นายกรัฐมนตรี ขอประชาชนยึดประโยชน์ชาติอย่าหลงเชื่อบิดเบือน ลุยแก้ปัญหาภาคใต้ ห่วงพื้นที่เสี่ยงภัยพายุฤดูร้อน สั่งรับมือน้ำท่วม เฝ้าติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด – คุย “ทรัมป์” เพิ่มการค้า-ลงทุนชู EEC
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าว ในรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ว่า วันนี้เป็นวันพืชมงคล ซึ่งเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรผู้ถือว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ เป็นเสาหลักที่ช่วยค้ำยันเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งรัฐบาลนี้ มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะสนับสนุนและยืนเคียงข้างเกษตรกรตลอดมา ในโอกาสนี้ขอส่งแรงใจให้เกษตรกร สำหรับฤดูกาลเพาะปลูกที่กำลังจะเริ่มขึ้น โดยตนและรัฐบาลจะดำเนินการมาตรการเพื่อดูแลและสนับสนุนเกษตรกรอย่างเต็มความสามารถ เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนด้านความเป็นอยู่ และรายได้ของเกษตรกรทุกคน

ที่ผ่านมานั้นรัฐบาลใช้เวลาตลอด 3 ปี แก้ไข ปรับปรุง พัฒนาทุกขั้นตอน เป็นระบบครบวงจร พร้อมกับสื่อสารกับประชาชน เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนามาอย่างต่อเนื่อง โดยได้นำปัญหาต่าง ๆ มาพิจารณาทั้งหมด และทยอยดำเนินการไปในทุกมิติ ทั้งซ่อมแซมสิ่งที่ชำรุด สร้างเพิ่มในส่วนที่ไม่เพียงพอ ซึ่งหลาย ๆ อย่างมีความก้าวหน้าไปมากพอสมควร
ส่วนเรื่องเศรษฐกิจระดับฐานราก ผู้มีรายได้น้อยนั้น รัฐบาลพยายามช่วยเหลือ และแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยขออย่าหลงเชื่อในวาทกรรม การบิดเบือน และการสร้างความเข้าใจที่ผิดๆ เนื่องจากอาจจะมีผู้ที่หวังผลให้บ้านเมืองไม่สงบสุข ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังเดินหน้าปฏิรูปตามยุทธศาสตร์ชาติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทุกอย่างสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ตามกฏเกณฑ์ และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ บ้านเมืองปลอดภัย สงบสุขเท่านั้น โดยวัตถุประสงค์ของกฎหมายแต่ละฉบับ ล้วนแต่มุ่งจะทำให้สังคมสงบสุข ไม่วุ่นวาย มีความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ แต่มีหลายคนพยายามนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองแล้วทุกอย่างมันจะเกิดการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นได้อย่างไร
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า ส่วนตัวต้องการให้ทุกคนนั้นได้คำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกันของคนไทย ของประเทศชาติ โดยในฐานะนายกฯและหัวหน้ารัฐบาล อยากจะเตือนให้สังคม ประชาชน ช่วยกันเรียนรู้ เฝ้าระวัง พร้อมทำความเข้าใจให้ดีที่สุด ต้องมุ่งสู่ผลประโยชน์ของชาติ ของประชาชนคนไทยเป็นหลัก ประเทศชาติต้องมีความสงบสุข มั่นคง ประชาชนปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีเศรษฐกิจที่ดี เพียงพอในทุกระดับ มันจึงจะเกิดขึ้นได้ในโลกแห่งความเป็นจริง
รัฐบาลได้กำหนดให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าและรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน สำหรับข้าว จะมีการดำเนินงาน 3 โครงการหลัก ได้แก่ (1) โครงการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ (2) การใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดี และ (3) โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ โดยมีระยะเวลาการดำเนินงาน 5 ปี งบประมาณรวม 25,871.14 ล้านบาท
ทั้งนี้ ได้เร่งรัดให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่โดยเพิ่มพื้นที่เป็น 750 แปลง เนื้อที่เพิ่มขึ้นอีก 0.75 ล้านไร่ พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดีใน 21 จังหวัด รวมพื้นที่ 300,000 ไร่ และขยายพื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์ให้ได้ 1 ล้านไร่ภายใน 3 ปี ครอบคลุมเกษตรกรจำนวนกว่า 66,000 ราย โดยในปีที่ผ่านมานั้นรัฐบาลได้ส่งเสริมระบบเกษตรแปลงใหญ่ทั่วประเทศ มีเกษตรแปลงใหญ่ที่ปลูกข้าวรวม 425 แปลง เนื้อที่กว่า1 ล้านไร่ ส่วนการปลูกข้าวอินทรีย์ มีแหล่งผลิตข้าวที่ได้รับการรับรองแล้วใน 47 จังหวัด จำนวน 5,362 แปลง พื้นที่รวมกว่า 60,000 ไร่
ส่วนการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร เพิ่มช่องทางการตลาด สร้างเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ และยกระดับรายได้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินนโยบายส่งเสริมเกษตรอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรเพิ่มช่องทางการตลาด สร้างเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ ยกระดับรายได้ และสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน พร้อมกับมุ่งเน้นให้พาณิชย์จังหวัดผลักดันเกษตรกรผลิตสินค้าอินทรีย์สู่มาตรฐาน สากล ปัจจุบันเกษตรกรที่ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ในจังหวัดต่างๆ กว่า 30 จังหวัด โดยในปี 2559 ไทยมีมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ประมาณ 4,000 ล้านบาท เป็นการส่งออกประมาณ 2,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 60 พร้อมคาดว่าในปี 2560 นี้ ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ สามารถเติบโตได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับก่อนหน้า สินค้าที่สำคัญได้แก่ ข้าว พืชผัก ผลไม้ เหล่านี้เป็นต้น มีเกษตรกรหลายรายได้พัฒนาการผลิตเกษตรอินทรีย์จนได้รับมาตรฐานสากลแล้ว
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า ภาครัฐหวังให้ EEC กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของอาเซียน เป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมอนาคต เป็นพื้นที่สำหรับการสร้างนวัตกรรม เป็นศูนย์กลางการคมนาคม การขนส่งและกระจายสินค้า และการบินของภูมิภาค ซึ่งจะทำให้ไทยเป็น gateway สำคัญหรือเป็นประตูเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคที่มีศักยภาพการเติบโตสูง
นอกจากนี้ พื้นที่ EEC จะตอบโจทย์อีกยุทธศาสตร์สำคัญที่จะสอดรับด้านการผลิต การขนส่ง และการเชื่อมต่อกับนโยบาย “One Belt One Road” ของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ซึ่งนโยบาย “One Belt One Road”ของจีนนั้น เป็นการสร้างความเชื่อมโยงกับอีก 64 ประเทศทั่วโลก ตั้งแต่เอเชีย ไปจนถึงยุโรปและแอฟริกา ซึ่งครอบคลุมจำนวนประชากรราว 4,500 ล้านคน ซึ่งหากไทยได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “One Belt One Road” ก็หมายถึงการเชื่อมต่อกับตลาดขนาดใหญ่ทั่วโลก
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ได้หารือกับสหรัฐอเมริกา กับประธานาธิบดี ทรัมป์ ในเรื่องของการเพิ่มมูลค่าการค้า การลงทุนของไทย และอาเซียน กับสหรัฐอเมริกา และได้มีการหารือกับรัสเซีย อียู และประเทศอื่นๆ ที่สำคัญด้วย
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า เศรษฐกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก ที่เรียกว่าไมโครเอสเอ็มอี (mSME) ล่าสุด สถานการณ์เริ่มดีขึ้นตามลำดับ รัฐบาลได้เข้าไปถึงปัญหา และได้สนับสนุนให้มีการเข้าถึงกองทุน มีการฟื้นฟู มีการให้ความรู้ เทคโนโลยี การพัฒนาตลาด การอำนวยความสะดวก ขณะเดียวกัน ตัวเลขการลงทุนของบีโอไอ ในช่วงสามปีที่ผ่านมา มียอดคำขอรวม 5,431 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวม 2.4 ล้านล้านบาท ลงทุนไปแล้วกว่า 1.62 ล้านล้านบาท และยังคงมีการขอเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีกับผลการประเมินของ WEF ที่เป็นองค์การต่างประเทศ ได้ประเมินว่าประเทศไทยมีความก้าว ในด้านเศรษฐกิจ ทั้งนี้อยากให้ทุกฝ่ายได้ร่วมมือกันสร้างความสงบสุข ความมีเสถียรภาพ ทั้งด้านการเมืองและความมั่นคงในประเทศให้มากที่สุด เพื่อรองรับโอกาสสิ่งดีๆ กำลังจะตามมา
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความเสียใจกับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ผู้ที่สูญเสียทรัพย์สินในเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นที่จังหวัดปัตตานี พร้อมขอชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว สามารถรวบรวมข้อมูลหลักฐาน ที่นำไปสู่การจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 1 คน จากผู้ก่อเหตุทั้งหมด 4 คน พร้อมขอความร่วมมือไปยังประชาชนและสื่อมวลชนไม่เผยแพร่หรือส่งต่อภาพและคลิปเหตุการณ์ระเบิดหรือเหตุการณ์รุนแรงทุกประเภทผ่านช่องทางต่าง ๆ เนื่องจากจะเป็นการตอกย้ำความรุนแรงที่เกิดขึ้น และเป็นการเข้าทางของผู้ก่อเหตุแล้ว ยังอาจส่งผลต่อรูปคดีและยังกระทบต่อความรู้สึกและบั่นทอนกำลังใจ ของประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ด้วย
ทั้งนี้ รัฐบาลและ คสช. รวมถึงกำลังทหารทั้งหมดที่ปฏิบัติหน้าที่ พลเรือน ตำรวจทหาร ได้พยายามใช้ทุกอย่างบังคับใช้กฎหมาย และเข้มงวดในการตรวจตรารถ ตรวจตราอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ในที่ชุมชน ซึ่งอาจจะไม่สะดวก แต่ก็ขอให้ช่วยกันอย่างเต็มที่ โดยขอให้ประชาชนร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ให้มากขึ้น หากเห็นสิ่งผิดสังเกต ไม่น่าไว้วางใจ ขอให้ช่วยเป็นหูเป็นตา ร่วมกันสอดส่องดูแล เพื่อไม่ให้เกิดเหตุร้ายขึ้นในชุมชน
นายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความยินดีกับทัพนักกีฬาเทควันโดไทยที่สามารถคว้า 6 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง จากการแข่งขันในรายการ ดับเบิล ยู ที เอฟ เวิร์ล เทควันโด บีช แชมป์เปี้ยนชิพครั้งที่ 1 โดยขอชื่นชมนักกีฬา ผู้ฝึกสอน ผู้สนับสนุน และคณะทำงาน สมาคมเทควันโดฯ ที่ทำผลงานได้เป็นอย่างดีเยี่ยม และชื่นชมนักกีฬาไทยที่ได้รับชัยชนะ มีคะแนนรวมเป็นอันดับ 1 โดยเฉพาะน้องเจล น.ส.เพ็ญกัญญา ไพศาลเกียรติกุล ที่คว้าชัยชนะคนเดียว 3 เหรียญทอง ซึ่งไม่ว่าจะได้เหรียญอะไรหรือไม่ ทุกๆคนที่เกี่ยวข้อง มีส่วนทำให้ประเทศไทยมีชื่อเสียง ทำให้คนไทยมีรอยยิ้ม มีความภาคภูมิใจ ขอให้ทุกคนมีกำลังใจสู้ เพื่อพัฒนาและรักษาระดับฝีมือเช่นนี้ต่อไป
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า ขณะนี้สภาพอากาศค่อนข้างแปรปรวน รัฐบาลมีความห่วงใยประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยจากพายุฤดูร้อน วันนี้ก็เริ่มเข้าฤดูฝนแล้ว ขอให้ระมัดระวัง ดูแลลูกหลาน และตัวเอง โดยขอให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำ ข้อแนะนำของกรมอุตุนิยมวิทยา โดยรัฐบาลได้สั่งให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมมาตรการ ในการลดความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วมแล้ว โดยได้กำชับทุกหน่วยงานให้พร้อมที่จะออกช่วยเหลือผู้ประสบภัย และแก้ไขปัญหาน้ำ อย่างครบวงจรรวมถึงรัฐบาลจะเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และแจ้งเตือนหากมีความจำเป็น ขอให้ประชาชนรับฟังข่าวสาร ช่วยกันร่วมเป็นหูเป็นตาร่วมด้วยอีกทางหนึ่งด้วย




