นายกฯ แจงแนวคิดให้ยืมหนังสือเรียน ชี้ ช่วยประหยัดงบประเทศได้ปีละกว่าพันล้าน

พล.ท.สรรเสริญ เผย นายกฯ กำชับกระทรวงศึกษาธิการดูแลความปลอดภัยรับเปิดเทอม แจงแนวคิดให้ยืมหนังสือเรียน ยันไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ชี้ เป็นการฝึกวินัยและการคำนึงถึงผู้อื่น

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำชับไปยังกระทรวงศึกษาธิการให้เตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 ซึ่งจะเปิดพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 16 พ.ค. นี้ โดยให้แต่ละโรงเรียนเน้นเรื่องความปลอดภัย สำรวจจุดอันตราย ซ่อมแซมตึกอาคาร อุปกรณ์ไฟฟ้า โต๊ะเก้าอี้ เครื่องเล่นสนามให้มั่นคงแข็งแรง รวมทั้งตัดแต่งต้นไม้ สนามหญ้า กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์นำโรคต่าง ๆ ให้เรียบร้อย

4444

ส่วนเรื่องคุณภาพการศึกษา พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กที่ต้องการการพัฒนาอย่างเร่งด่วน หรือโรงเรียนไอซียู ซึ่งมีอยู่ประมาณ 3,000 แห่ง ที่ผ่านมาโรงเรียนเหล่านี้มีผลการประเมิน PISA ต่ำ เพราะการพัฒนามักลงไปไม่ถึง โดยให้ไปวิเคราะห์ว่าโรงเรียนเหล่านี้ต้องการความช่วยเหลือในเรื่องใด เช่น ครูผู้สอน อุปกรณ์การเรียน วิธีการสอน ฯลฯ แล้วแก้ไขให้ตรงจุด ยกระดับมาตรฐานให้ได้

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เร่งชี้แจงทำความเข้าใจกับพ่อแม่ผู้ปกครองและประชาชนถึงแนวคิดการให้ยืมหนังสือเรียนแทนการแจกหนังสือให้แก่เด็กทุกคน ตามนโยบายเรียนฟรี เรียนดี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ ว่า วันนี้คนไทยควรปรับวิธีคิดใหม่ โดยมองว่าจะช่วยเหลือประเทศชาติได้อย่างไร ไม่ใช่รอรับการสนับสนุนแต่เพียงอย่างเดียว โดยเด็กทุกคนยังสามารถนำหนังสือติดตัวกลับไปบ้านได้ตามปกติ แต่เมื่อสิ้นสุดปีการศึกษาก็ต้องนำกลับไปคืนโรงเรียนส่งต่อให้แก่นักเรียนรุ่นถัดไป เป็นการฝึกวินัยและการคำนึงถึงผู้อื่น เช่นเดียวกับในสิงคโปร์และเวียดนาม

ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะนักเรียนยังเรียนฟรีเช่นเดิม โดยหนังสือที่จะให้เด็กยืมเรียนนั้น จะต้องอยู่ในสภาพดีร้อยละ 70-80 ส่วนใดที่เสียหายก็จะซื้อทดแทนให้ใหม่ และหากวิชาใดมีการปรับปรุงเนื้อหาก็ต้องจัดหาให้ใหม่เช่นกัน โดยนักเรียนยังสามารถจดประเด็นสำคัญลงไปในหนังสือได้เหมือนเดิมส่วนแบบฝึกหัดแจกให้โดยไม่เรียกคืน อย่างไรก็ตาม ในแต่ละปีมีหนังสือเรียนสภาพดีและใช้งานได้อีกกว่าร้อยละ 30 ซึ่งหากนำกลับมาใช้ประโยชน์ต่อ จะช่วยประหยัดงบประมาณของประเทศได้ถึงปีละ 1,513 ล้านบาท

ชาวบ้านหาไข่มดแดงขาย สร้างรายได้วันละ 800 บาท

ชาวบ้านในจังหวัดนครสวรรค์ออกหาไข่มดแดง เพื่อนำไปขายตามตลาดสร้างรายได้สูงสุดวันละ 800บาท หลังจากในพื้นที่ประสบกับปัญหาภัยแล้ง ไม่สามารถทำนาได้

ชาวนา หมู่ 6 ตำบลท่าตะโก อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ ต้องขับรถตระเวนออกหาไข่มดแดงตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อนำไปขาย หลังจากในพื้นที่ประสบกับปัญหาภัยแล้งไม่สามารถทำนาได้ นางขวัญเมือง เทศดี ชาวบ้านในตำบลท่าตะโก บอกว่า ตนเองและครอบครัวต้องออกหารังไข่มดแดงในป่าท้ายหมู่บ้าน เพื่อนำไข่มดแดงที่ได้ไปขายตามตลาด ในราคากิโลกรัมละ 400 บาท ซึ่งก็สามารถสร้างรายได้ถึงวันละ 600-800 บาทเลยทีเดียว

ในขณะที่ไข่มดแดง เป็นสินค้าที่ตลาดต้องการอย่างมาก โดยเฉพาะร้านอาหารป่า ที่นำมาปรุงเป็นเมนูต่างๆ เช่น ก้อยไข่มดแดง แกงผักหวานใส่ไข่มดแดง ไข่เจียวไข่มดแดง และอีกสารพัดเมนูที่แม่ครัวจะนำไปดัดแปลง เพราะไข่มดแดงหาทานได้ยาก มีเฉพาะช่วงหน้าแล้งเท่านั้น

กฟน. ยัน นำสายไฟฟ้าลงใต้ดินตามโครงการมหานครแห่งอาเซียน

ผู้ว่า กฟน. ชี้ การหาผู้รับผิดชอบกรณีเสาไฟล้มทับคนตาย อยู่ระหว่างสืบสวน ยัน กฟน. นำสายไฟฟ้าลงใต้ดินตามโครงการมหานครแห่งอาเซียน

นายธีระวัฒน์ เทพอำนวยสุข ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เปิดเผยว่า จากกรณีลมกระโชกแรงทำให้ต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มทับสายสื่อสารและเหนี่ยวรั้งดึงเสาสื่อสารของเอกชน ล้มบริเวณซอยชิดลม จนทำให้มีผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิต เบื้องต้น กฟน. ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต โดยในวันพรุ่งนี้ กฟน. จะเดินทางไปเป็นประธานในการสวดพระอภิธรรมศพ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต จำนวน 20,000 บาท

พร้อมยืนยันว่า กฟน. ได้นำสายไฟฟ้าลงใต้ดินตามโครงการมหานครแห่งอาเซียน จนมาถึงช่วงอาคารที่เกิดเหตุแล้ว ซึ่งในปี 2562 ระบบสายไฟฟ้าช่วงถนนชิดลมจะดำเนินการลงใต้ดินทั้งหมด ขณะที่การหาผู้รับผิดชอบกรณีดังกล่าวตามกฏหมาย อยู่ในขั้นตอนการสืบสวนและรวบรวมหลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ระหว่างดำเนินการ

ทั้งนี้ นายธีระวัฒน์ กล่าวว่า กฟน. กำชับให้การไฟฟ้าเขตลงพื้นที่สำรวจพื้นที่ที่มีการปลูกต้นไม่ใหญ่ รวมถึงป้ายโฆษณา เพื่อส่งหนังสือแจ้งไปยังเจ้าของหรือเอกชนที่ดูแลให้ดูแลค้ำยัน ตัดแต่งต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาให้มีความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งหากอยู่ในระยะไม่ปลอดภัย สามารถแจ้งมายัง กฟน. เพื่อเข้าไปดูแลไม่ให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิต