ทอท. ชี้แจงหลังถูกวิจารณ์แซด ปล่อยคนเข้ารับผู้โดยสารถึงเขตหวงห้าม

ทอท.แจงเหตุชายรับผู้โดยสารถึงประตู พบใช้บัตรตำรวจท่องเที่ยวเข้าพื้นที่

หลังการเผยแพร่ ของ ชายคนหนึ่ง ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊ก ช่วงเวลา 02.45 น. ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ บริเวณหน้าประตู F5 ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อกับทางลงมาจากเครื่องบิน โดยชายคนดังกล่าวได้ไปยืนดักรอรับเพื่อนที่เดินทางมาจากต่างประเทศ

โดยที่เจ้าตัวไม่มีตั๋วเครื่องบินหรือบัตรผ่านอนุญาต จนทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามเกี่ยวกับระบบความปลอดภัยของสนามบินสุวรรณภูมิ ว่า ปล่อยให้เข้าไปถึงขนาดนี้ได้อย่างไร และ ถ้าเกิดเป็นผู้ไม่หวังดีจะเกิดอะไรขึ้น นายนิตินัย ศิริสมรรถกร ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน ) กล่าวว่า บัตรดังกล่าวไม่ใช่บัตรของผู้ที่เดินทางเข้าไปรับผู้โดยสารตามที่ปรากฎในภาพ แต่เป็นบัตรที่ออกให้กับตำรวจท่องเที่ยว ซึ่งขณะนี้ ได้ถูกย้ายออกจากพื้นที่สนามบินแล้ว และมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง

ก่อนหน้านี้ น.ท.ฤทธิรงค์ ก้อนมณี รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (สายปฏิบัติการ 1) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ชี้แจง จากการตรวจสอบพบว่าบุคคลดังกล่าวได้ใช้บัตรรักษาความปลอดภัยชนิดไม่มีภาพถ่ายของผู้ถือบัตร ที่ ทสภ. ออกให้กับหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง

ซึ่งกำหนดให้ใช้ในภารกิจของหน่วยงานเท่านั้น ตามปกติการใช้บัตรประเภทดังกล่าวต้องมีเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานนั้นที่ประจำอยู่ที่ ทสภ. เป็นผู้นำพาเข้าพื้นที่หวงห้าม ซึ่ง ทสภ. ได้มีหนังสือแจ้งให้หน่วยงานดังกล่าวทราบว่าได้มีการกระทำที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งได้กำชับให้หน่วยงานกำกับดูแลเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบไม่ให้มีการกระทำเช่นนี้อีก ทราบว่าหน่วยงานดังกล่าวได้ดำเนินการลงโทษเจ้าหน้าที่ที่กระทำความผิดแล้ว

ขอยืนยันว่า ทสภ. ให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยภายในท่าอากาศยานอย่างเคร่งครัดให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานสากล เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่หวงห้ามของท่าอากาศยานและเป็นไปตามระเบียบของ ทอท. ว่าด้วย การเข้าออกหรืออยู่ในพื้นที่เพื่อการรักษาความปลอดภัย พ.ศ.2560 ทสภ.จะยกเลิกการใช้บัตรรักษาความปลอดภัยดังกล่าว ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2560 เป็นต้นไป

ที่มา JS100

หอการค้าไทย ชี้ คาร์บอมบ์ Big C ปัตตานี สูญไม่ถึงพันล้าน

หอการค้าไทย ชี้ คาร์บอมบ์ Big C ปัตตานี กระทบเศรษฐกิจไม่มาก สูญไม่ถึงพันล้าน วอน นายกฯแก้ปัญหาภาดใต้เด็ดขาด

นายวัฒนา ธนาศักดิ์เจริญ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคใต้ หอการค้าไทย เปิดเผยว่า เหตุคาร์บอมบ์ที่ห้างบิ๊กซี จ.ปัตตานี วานนี้ (9 พ.ค.) ผู้ก่อเหตุต้องการที่จะแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ เพราะที่ผ่านมาเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในถนนสายรอง สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคใต้ เชื่อว่าจะไม่มากหรือมีมูลค่าความเสียหายไม่ถึง 1,000 ล้านบาท เพราะเศรษฐกิจจ.ปัตตานี มีขนาดไม่ใหญ่

อย่างไรก็ตาม อยากเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รวมถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกคำสั่งปราบปรามและแก้ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นในภาคใต้อย่างเด็ดขาด เพราะเชื่อว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

ตำรวจมั่นใจหลักฐานคดี “ดีเจเชาเชา” รอผลตรวจรถ-ชันสูตรศพ ยังไม่แจ้งข้อหาใครเพิ่ม

ตำรวจมั่นใจพยานหลักฐานคดี “ดีเจเชาเชา” รอผลตรวจสอบรถและชันสูตรพลิกศพ ยังไม่แจ้งข้อหาใครเพิ่ม

พ.ต.ท.ธนู สุขเสริม รองผู้กำกับการสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลสายไหม เปิดเผยถึงความคืบหน้าในคดีที่ นายชวลิต ศรีมั่นคงธรรม หรือ ดีเจเชาเชา ขับรถชนท้ายรถจักรยานยนต์ของ นายจิรภาษ ธงอาษา จนเป็นเหตุให้นายจิรภาษ ได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ว่าเบื้องต้นจากการสอบถาม นางสมควร ธงอาษา มารดาของนายจิรภาษ ในส่วนของพยานผู้เห็นเหตุการณ์ ทราบเพียงชื่อเล่นของเยาวชนที่เป็นเพื่อนของผู้ตาย และอยู่ในเหตุการณ์เท่านั้น

อย่างไรก็ตามไม่ได้กระทบกับสำนวน เนื่องจากคำให้การเหล่านั้นเป็นเพียงส่วนประกอบสำนวน โดยทางพนักงานสอบสวนมีหลักฐานเป็นภาพจากกล้องวงจรปิด ประกอบคำให้การพยานแวดล้อมที่เคยสอบปากคำไปก่อนหน้านี้แล้ว ขณะเดียวกันต้องรอผลผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบรอยชนรถทั้ง 2 คัน ประกอบกับผลชันสูตรพลิกศพ ซึ่งคาดว่าจะได้รับในอีก 1 เดือน จากนั้นจะสรุปสำนวนส่งอัยการพิจารณาว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่ได้แจ้งข้อหาบุคคลใดเพิ่มเติม

ทั้งนี้นายชวลิต หรือดีเจเชาเชา ถูกแจ้งข้อหา 3 ข้อหา ประกอบด้วย 1.ข้อหาขับขี่รถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหายและเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2.ข้อหาขับขี่รถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ และ 3.ข้อหาขับรถโดยไม่จัดทำพ.ร.บ. ผู้ประสบภัยทางรถ พนักงานสอบสวนแจ้งไปแล้วทั้งหมด 3 ข้อหา