ผู้ค้าสัตว์น้ำจืดรายใหญ่ร้องทุกข์ ถูกแอบอ้างชื่อสวมสิทธิ์ ตั้งแต่ปี 58 คดีไม่คืบ

ทนายสงกานต์ พร้อมผู้ค้าสัตว์น้ำจืดรายใหญ่ ร้องอัยการ หลังบริษัทถูก 5 นิติบุคคล ปลอมแปลง และแอบอ้างชื่อสวมสิทธิ์ ส่งออกสัตว์น้ำจืดไปยังต่างประเทศ ตั้งแต่ปี 58 คดีไม่คืบ

วันนี้(25 พ.ค.) เวลา 13.30 น. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ชั้น 2 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ทนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ พานายพิสิทธิ์ หล้าสุดตา กรรมการผู้จัดการ บจก.ซี อินเตอร์ เนชั่นแนล โพรเซ่นโปรดักส์ ผู้ค้าสัตว์น้ำจืดรายใหญ่ของประเทศ พร้อมนำเอกสารหลักฐาน เข้ายื่นร้องทุกข์ต่อนายวัชระ อินทุสุต อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ หลังบริษัทถูก 5 นิติบุคคล ปลอมแปลง และแอบอ้างชื่อสวมสิทธิ์ ส่งออกสัตว์น้ำจืดไปยังต่างประเทศ ตั้งแต่ปี 58 เมื่อคำนวนความเสียหายจากการถูกนิติบุคคลต่างๆ รวมมูลค่ากว่าพันล้านบาท

โดยก่อนหน้านี้ ทางเจ้าหน้าที่ได้สรุปสำนวนว่า กรณีดังกล่าวเป็นการถูกสวมสิทธิ์ และปลอมแปลงเอกสารนอกราชอาณาจักรไทย ซึ่งผู้เสียหายให้การยืนยันว่า ใบรับรองสุขอนามัยสัตว์น้ำที่ถูกปลอมขึ้นในคดีนี้ ได้ถูกนำไปใช้ยืนยันสินค้ากับกรมศุลกากรที่ต่างประเทศ เพื่อให้ผ่านพิธีการตรวจสอบด้านเอกสาร

ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายไทยที่ได้กระทำนอกอาณาจักรไทย แต่คดีนี้ พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจเทศบาลทุ่งสองห้อง ผู้ที่ได้รับมอบหมายคดี กลับสอบสวนมิชอบด้วยกฎหมาย วันนี้ทางทนายจึงนำเอกสารมาส่งสำนวนดังกล่าวคืน

ทนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ กล่าวว่า วันนี้ตน พร้อมนายพิสิทธิ์ นำเอกสารหลักฐาน มายื่นร้องทุกข์ หลังจากที่คดีไม่มีความคืบหน้า โดยบริษัทผู้ค้าสัตว์น้ำจืดถูกอ้างสิทธิ์ปลอมแปลงเอกสารภายในราชอาณาจักร ไม่ใช่นอกราชอาณาจักรแต่อย่างใด จึงหวังว่าอัยการสูงสุดจะดำเนินการพิจารณาคดีให้ต่อไป

แฉ! เจ้าอาวาสวัดที่ขอนแก่น ทุบตีสามเณร ทำโทษด้วยอารมณ์

ผู้ปกครองเปิดภาพแฉ เจ้าอาวาสวัดทำโทษสามเณรด้วยอารมณ์ ลั่นจะเอาเรื่องถึงที่สุดเหตุรับไม่ได้ มีการท้าทาย ถามมึงรู้ไหมกูเป็นใคร ? 

วันนี้ (26 พ.ค. 60) ในโลกออนไลน์ได้เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เมื่อ ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘ข้าวโอ๊ต งุ๊งิ๊‘ ได้มีการโพสต์ภาพและข้อความอ้างว่า สามเณรของวัดแห่งหนึ่งถูกเจ้าอาวาสทารุณกรรมด้วยการทำโทษ ทุบตี บางคนถึงกับหัวแตก ฟันหัก และฉี่ราดออกมาจากความกลัว ซึ่งหลังจากผู้ปกครองของสามเณรเหล่านั้นทราบเรื่อง ก็ได้พากันเข้าไปเพื่อสอบถามถึงสาเหตุแต่กลับถูกเจ้าอาวาสคนดังกล่าวข่มขู่ แต่ต่อว่าเสียๆ หายๆ  โดยมีข้อความระบุว่า

ข่าวจังหวัดขอนแก่น, ข่าวพระ, เณร

จะทำโทษอะไร รุนแรงกันขนาดนั้น นี่มัน เรียกว่าการกระทำของมนุษย์รึป่าวนี่  ส่งลูกไปบวชเรียน #วัดหนองแวงตราชู #ก็คิดว่าจะปลอดภัยรอดพ้นจากสังคม สิ่งยั่วยุภายนอก แต่สิ่งที่ลูกฉันได้รับ คือการทำโทษ ที่รุนแรง เหมือนสัตว์นรกทำ เหมือนไม่ใช่คน

ดั้งหัก ฟันบิ่นแตก หัวโน ตีจนสลบ ที่เห็นหัวแตกสามเณรที่อยู่ในเหตุการณ์ ถูกตีหัวแตก เฆี่ยนหลังลาย เยี่ยวแตก
แต่ละรูปถูกกระทำด้วยอารมณ์ของเจ้าอาวาส วัดหนองแวงตราชู การกระทำเยี่ยงสัตว์นรกแบบนี้ รุนแรงเกินไปไหม?

ทีแรกว่าจะไม่เอาเรื่อง แค่เอาลูกออกมาจากวัดก็พอ แต่ดันมาถาม ว่า มึงรู้มัยว่ากูเป็นใคร ถ้ามึงคิดจะไปแจ้งความก็ไป
ก็กูตีลูกมึงไปแล้ว จะทำไม ก็ตีไปแล้ว เลว พระเลวๆ อย่างนี้ก็ยังมีอยู่เนอะ จะทำไงได้ ก็แค่แจ้งความ เอาผิด
ว่ากันไปตามกฎหมาย ละกัน ลูกใครใครก็รัก มาทำกับลูกฉันแบบนี้แล้วมาพูดท้าทาย แบบนี้ก็ไม่ยอมเหมือนกัน

DSI – กรมศุลกากร แถลงข่าว! ปราบปรามการนำเข้ารถยนต์เลี่ยงภาษี

กรมสอบสวนคดีพิเศษ และกรมศุลกากร แถลงข่าว กรณีการปราบปรามการนำเข้ารถยนต์ที่ลักลอบและหลีกเลี่ยงการชำระภาษีศุลกากร

เมื่อเวลา 13.30 น. วันนี้ 26 พ.ค. 60 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วย พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ แถลงข่าว ร่วมกับ นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เรื่อง ความร่วมมือระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ และกรมศุลกากร กรณี การปราบปรามการนำเข้ารถยนต์ที่ลักลอบและหลีกเลี่ยงการชำระภาษีศุลกากร

ตามที่ กระทรวงยุติธรรมได้มีนโยบายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการเชิงรุกในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปราบปรามกลุ่มขบวนการกระทำผิดเกี่ยวกับการลักลอบและหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร อันส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐ และสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวน กรณีการนำรถยนต์เข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีอากร และสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง

พบว่าบริษัทผู้นำเข้ารถยนต์ได้ระบุราคาสินค้าในใบขนสินค้าขาเข้าที่ผู้นำเข้าต้องแสดงต่อกรมศุลกากรเพื่อเสียภาษีอากร โดยมีการสำแดงราคาต่ำกว่าราคาเป็นจริง ซึ่งราคาโดยเฉลี่ยที่ผู้นำเข้าสำแดง คือ ไม่เกินร้อยละ 40 ของราคารถยนต์ที่บริษัทผู้ผลิตในประเทศต้นกำเนิดรถยนต์จำหน่าย จากข้อมูลที่ได้จากการสืบสวนสอบสวนเบื้องต้น พบรถยนต์เลี่ยงภาษีที่นำเข้ามาจำหน่ายเป็นรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูงและมีราคาแพงก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐเป็นจำนวนมาก

ต่อมาเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2560 พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และพ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน ได้มอบหมายให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 120/2560 ดำเนินการขอหมายค้นต่อศาลอาญาเพื่อตรวจค้นสถานที่เป้าหมายต้องสงสัย จำนวน 9 แห่ง สามารถอายัดรถได้จำนวน 122 คัน

และในวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 ได้เข้าตรวจค้นสถานที่เป้าหมายต้องสงสัยครั้งที่ 2 จำนวน 6 แห่ง โดยสามารถอายัดรถยนต์ได้อีกจำนวน 38 คันรวมทั้งสิ้น 160 คัน พร้อมตรวจยึดเอกสารสำคัญในการนำเข้ารถยนต์ ซึ่งเป็นรถยนต์หลายยี่ห้อ อาทิเช่นลัมโบกินี, โรลลอยด์, แมคคาเรน, โลตัส เป็นต้น หากเป็นความผิดจะมีมูลค่าความเสียหายกว่าที่ทำให้รัฐเสียหายเป็นจำนวนเงินกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานเอกสารที่เกี่ยวข้อง และตรวจสอบเอกสารที่ได้ทำการยึดมาจากบริษัท เพื่อพิสูจน์ทราบว่ามีการทำราคาต่ำเข้ามาในลักษณะใดหรือไม่

โดยหน่วยต่อต้านการโจรกรรมรถยนต์ สหราชอาณาจักร National Vehicle Crime Intelligence Service (NaVCIS) ได้ประสานความร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ พบว่ารถยนต์ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษจำนวนหนึ่งได้อายัดไว้เป็นรถยนต์ที่ได้รับการประสานจาก NaVCIS ว่าเป็นรถยนต์ที่มีการแจ้งหายไว้ที่สหราชอาณาจักร โดยส่งมอบข้อมูลรถยนต์ที่ถูกโจรกรรมจากประเทศของตนเป็นจำนวน 42 คัน

จากการสืบสวนเบื้องต้นพบรถยนต์ที่ถูกโจรกรรมจำนวน 10 คัน อยู่ในประเทศไทย และ NaVCIS ต้องการให้มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดโดยเร็ว และได้ประสานขอความร่วมมือมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษดังกล่าว จึงต้องทำการสอบสวนขยายผลถึงพฤติการณ์เพื่อจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ดังนั้น เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามเรื่องดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพ

จึงมีการประสานความร่วมมือกันระหว่าง พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร ในการร่วมมือกันปราบปรามขบวนการนำรถยนต์เข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีอากร และสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง และร่วมกันในการดำเนินคดีความผิดที่มีโทษทางอาญาของสหราชอาณาจักร ซึ่งการก่ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจดังกล่าวส่งผลกระทบกับสหราชอาณาจักรเป็นอย่างมาก

ภายหลังการสนธิกำลังเข้าตรวจค้นสถานที่เป้าหมาย ได้ปรากฏมีคณะบุคคลหรือบุคคลได้แอบอ้างตัวเป็นเจ้าพนักงานกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เรียกรับผลประโยชน์อันเป็นตัวเงินจากบริษัทหรือตัวแทนผู้จำหน่ายรถยนต์ที่อาจเกี่ยวข้องกับการถูกตรวจสอบว่าจะสามารถให้ความช่วยเหลือหรือเจรจาต่อรองไม่ให้ถูกดำเนินคดีได้

และจากการตรวจสอบของ “เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม” ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559 และกรมสอบสวนคดีพิเศษพบว่ามีบริษัทที่หลงเชื่อและโอนเงินให้กับคณะบุคคลหรือบุคคลดังกล่าวให้กับ นายอรรคพล ทรัพย์พูลปฐม แล้วจำนวนหนึ่ง พฤติการณ์ของนายอรรคพลฯ มีพฤติการณ์แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานฯ ให้บุคคลอื่นเกรงกลัว เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์อันมิชอบด้วยกฎหมาย

ทางเจ้าพนักงานทหาร ม.พัน 19 พล ร.9 และกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงได้เข้าตรวจค้นบ้านพักนายอรรคพลฯ และนำตัวส่งให้กับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ใคร่ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนให้กับบริษัทผู้นำเข้ารถยนต์และตัวแทนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประชาชนทั่วไป หากมีคณะบุคคลหรือบุคคลใด ๆ แอบอ้างตนเป็นเจ้าพนักงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อเรียกรับผลประโยชน์อันเป็นตัวเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวขออย่าได้หลงเชื่อ