พล.ต.อ.ศรีวราห์ คดีระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า คืบหน้า 20%

รอง ผบ.ตร. เรียกประชุมคณะทำงานสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดีเหตุระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เผย คืบหน้า 20% ชี้ ผลการสืบยังไม่เป็นที่น่าพอใจ

วันที่ 29 พฤษภาคม 2560 เวลา 13.30 น. ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. เรียกประชุมคณะทำงานสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดีเหตุระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา เพื่อติดตามความคืบหน้าหลังแบ่งชุดเจ้าหน้าที่ลงสืบสวนแกะรอยเส้นทางหลบหนี การติดตามหาตัวผู้ส่งจดหมายเตือนเรื่องระเบิด รวมถึงผลการพิสูจน์บุคคลต้องสงสัยจากภาพวงจรปิด และผลการสอบปากคำพยานที่อยู่ในเหตุการณ์

พล.ต.อ.ศรีวราห์ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า สำหรับคดีดังกล่าวมีความคืบหน้าเพียง 20% โดยพยานหลักฐานยังไม่ชัดเจนหรือเพียงพอและยังไม่เป็นที่พอใจ แต่ตำรวจยังมีการดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางตำรวจสามารถยื่นคำร้องขอหมายจับเมื่อใดก็ได้ แต่อยู่ที่ดุลพินิจของศาลว่าจะอนุมัติหรือไม่ ทั้งนี้ที่ผ่านมาได้มีการสอบสวนจากที่เกิดเหตุแต่พยานในที่เกิดเหตุยังตอบคำถามได้ไม่เป็นที่พอใจ อีกทั้งหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ยังไม่มีความชัดเจนมากเพียงพอ จึงไม่สามารถติดตามตรงจุดอื่นได้

พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ผู้ต้องสงสัยมีเป็นร้อยคนซึ่งไม่สามารถตอบได้ว่าเป็นกลุ่มใด ขณะที่กล้องวงจรปิดภาพที่ออกมาก็ไม่ชัดเจน จึงยากต่อการสืบสวนสอบสวน เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าในส่วนของผู้ต้องสงสัยมีโกตี๋รวมอยู่หรือไม่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ ตอบว่าขอสงวนไว้ ในส่วนของการติดตามมือวางระเบิดขณะนี้กำลังไล่ดูอยู่ว่ามาจากทิศทางใด และวางระเบิดในช่วงเวลาใด อย่างไรก็ตามสำหรับความการวางระเบิดครั้งนี้นอกจากจะเชื่องโยงกับการวางระเบิดปี 50 แล้ว ยังพบว่ามีความเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดปี 53 ด้วย ทั้งนี้ตำรวจและฝ่ายความมั่นคงได้จับตาดูทุกกลุ่ม โดยยืนยันว่าได้พยายามอย่างเต็มที่ในการติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดี

ผบ.ตร.รู้ตัวมือระเบิดรพ.แล้ว เร่งล่าสอบ โยงก่อเหตุบึ้ม 3 จุด

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เผย รู้ตัวมือระเบิด รพ.พระมงกุฏเกล้าแล้วแต่ขออุบชื่อ – จัดชุดทีมไล่ล่า 201 นาย ล่าตัวมาดำเนินคดี

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าเหตุคนร้าย ลอบวางระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าว่า เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามตัวคนร้ายอยู่ โดยขณะนี้ทราบทั้งชื่อและนามสกุลของคนร้ายแล้วแต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ว่าจะออกหมายจับภายในสัปดาห์นี้หรือไม่

ส่วนจะเป็นคนเดียวกันกับที่วางระเบิดหน้าโรงละครแห่งชาติและกองสลากเก่าหรือไม่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่ายังอยู่ใน กทม.หรือหลบหนีไปแล้ว ส่วนกรณีที่มีการพาดพิงถึง นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ โกตี๋ ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดนั้น ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าโกตี๋เกี่ยวข้องในลักษณะใด แต่ยอมรับว่าข้อมูลจากการสืบสวนของตำรวจและทหารสอดคล้องกัน

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ยังไม่ได้รับรายงานจากทีมงานสืบสวนสอบสวนกรณี การเชิญตัวเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเก้ามาสอบปากคำวันนี้ ส่วนการแต่งตั้งคณะทำงานคลี่คลายคดีระเบิดกรุงเทพทั้ง 3 จุด จำนวน 201 คนนั้น เป็นการระดมนายตำรวจฝีมือดีที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในการทำคดีระเบิดเนื่องจากกรณีระเบิดสามจุดดังกล่าวเป็นเหตุการณ์สำคัญจากการใช้กำลังคนมากไม่ใช่การทำงานในลักษณะขี่ช้างจับตั๊กแตน

อย่างไรก็ตามในช่วงบ่ายของวันนี้ (29 พ.ค.) พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะเรียกประชุมชุดทำงานทั้งหมด ซึ่งเป็นการประชุมชุดใหญ่นัดแรกเพื่อแบ่งงาน เนื่องจากผู้กระทำความผิดทั้ง 3 จุด มีความเชื่อมโยงเกี่ยวพันกันเป็นคดีที่ยุ่งยากสลับซับซ้อน จึงต้องประชุมเพื่อแบ่งหน้าที่กัน

รองผบ.ตร. แถลงผลจับกุมยาเสพติดกว่า 6 ล้านเม็ด

รองผบ.ตร. แถลงผลจับกุมยาเสพติดกว่า 6 ล้านเม็ด รวมมูลค่าทั้งสิ้น 1,280,791,200 ล้านบาท

เมื่อเวลา 14.30 น. วันนี้ 29 พ.ค.60 ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด(บช.ปส.) ในสโมสรตำรวจ ถ.วิภาวดีรังสิต พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติด ร่วมแถลงผลการจับกุมเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญ ของ บก.ปส.3 และ บก.สกัดกั้นฯ บช.ปส. พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 6,251,586 เม็ด ยาไอซ์ 11.127 กิโลกรัม เคตามีน 2 กิโลกรัม รถยนต์ 10 คัน และโทรศัพท์มือถือ 22 เครื่อง รวมมูลค่าทั้งสิ้น 1,280,791,200 ล้านบาท โดยสามารถจับกุมได้ช่วงระหว่างวันที่ 22 -28 พ.ค.60

โดยพล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. กล่าวว่าการทำลายเครือข่ายยาบ้าในครั้งนี้จำนวนทั้งหมด 8 คดี สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 15 ราย และมีผู้ต้องหาอยู่ระหว่างการหลบหนีอีก 2 คดี ซึ่งส่วนใหญ่มีการลักลอบยาเสพติดมาจากพื้นที่ภาคเหนือเข้าสู่พื้นที่ภาคกลางเป็นจำนวนมาก โดยใช้รถยนต์และรถกระบะขับติดตามกันมาเป็นขบวน

อย่างไรก็ตามพบว่าพื้นที่ภาคกลาง หลายจังหวัดเป็นแหล่งพักยาเสพติดเช่น จ.ราชบุรี จ.ปทุมธานี จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.ลพบุรี โดยวิธีการซุกซ่อนยาเสพติดไว้ในตัวบ้านหรือบริเวณบ้านเพื่อรอการส่งลำเลียงหรือกระจายแก่ผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่ต่อไป