คนไม่เห็นด้วย ครูตัดผมเด็กนักเรียน ก่อนนำภาพโพสต์หวังประจาน

แชร์ว่อนภาพเด็กนักเรียนถูกครูตัดผมหลังยาวผิดระเบียบ ด้านชาวเน็ตชี้ไม่มีสิทธิ์แม้เป็นครู แนะลงโทษตามระเบียบของกระทรวงศึกษา 

วันนี้ (18 พ.ค. 60) ผู้คนในโลกออนไลน์ต่างพากันเข้าไปแสดงความเห็น โจมตีการกระทำของคุณครูท่านหนึ่งว่าไม่เหมาะสม หลังได้ลงโทษเด็กนักเรียนด้วยการตัดผม ก่อนจะภาพมาเผยแพร่ในสื่อออนไลน์

ทรงผมนักเรียน

โดยเฉพาะเพจเฟซบุ๊กดังอย่าง Drama-addict และ อยากดังเดี๋ยวจัดให้  ที่ได้มีแชร์ภาพดังกล่าว พร้อมกับแสดงความเห็นในทำนองว่า ถ้าครูจะสอนให้เด็กหวาดกลัว มากกว่าการใช้เหตุผลในการอธิบาย ประเทศชาติคงยากจะเจริญได้  ซึ่งการกระทำในลักษณะนี้เหมือนกับเป็นการเผยตัวตนความเป็นเผด็จการของครู  อีกทั้งเป็นการประจานเด็กนักเรียนให้ได้รับความอับอาย ไม่เกิดประโยชน์อะไร นอกจากได้ความสะใจในความทุกข์ของผู้อื่น

ดังนั้นหากอยากให้เป็นบทเรียน ก็ควรทำตามระเบียบบทลงโทษของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ระบุเอาไว้ว่า โทษที่จะลงโทษแก่นักเรียนหรือนักศึกษาที่กระทำความผิด มี 4 สถาน  คือ  ว่ากล่าวตักเตือน, ทำทัณฑ์บน, ตัดคะแนนความประพฤติ, ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่มีข้อไหนที่อนุญาตให้ตัดผมแล้วนำมาโพสต์ประจานเช่นนี้

สาวขี้วีนในคลิปฉาว ขับรถชนท้ายพบตำรวจแล้ว ปัดเป็นหลานอัยการ

ผบก.น. 4 เชิญสองคู่กรณีสาวชนท้ายอ้างเป็นหลานอัยการ เจรจา หลังคู่กรณีเข้าแจ้งเอาผิดฐานหมิ่นประมาท

จากกรณีที่มีการแชร์คลิปเหตุการณ์หญิงสาวสองรายมีปากเสียงและมีการระบุข้อความว่า ผู้ที่ถ่ายคลิปคือผู้เสียหายที่ ถูกหญิงสาวขับขี่รถยนต์ชนท้าย ที่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้า เลียบทางด่วนรามอินทรา – เอกมัย เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ก่อนที่หญิงสาวที่ขับรถยนต์ชนท้าย จะขับออกจากจุดเกิดเหตุโดยอ้างว่ามีธุระด่วน ก่อนที่ผู้ที่ขับขี่รถยนต์ชนท้ายจะหลบหนีออกจากจุดเกิดเหตุ จากนั้นผู้เสียหายและบริษัทประกันได้ติดตามไปยังคอนโดแห่งหนึ่ง จนเกิดมีปากเสียงขึ้นอีกครั้ง และหญิงสาวที่ขับรถยนต์ชนท้ายมีการใช้ถ้อยคำหยาบคายในการด่าคู่กรณี และยังมีการอ้างว่า เป็นหลานของอัยการ

ล่าสุด พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผบก.น.4 พร้อมด้วย พ.ต.อ.สุพล ค้ำชู ผกก.สน.โชคชัย ได้เชิญ นางสาวน้ำทิพย์ หรือ ก้อย ทองดี อายุ 33 ปี และนางสาวธันยกานต์ หรือ ส้มโอ สาเจริญ อายุ 26 ปี สองหญิงสาวคู่กรณีในคลิปดัง มาเจรจาที่สถานีตำรวจนครบาลโชคชัย เนื่องจาก ผู้เสียหายได้เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน เพื่อให้ดำเนินการเอาผิด คู่กรณีในข้อหาหมิ่นประมาท

นางสาวน้ำทิพย์ หรือ ก้อย ผู้เสียหาย ระบุว่าที่เข้าแจ้งความเนื่องจาก คู่กรณีไม่ยอมอยู่เคลียร์ในจุดเกิดเหตุและพยายามจะออกจากจุดเกิดเหตุ โดยให้ตนเองที่เป็นผู้เสียหายตามไปที่คอนโดของนางสาวส้มโอ โดยอ้างว่ามีธุระ แต่เมื่อไปถึงกลับโดนต่อว่าและด่าทอโดยใช้คำพูดหยาบคาย ข่มขู่ และยังมีการอ้างว่าเป็นหลานอัยการ

ขณะที่ นางสาวธันยกานต์ หรือ ส้มโอ รับสารภาพว่าเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวตามคลิปขึ้นจริง แต่ไม่ได้มีการอ้างว่าเป็นหลานของอัยการ ซึ่งในส่วนของค่าเสียหายได้ให้ทางบริษัทประกันดำเนินการชดใช้ตามขั้นตอน

ด้าน พล.ต.ต.นันทชาติ ระบุว่า ในส่วนของการดำเนินคดีทางเจ้าหน้าที่ได้มีการแจ้ง 3 ข้อหาแก่นางสาวธันยกานต์ คือ ดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า, ทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจโดยการขู่เข็ญ และขับขี่รถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย ซึ่งยืนยันว่าได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนส่งตัวผู้ต้องหาฟ้องต่อศาลแขวงพระนครเหนือ เพื่อให้ทางศาลพิจารณา

ข่าวจาก INN คลิปจาก matichon tv

มอบตัวแล้ว! 4 โชว์เฟอร์พัทยาป้ายเหลือง ก่อเหตุล้อม “อูเบอร์” ปะทะคารมดุเดือด

กรณีแท็กซี่พัทยาป้ายเหลืองล้อม “อูเบอร์” ล่าสุด 4 โชว์เฟอร์เข้ามอบตัวรับทราบข้อกล่าวหา ท่ามกลางกองหนุนทั้ง 2 ฝ่ายมาเผชิญหน้าหวิดปะทะคารมดุเดือด

กรณีเมื่อกลางดึกวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ ร.ต.อ.นิวัตน์ เพ็งแคน รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้น ได้มี
นายสุรศักดิ์ คูคำ อายุ 29 ปี อาชีพขับรถแท็กซี่ป้ายดำสังกัดบริษัทอูเบอร์ เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์พร้อมนำคลิปวิดีโอมาเป็นหลักฐาน หลังจากถูกกลุ่มแท็กซี่เมืองพัทยาประมาณ 5 – 6 คน ปิดล้อมรถยนต์ที่บริเวณริมถนนสาย 2 ย่านพัทยาเหนือ ม.5 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี และไล่ผู้โดยสาร ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศให้ลงจากรถ ซ้ำยังเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรมายึดใบขับขี่ให้ไปเสียค่าปรับที่ สภ.เมืองพัทยา ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการข่มขู่คุกคาม และเกรงว่าจะได้รับอันตราย จึงเดินทางเข้าแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน


เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 18 พ.ค.60 พล.ต.ท.จิตติ รอดบางยาง ผบช.ภ.2 พล.ต.ต.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบก.ภ.จว.ชลบุรี และ พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก.สภ.เมืองพัทยา ได้เชิญนายสุรศักดิ์ คูคำ อายุ 29 ปี คนขับรถแท็กซี่ป้ายดำสังกัดบริษัทอูเบอร์ มาสอบสวนเพิ่มเติม พร้อมกับเรียกคู่กรณีซึ่งเป็นคนขับรถแท็กซี่ป้ายเหลือง สังกัดสหกรณ์พัฒนาบ่อทอง และสหกรณ์แท็กซี่พัทยา จำนวน 4 คน

ประกอบด้วย นายกฤษณ์ แสงสุวรรณ อายุ 42 ปี นายชลอ ทุ่มเพชร อายุ 39 ปี นายศุภกฤต ทองปลื้ม อายุ 42 ปี และนายปราโมช วัฒนศิริมณี อายุ 29 ปี เข้ามารับทราบข้อกล่าวหา ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการ ไม่ให้กระทำการใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงและทรัพย์สินของผู้ถูกขืมขืนใจนั้น หรือใช้กำลังประทุษร้ายผู้ถูกข่มขืนใจให้กระทกการนั้น หรือไม่กระทำการนั้น หรือยอมจำนนต่อสิ่งนั้น , ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำการด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ซึ่งเบื้องต้นทั้งหมดให้การปฏิเสธ โดยมีคนขับรถแท็กซี่ของทั้งสองฝ่ายรวมแล้วประมาณ 20 คน เดินทางมาให้กำลังใจ

โดยนายกฤษณ์ แสงสุวรรณ 1 ใน 4 แท็กซี่ป้ายเหลือง ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนได้เปิดแอปพลิเคชันของอูเบอร์ดูทำให้ทราบว่ากำลังมีคนขับรถแท็กซี่ป้ายดำในสังกัดดังกล่าวกำลังไปรับลูกค้าชาวจีนบริเวณถนนพัทยาสาย 2 ย่านพัทยาเหนือ จึงโทรศัพท์แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา ให้ทราบ เพื่อดำเนินการจับกุม เพราะปัจจุบันแท็กซี่อูเบอร์ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นรถรับส่งสาธารณะอย่างถูกกฎหมาย

จากนั้นตนกับพวกจึงได้ติดตามสัญญาณจีพีเอส.ในแอปพลิเคชั่น จนไปพบรถเก๋งป้ายดำที่มีนายสุรศักดิ์ คูคำ เป็นคนขับ และมีนักท่องเที่ยวชาวจีนนั่งอยู่ในรถ พวกตนจึงเข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจกับนักท่องเที่ยวว่า รถแท็กซี่ที่ใช้บริการอยู่ขณะนี้เป็นรถที่ผิดกฎหมาย ซึ่งนักท่องเที่ยวก็เข้าใจดีไม่มีปัญหาอะไร

จากนั้นจึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจมาทำการจับกุม และเปรียบเทียบปรับนายสุรศักดิ์เป็นเงิน 1,000 บาท โดยไม่ได้ข่มขู่คุกคามและทำร้ายร่างกาย หรือแตะเนื้อต้องตัวนายสุรศักดิ์ แต่อย่างใด และอยากให้เจ้าหน้าที่ให้ความเป็นธรรม เนื่องจากปัจจุบันมีรถแท็กซี่ป้ายดำสังกัดบริษัทเอกชนเข้ามาหากินในพื้นที่เมืองพัทยา จนทำให้ผู้ประกอบการแท็กซี่ที่ขึ้นทะเบียนและเสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

ด้าน พ.ต.อ.พิสิฏฐ โปรยรุ่งโรจน์ รอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี ในฐานะนายตำรวจที่ควบคุมดูแลงานด้านจราจร เปิดเผยว่า จากการประชุมพูดคุยกับบรรดารถแท็กซี่ป้ายเหลืองเมื่อครั้งก่อนได้ข้อสรุปว่า กรณีที่ไปเจอรถแท็กซี่อูเบอร์เข้ามารับส่งผู้โดยสารในพื้นที่เมืองพัทยา ก็ให้โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาดำเนินการ ไม่ควรกระทำการใด ๆ โดยพละการเพราะอาจเกิดการกระทบกระทั่งกันได้

นอกจากนี้ยังกำชับให้สารวัตรจราจรยึดข้อกฎหมายเป็นหลัก หากพบมีรถแท็กซี่ของอูเบอร์วิ่งรับส่งผู้โดยสารก็ให้ดำเนินการจับกุมทันที ไม่มีการว่ากล่าวตักเตือน และให้ทำการเปรียบเทียบปรับในอัตราโทษสูงสุดคือ 2,000 บาท พร้อมกับฝากเตือนไปยังคนขับรถแท็กซี่ที่ยังไม่จดทะเบียนเป็นรถโดยสารสาธารณะทั้งหลาย ว่าไม่ควรนำรถออกมารับส่งผู้โดยสาร เพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในระหว่างที่กำลังแถลงข่าวอยู่นั้น กลุ่มคนขับรถแท็กซี่ทั้ง 2 ฝ่ายได้ตั้งคำถามให้อีกฝ่ายเป็นคนตอบจนกลายเป็นการโต้เถียงกัน ทำให้ พล.ต.ท จิตติ รอดบางยาง ผบช.ภ.2 ต้องออกโรงมาห้ามทัพ และขอให้ทั้ง 2 ฝ่ายแยกย้ายกันไป ทำให้ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใด ๆ เกิดขึ้น