รุมจวกแก๊งวัยรุ่นอุตริ นำถังไก่ทอดใส่น้ำอัดลม แม้เป็นโปรรีฟิล

คลิปแก๊งวัยรุ่น ใช้ถังไก่ทอด KFC ใส่น้ำอัดลม หลังทางร้านจัดโปรบุฟเฟ่น้ำ ด้านชาวเน็ตชี้ไม่เหมาะสม กระทำไม่ควรจนเกินงาม 

วันนี้ (3 พ.ค. 60) ผู้คนในโลกออนไลน์ได้เข้าไปแสดงความเห็น โจมตีการกระทำที่ไม่เหมาะสมของชายวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง หลังปรากฏคลิปที่พวกเขาได้ก่อเหตุนำถังใส่ไก่ทอด KFC ที่กินเสร็จแล้วไปใส่น้ำอัดลม ก่อนจะเดินออกจากร้านไปอย่างหน้าตาเฉย แม้ว่าทางร้านจะจัดเป็นโปรโมชั่นน้ำก็ตาม

โดยเฉพาะเพจ อยากดังเดี๋ยวจัดให้ และแหม่มโพธิ์ดำ ที่พร้อมใจกันโพสต์คลิปและโจมตีการกระทำดังกล่าว โดยระบุว่า บรรพบุรุษ . . . เป็นถังเก็บน้ำเหรอ แดกเป็บซี่เยอะขนาดนี้ กูเข้าใจมรึงใช้โปรรีฟิล แต่ถังที่มึงใส่นั่นคือ ถังใส่ไก่ปะวะ? เข้าข่ายขโมยไหมไม่รู้ รู้แต่ทำเรื่องผิด ทำไมต้องถ่ายคลิปมาประจานตัวเองลงเฟซ ว่าแต่โปรรีฟิล KFC เป็นไงวะ? ถ้าที่อื่นมัน 1 คนต่อ 1 แก้ว นี่มรึงใช้สิทธิคนเดียวแดกทั้งฝูง เติมน้ำแบกกลับบ้าน กูว่าเถื่อนไป๊

เคเอฟซี, ไก่ทอด

สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์ ‘วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก’

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก

วันนี้ (3 พ.ค. 60 ) ภายในงานมีการกล่าวไว้อาลัยแก่สื่อมวลชนที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ จากนั้น นายปราเมศ เหล็กเพ็ชร์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้อ่านแถลงการณ์เนื่องในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก โดยระบุว่า สถานการณ์ของสื่อมวลชนไทยอยู่ในภาวะไม่ปกติ ภายใต้ประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติหลายฉบับ อีกทั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. … โดยเปิดทางให้อำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซงและควบคุมการทำหน้าที่สื่อมวลชน อีกทั้งยังเป็นการปิดกั้นและลิดรอนสิทธิการรับรู้ข่าวสารและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนและประชาชน

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพกิจการการแพร่ภาพและการกระจาย (ประเทศไทย) สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์และองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนรวม 30 องค์กร ได้เห็นความสำคัญของวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลกและตระหนักถึงสถานการณ์ด้านเสรีภาพของสื่อมวลชนไทย จึงขอเสนอต่อฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

1. ให้รัฐบาลยับยั้งร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. … เพราะนอกจากจะเป็นร่างกฎหมายที่จำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชนแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเนื้อหาที่ขัดกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560

2. ให้ยกเลิกบรรดาประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่มีเนื้อหาจำกัดเสรีภาพสื่อมวลชน เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มีเนื้อหารับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนไว้ชัดเจน

3. ให้สื่อมวลชนทุกประเภท พึงตระหนักว่า แม้รัฐธรรมนูญได้ให้หลักประกันในด้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชน แต่การกระทำหน้าที่ของสื่อมวลชนต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมตามกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพโดยเคร่งครัดและพร้อมที่จะรับการตรวจสอบจากสังคม

4. ขอให้ประชาชนในฐานะผู้บริโภคข่าวสารมีส่วนร่วมในการตรวจสอบควบคุมการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนให้อยู่ในกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพอย่างเข้มข้น

5. องค์วิชาชีพสื่อมวลชน ขอยืนยันว่า เสรีภาพของสื่อมวลชนมีความสำคัญต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การกระทำของทุกฝ่ายที่ละเมิดต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชน เป็นองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนไม่อาจยอมรับได้และจะต่อสู้เรียกร้องจนถึงที่สุด ทั้งนี้องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนมีความตั้งใจและความมุ่งมั่นที่จะทำให้กลไกกำกับดูแลกันเอง ทางด้านจริยธรรมที่มีอยู่แล้ว มีประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

เหยื่อถูกหลอกลงทุนออมทรัพย์ แจ้งความ บก.ปอท. หลังสูญเงินกว่า 20 ล้าน

ตัวแทนเหยื่อกว่า 20 คน เข้าแจ้งความ บก.ปอท. หลังถูก “น้ำตาล สุพรรณิกา” หลอกลงทุนออมทรัพย์สูญเงินกว่า 20 ล้าน

วันนี้ (3 พ.ค. 2560) ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ตัวแทนเหยื่อกว่า 20 คน เข้าแจ้งความกับ ตร.ปอท. หลังถูก น้ำตาล สุพรรณิกา หลอกเงินลงทุนให้ออมทรัพย์ โดยมีผู้เสียหายที่ถูกหลอกกว่า 120 คน รวมมูลค่าความเสียหายเป็นเงินกว่า 20 ล้านบาท ซึ่งการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายนำสื่อชักชวนให้คนมาลงทุนมากๆ และให้ดอกเบี้ยสูงเกินกว่ากฎหมายกำหนด

ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า รู้จักกับคนร้ายผ่านทางเฟซบุ๊กในกลุ่มของคนขับรถยี่ห้อเดียวกัน โดยคนร้ายมีชื่อเฟซบุ๊กว่า “น้ำตาล สุพรรณิกา” ได้หลอกให้ออมเงินผ่านโซเชียลไลน์ และเฟซบุ๊ก โดยให้เหตุผลว่า จะนำเงินดังกล่าวไปลงทุนทำเครื่องสำอาง และมีการทำสัญญาเงินกู้ หากใครที่อยู่ต่างจังหวัดจะมีการส่งสัญญาเงินกู้ผ่านทางไปรษณีย์ ซึ่งที่ผ่านมาทราบว่าคนร้ายพักอยู่ใน จ.มหาสารคาม

สำหรับการลงทุนออมเงินหากลงทุน 15,000-50,000 บาท จะให้เรทดอกเบี้ยตั้งแต่ 26-46% จะได้รับเงินดอกเบี้ยตั้งแต่ 10-30 วัน ของเงินที่ลงทุนไป โดยที่ผ่านมามีคนที่ได้รับเงินดอกเบี้ยจริง จึงมีคนเข้าร่วมลงทุนเพิ่มไปอีก ก่อนจะมามีปัญหาเรื่องการรับเงินดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อตัวคนร้ายได้