สหรัฐฯ ตั้งอดีต ผอ.FBI คุมสอบรัสเซียแทรกแซงเลือกตั้งสหรัฐฯ

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ แต่งตั้งนายโรเบิร์ต มุลเลอร์ อดีตผู้อำนวยการ FBI คุมสอบสวนกรณีรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯ และสายสัมพันธ์ระหว่างทีมหาเสียงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับรัสเซีย

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ แต่งตั้งนายโรเบิร์ต มุลเลอร์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลาง หรือ FBI เป็นที่ปรึกษาพิเศษการสอบสวน กรณีรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯ รวมถึงตรวจสอบว่าทีมหาเสียงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยหารือกับรัสเซียในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้วหรือไม่

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากสมาชิกรัฐสภาจากพรรคเดโมแครตและสมาชิกบางส่วนของพรรครีพับลิกัน เรียกร้องให้กระบวนการสอบสวนสายสัมพันธ์ของประธานาธิบดีทรัมป์และรัสเซียเป็นไปอย่างอิสระ

ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก หลังจากที่เขาสั่งปลดนายเจมส์ โคมีย์ พ้นตำแหน่งผู้อำนวยการ FBI ซึ่งเดิมทีต้องเป็นหัวหน้าคณะทำงาน เพื่อสวบสวนกรณีนี้

ประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุหลังจากทราบประกาศแต่งตั้งนายมุลเลอร์ว่า เขาต้องการให้กระบวนการสอบสวนดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เพราะเขามั่นใจว่า ผลการสอบสวนอย่างละเอียดจะชี้ชัดว่า คณะทำงานของเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทางการรัสเซีย

ด้านนายมุลเลอร์ ได้ทวีตข้อความที่ระบุว่า เขาจะรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ

ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า นายไมเคิล ฟลินน์ อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของทำเนียบขาว และที่ปรึกษาคนอื่นๆ ในทีมหาเสียงของประธานาธิบดีทรัมป์ ได้มีการติดต่ออย่างไม่เปิดเผยกับเจ้าหน้าที่ทางการรัสเซียอย่างน้อย 18 ครั้ง ทั้งทางโทรศัพท์และอีเมล์ ในช่วง 7 เดือนสุดท้ายของการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว

การติดต่อกันอย่างไม่เปิดเผยก่อนหน้านี้กำลังถูกตรวจสอบจาก FBI และคณะสอบสวนของรัฐสภา กรณีที่รัสเซียอาจแทรกแซงการเลือกตั้งของสหรัฐฯ โดยการติดต่อกัน 6 ครั้งผ่านทางโทรศัพท์เกิดขึ้นระหว่างนายเซอร์เกย์ คิสลยาก เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหรัฐฯ และที่ปรึกษาของนายทรัมป์ ซึ่งรวมถึงนายฟลินน์

ครม. ญี่ปุ่น อนุมัติร่างกฎหมายสละราชสมบัติแล้ว

คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น ผ่านร่างกฎหมายเพื่อเปิดทางให้สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ สละราชสมบัติ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะรัฐมนตรีของญี่ปุ่นได้มีการผ่านร่างกฎหมายสละราชสมบัติแล้ว โดยในวันนี้ (19 พ.ค. 60) ร่างกฎหมายดังกล่าว จะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

โดยการผ่านร่างกฎหมายสละราชสมบัติของคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นในครั้งนี้ ก็เพื่อเปิดทางให้สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงสละราชสมบัติ หลังจากที่พระองค์มีพระราชดำรัสผ่านสื่อโทรทัศน์เมื่อเดือน ส.ค. 59 ที่ผ่านมาว่า พระชนมายุที่มากขึ้นอาจเป็นอุปสรรคต่อการที่จะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ ให้ครบถ้วนสมบูรณ์

จึงทำให้ทุกฝ่ายตีความได้ว่าทรงทรงปรารถนาที่จะสละราชสมบัติให้แก่เจ้าฟ้าชายนารุฮิโตะ มกุฎราชกุมาร แต่กฎหมายของญี่ปุ่นไม่ได้มีการรองรับการสละราชสมบัติในลักษณะนี้ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออกกฎหมายใหม่เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์

ทั้งนี้กฎหมายฉบับนี้ถูกร่างขึ้นสำหรับสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้สมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์อื่นสละราชสมบัติโดยง่าย เนื่องจากการดูแลให้การสืบสันตติวงศ์เป็นไปอย่างราบรื่น อีกทั้งยังเป็นเรื่องท้าทายในช่วงเวลาที่สมาชิกราชวงศ์มีจำนวนลดลง

สำหรับกำหนดช่วงเวลาสละราชสมบัติว่าน่าจะเป็นเดือนธันวาคม 2561 เมื่อสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโต มีพระชนมพรรษาครบ 85 พรรษา และเปลี่ยนรัชสมัยเมื่อเข้าสู่ปี 2562 ซึ่งจะถือเป็นการสละบัลลังก์ของพระจักรพรรดิญี่ปุ่นครั้งแรกในรอบ 200 ปี

DSI อายัดรถหรู 122 คันสำแดงราคาต่ำเพื่อจ่ายภาษีน้อย

ดีเอสไอ แถลงอายัดรถยนต์หรู 122 คัน หลังพบมีการนำเข้าโดยหลีกเลี่ยงภาษีอากรน้อยกว่าราคาจริง ส่งผลให้รัฐเสียหาย กว่า 2,400 ล้านบาท

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ แถลงผลปฏิบัติการบุกตรวจค้นขบวนการนำเข้ารถยนต์หรูที่ หลีกเลี่ยงภาษีอากรโดยการสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง พร้อมกัน 9 จุด โดยสามารถอายัดรถยนต์จำนวน 122 คัน

ซึ่งปฏิบัติการดังกล่าว เป็นการสืบสวนสอบสวนต่อเนื่องจากเหตุการณ์รถเทรลเลอร์ บรรทุกรถยนต์หรู ที่ถูกไฟไหม้ ในอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดย ดีเอสไอ ได้รับความร่วมมือจากทางการอิตาลี ที่ให้ข้อมูลกลุ่มลูกค้าที่ซื้อขายรถ จนพบว่า บริษัท นิช คาร์ กรุ๊ป จำกัด มีการนำเข้ารถยนต์ เข้าราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีอากรและสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง

พันตำรวจโทกรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดี ดีเอสไอ ชี้แจงว่ากลุ่มผู้นำเข้า จะมีกระบวนในการหลีกเลี่ยงภาษี ในลักษณะซื้อรถยนต์ทั้งคัน ในราคา 12 ล้านบาท แต่จะมีการสำแดงราคาในเอกสารซื้อขาย ประมาณ 3ล้าน 4 แสนบาท โดยเป็นราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ถึงร้อยละ 40 ส่งผลให้รัฐเสียหายเฉลี่ยต่อคัน ประมาณ 10-18 ล้านบาท รวมมูลค่ารวมความเสียหายประมาณ 2,400 ล้านบาท