลงพื้นที่ดำเนินการจัดระเบียบสายสื่อสาร ณ บริเวณถนนวิภาวดี ซอย 9 เพื่อความมั่นคงปลอดภัย ปรับทัศนียภาพให้สวยงาม เนื่องจากปัญหาสายสื่อสารที่รกรุงรังและห้อยต่ำ อาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าจากอุบัติเหตุรถเกี่ยวสายสื่อสารจนทำให้เสาไฟฟ้าล้ม ทำให้ไฟฟ้าดับ และไม่ปลอดภัยต่อประชาชน

สำหรับพื้นที่ดำเนินโครงการจัดระเบียบสายสื่อสารที่ผ่านมา การไฟฟ้านครหลวง ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้ประกอบการสายสื่อสารโทรคมนาคม ได้ร่วมดำเนินการจัดระเบียบสายสื่อสารมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีพื้นที่ที่ดำเนินการจัดระเบียบไปแล้ว เช่น ถนนสุขุมวิท ถนนเพชรบุรี ถนนพระราม 1 ถนนพระราม 3 ถนนพระราม 4 ถนนรามคำแหง ถนนสุขสวัสดิ์ ถนนราชดำริ และถนนพญาไท เป็นต้น

ขณะที่ในปัจจุบัน ยังได้ดำเนินการเพิ่มเติมในพื้นที่บางส่วนของ ถนนงามวงศ์วาน ถนนสารสิน ถนนสาทรเหนือ ถนนสาทรใต้ ถนนกาญจนาภิเษก และถนนราชดำเนินกลาง (สี่แยกคอกวัว) รวมระยะทางการดำเนินงานของ กฟน. จากปี 2557 ถึงปัจจุบัน จัดระเบียบมาแล้วทั้งสิ้นมากกว่า 570 กิโลเมตร

ทั้งนี้ หากพบเห็นเสา สายหรืออุปกรณ์ในระบบจำหน่ายไฟฟ้าของ กฟน.อยู่ในสภาพชำรุดหรือไม่ปลอดภัย สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่การไฟฟ้านครหลวงเขตได้ทุกเขต หรือที่ศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้าการไฟฟ้านครหลวง MEA CALL CENTER โทร 1130 และแจ้งผ่าน MEA Smart Life ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนระบบ iOS และ Android ของการไฟฟ้านครหลวง ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

คดีพลิก! โจ๋วัย 16ปี ถูกเด็กแว้นถีบ ที่แท้กุเรื่องกลัวครอบครัวด่า

คดีพลิก! โจ๋วัย 16ปี ถูกเด็กแว้นถีบ ที่แท้กุเรื่องเผยมีสุนัขวิ่งตัดหน้ารถจักรยานยนต์ กลัวครอบครัวดุด่า

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 22 พ.ค. 60 ห้องประชุมสถานีตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลก พล.ต.ต.กิตติกร บุญสม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพิษณุโลก ว่าที่ร้อยตรีอิทธิพล บุบผะศิริ นายอำเภอเมืองพิษณุโลก พ.ต.อ.ทรงพล สังข์เกษม ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลก พร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมสอบปากคำ นายเอ๋ ( นามสมมุติ ) อายุ 16 ปี ซึ่งเป็นผู้ขับขี่ที่ได้พา เด็กหญิง ซี (นามสมมุติ) อายุ 3 ปี ที่ได้ให้การเบื้องต้นกับพนักงานสอบสวนว่าถูกเด็กแว้นถีบรถจักรยานยนต์และรุมทำร้ายร่างกายนั้น

โดยในวันนี้ได้ รับสารภาพว่าให้การแก่พนักงานสอบสวนข้างขึ้นต้นเป็นความเท็จ และได้เล่าเหตุการจริงให้ฟังว่า เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 60 เวลาโดยประมาณ 00.01 น. นายเอ๋ (นามสมมุติ) อายุ 16 ปี ได้ขับรถจักรยานยนต์พาเด็กหญิง ซี (นามสมมุติ) อายุ 3 ปี นั่งโดยสารบริเวณด้านหน้าของรถจักรยานยนต์ เพื่อไปเติมน้ำมันที่ปั๊ม ปตท. บริเวณแยกเรือนแพ เสร็จแล้วได้ขับขี่รถยานยนต์บนถนนสายมิตรภาพมุ่งหน้าไปทางสี่แยกอินโดจีน

และได้รับโทรศัพท์ของเเม่ของ เด็กหญิง ซี (นามสมมุติ) ให้ตนไปหาที่หน้าบริเวณห้างเซ็นทรัลฯ เมื่อมาถึงบริเวณร้านไก่ต้มน้ำปลาหน้าโรงแรมธรรมชาติ ได้มีสุนัขวิ่งตัดหน้ารถจักรยานยนต์ของตน จึงได้หยุดรถโดยกระทันหันทำให้รถเสียหลักล้มลง ทำให้ตนเอง กับ เด็กหญิงซี (นามสมมติ)อายุ 3 ปี ได้รับบาดเจ็บแผลถลอกตามร่างกายทั้งสอง

หลังจากนั้นตนเองได้ขับรถจักรยานยนต์ พา เด็กหญิงซี (นามสมมติ) ไปพบแม่ บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ และได้โกหก ไปว่าถูกกลุ่มวัยรุ่น ประมาณ 10 กว่าคนใช้รถจักรยานยนต์จำนวน 8 ถึง 9 คัน มาถีบรถจักรยานยนต์ของตนเองจนล้มและรุมทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บ หลังจากนั้นได้มีเจ้าหน้าที่กู้ภัยนำ เด็กหญิงซี (นามสมมุติ) อายุ 3 ปี ไปส่งโรงพยาบาลพุทธชินราช และได้มาแจ้งความเท็จกับพนักงานสอบสวนว่าได้ถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ

ส่วนสาเหตุที่ตนเองโกหก เนื่องจากกลัวแม่ของ เด็กหญิงซี (นามสมมุติ) อายุ 3 ปี เรียกค่าเสียหายจากตน เนื่องจากตนไม่มีเงินชดใช้ค่าเสียหายทั้งค่าบาดเจ็บของ เด็กหญิงซี (นามสมมุติ) พร้อมค่าเสียหายรถจักรยานยนต์ และยังทะเลาะกับครอบครัว จึงกลัวคนในครอบครัวดุด่าอีกทางหนึ่งด้วย จึงได้สร้างเรื่องเท็จในครั้งนี้

‘รู้ไว้ไม่เสียหาย’ นักดื่มต้องทราบ บทลงโทษใหม่ คดีเมาแล้วขับ!

หลังจากเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางตลอดทั้งวันของวันนี้ จากเหตุการณ์อาการ “เมาสุรา” ของดารานางแบบสาว “แอนนา รีส” ผู้ก่อเหตุอาละวาดและทำร้ายทรัพย์สิน ก่อนขับรถพุ่งชนรถคันอื่นจนได้รับความเสียหาย อันเป็นผลมาจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในปริมาณมากตาที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น  (อ่านข่าว : ฉาวอีก! “แอนนา รีส” เมาแล้วขับรถบีเอ็ม ชนเก๋ง – อาละวาดลั่น)

วันนี้ทีมข่าว MThai ได้หยิบยกข้อกฏหมายและบทลงโทษ ‘คดีเมาแล้วขับ’ ที่หนักขึ้นกว่าเดิม หลังจากมีการปรับปรุงประกาศขึ้นใช้ใหม่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา  เพื่อให้ทุกคนได้คำนึงถึงความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

ทุกท่านทราบไหมครับว่า ปัจจุบันประเทศไทยติดหนึ่งในอันดับต้นๆ ของการเกิดอุบัติเหตุทางจราจรด้วยอาการ “เมาแล้วขับ” ถึงแม้จะมีการออกกฏหมายควบคุมพฤติกรรมของนักดื่มเพื่อลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุได้มากเท่าที่ควร

โดยหลังจาก พ.ร.บ.จราจรฉบับใหม่ได้รับการอนุมัติจาก รัฐมนตรีมาเป็นที่เรียบร้อยและเพิ่มบทลงโทษสำหรับกรณีเมาแล้วขับ จากเดิมจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับ 5,000 บาท ถึง 20,000 บาท เป็นอัตราบทลงโทษใหม่ จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับขั้นต่ำ 10,000 ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ยังให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ มีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาต จนถึงการยึดรถที่ใช้ไม่เกิน 7 วัน

นอกจากบทลงโทษของผู้ที่เมาแล้วขับแล้ว หากเกิดเหตุจนทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ ยังมีโทษ จำคุก 1-5 ปี ปรับ 20,000-100,000บาท และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือถูกเพิกถอนไปเลย

และหากเมาแล้วขับจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายอย่างสาหัส จะมีโทษเพิ่มขึ้นเป็น จำคุก 2-6 ปี ปรับ 40,000-120,000 บาท พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือเพิกถอน แต่หากผู้นั้นถึงแก่ความตาย โทษจะเปลี่ยนเป็น จำคุก 3-10 ปี ปรับ 60,000-200,000 บาท รวมทั้งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

อย่างไรก็ดี ในส่วนของอดีตดารานางแบบสาว “แอนนา รีส” จะถูกลงโทษตามกฎหมายที่ถูกวางไว้ข้างต้นหรือไม่นั้น คงต้องติดตามกันต่อไป แม้ว่าจะไม่ได้ทำให้ใครได้รับบาดเจ็บหรืออันตรายจากการกระทำ ทว่าจากเหตุที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นครั้งที่สองแล้ว ที่อดีตดารานางแบบคนดังได้ก่อเหตุเมาแล้วขับ เพราะก่อนหน้านี้เคยก่อเหตุขับรถเบนซ์ ชนท้ายรถตำรวจจราจรกลาง บนถนนคู่ขนานมอเตอร์เวย์ ขาเข้า ช่วงกม.ที่ 1

เป็นเหตุให้ ร.ต.ท.นภาดล วงษ์บัณฑิต รองสวป.สภ.เมืองสุพรรณบุรี ช่วยราชการจราจรกลาง เสียชีวิตคาที่ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งในตอนนั้นศาลได้ตีราคาประกัน 1.2 แสนบาท ในการปล่อยตัวชั่วคราว แต่เวลาผ่านไปเพียง 2 ปี เธอกลับหวนมาก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวขึ้นซ้ำอีกครั้ง

ขอบคุณภาพจาก
masii.co.th