ปิดคดีค่าโง่ทางด่วน ฎีกาชี้ กทพ.ไม่ต้องจ่าย 9.6 พันล้าน

โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เผยศาลฎีกาตัดสิน “กทพ.” ชนะคดีไม่ต้องจ่ายเงิน 9,683 ล้านบาทเศษ ให้ “บีบีซีดี” กรณีค่าก่อสร้างทางด่วน บางนา-บางพลี–บางปะกง ปี 2538

เรือโทสมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า เมื่อ 22 มิถุนายน ที่ผ่านมา ศาลแพ่ง ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีที่ กิจการร่วมค้าบีบีซีดี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหาย การทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ. เป็นเงินจำนวน 9,683 ล้านบาทเศษ กรณีก่อสร้างโครงการทางด่วน สายบางนา-บางพลี–บางปะกง เมื่อปี 2538

ซึ่งศาลได้พิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยวินิจฉัยสรุปว่า พฤติการณ์ของโจทก์กับพวก ทำสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้าง กับจำเลย โดยไม่สุจริตมาตั้งแต่ต้น โจทก์จึงมีส่วนร่วมในการกระทำโดยมิชอบ ด้วยกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงส่งผลให้สัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้าง ไม่มีผลผูกพันจำเลย อีกทั้งโจทก์กับพวกยังไม่มีสิทธิ์เรียกเงินส่วนต่าง หรือราคาคงที่เพิ่มเติม และดอกเบี้ยจากจำเลย

สำหรับการก่อสร้างดังกล่าว มีวงเงินตามสัญญากว่า 25,192,950,000 บาท แต่หลังก่อสร้างแล้วเสร็จ กิจการร่วมค้าบีบีซีดี และ บริษัท ช.การช่าง ได้ให้ กทพ.ชำระเงินค่าคงที่ที่เพิ่มขึ้นจากสัญญาอีกประมาณ 6,039,893,254 บาท กระทั่งมีการต่อสู้กันในศาลเรื่อยมา

จนใน ปี 2551 กิจการร่วมค้าบีบีซีดี ได้ยื่นฟ้อง กทพ.เป็นคดีใหม่ต่อศาลแพ่ง พร้อมเรียกร้องเงิน 9,683 ล้านบาทเศษ ซึ่งศาลแพ่งชั้นต้น ตัดสินให้ กทพ.แพ้คดี แต่ในปี 2556 ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายกฟ้อง ฝ่ายโจทก์จึงยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษา กระทั่งศาลฎีกา มีคำพิพากยืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องคดี

ศาลสั่งจำคุก ‘น็อต กราบรถ’ 2 ปี สารภาพลดเหลือ 1 ปี รอลงอาญา

ศาลมีคำพิพากษาสั่งจำคุก “อัครณัฐ อริยฤทธิ์วิกุล” หรือ “น็อต” 2 ปี ชี้สารภาพลดเหลือ 1 ปี พร้อมให้รอลงอาญา 2 ปี

วันนี้(30 มิ.ย.) นายสงกานต์ อัจริยะทรัพย์ ทนายความโจทย์ร่วม ในคดีที่ นายอัครณัฐ อริยฤทธิ์วิกุล หรือ น็อต อายุ 29 ปี ดารานักแสดง กับ นายวิทวัส ศรีบัณฑิตมงคล ตกเป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส และข้อหาอื่น

จากกรณีเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 จำเลยทั้งสอง ร่วมกันใช้กำลังทำร้ายร่างกาย นายกิตติศักดิ์ สิงห์โต หรือ บอย พนักงานคัดกรองเอกสาร สำนักงานสรรพากรตลิ่งชันบาดเจ็บจากการขับรถเฉี่ยวชนกัน บริเวณปาก ซ.เจริญกรุง 44 เปิดเผยภายหลังฟังคำพิพากษาว่า ศาลมีคำพิพากษา สั่งจำคุก นายอัครณัฐ กับเพื่อน เป็นเวลา 2 ปี ซึ่งเป็นโทษหนักสุดในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส แต่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงเหลือจำคุก 1 ปี ซึ่งจำเลยไม่เคยต้องโทษมาก่อน จึงให้รอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี และให้การทำงานบริการสังคม 24 ชม. คุมประพฤติ 1 ปี พร้อมรายงานตัวทุก 3 เดือน เป็นเวลา 4 ครั้ง ซึ่งโจทก์ร่วมจะไม่อุทธรณ์คดี เนื่องจากมีการเยียวยาเป็นเงิน 180,000 เรียบร้อยแล้ว

ทนายสงกานต์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนคดีที่ นายอัครณัฐ แจ้งความดำเนินคดีกับคู่กรณี ฐานขับรถหลบหนีหลังเกิดเหตุเฉี่ยวชน ว่าพนักงานสอบสวน สน.ยานนาวา ได้สั่งฟ้องและส่งสำนวนให้พนักงานอัยการศาลแขวงพระนครใต้แล้ว แต่นายกิตติศักดิ์ ได้ยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมเนื่องจากเสียค่าปรับไปแล้ว จำนวน 400 บาท และอัยการยังไม่มีคำสั่งทางคดี

โจรแสบ !! ขโมยพระพรหม มูลค่า 2 หมื่น – เจ้าของประกาศล่าผ่านเน็ต

โจรแสบขโมยพระพรหมทองเหลืองมูลค่ากว่า 2 หมื่นบาท เจ้าของอยากได้คืนมาบูชา

วันที่ 30 มิถุนายน 2560 เมื่อเวลา 7.00 น. เกิดเหตุพระพรหมทองเหลือง เคลือบทองคำเปลว ขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว ความสูงประมาณ 1 ฟุต ประจำศาลหน้าร้านอาหาร “คองแฟรงค์ เรสเตอรอง” ตั้งอยู่เลขที่ 101 หมู่ที่ 3 ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง มูลค่ากว่า 2 หมื่นบาท ถูกโจรขโมยหายไป  เจ้าของร้านขอให้พลเมืองดีแจ้งเบาะแส อยากได้กลับมาบูชา

โดย “นางสาววิกานดา   สุขแก้วมณี”  อายุ 34 ปี พนักงานร้านค้า กล่าวว่า  เหตุเกิดขึ้นหลังร้านปิดเวลา 3 ทุ่ม  ของวันที่ 27  มิ.ย. 60 ที่ผ่านมา จากนั้นเช้าวันรุ่งขึ้น แม่บ้านได้ไปเปลี่ยนน้ำ เช็ดทำความสะอาดศาลพระพรหมประจำวัน เห็นว่าพระพรหมได้หายไปแล้ว และสังเกตว่ามีร่องรอยรองเท้าแตะ แบบหนีบ อยู่บริเวณนั้น  จึงรีบแจ้ง “นายกิตติพงษ์ ชูเลื่อน” เจ้าของร้านให้ทราบและเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองตรัง

แต่กล้องวงจรปิดที่ร้านเสีย และด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์พนักงานในร้านได้เช็ดทำความสะอาดร่องรอยหลักฐานของคนร้ายที่ปรากฏบนศาลพระพรหมหน้าร้านจนหมดเกลี้ยง จึงไม่สามารถเข้าเก็บหลักฐานได้

ทั้งนี้ นางสาววิกานดา สุขแก้วมณี ได้เล่าอีกว่า หลังจากเจ้าของร้าน เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้คิดว่าคงไม่ได้พระพรหมคืน จึงได้โพสต์ภาพพระพรหมด้านหน้าร้านเมื่อตอนยังไม่ถูกขโมยกับหลังถูกขโมยไปแล้ว และเตือนภัยว่า

“เศรษฐกิจตกต่ำโจรชุกชุม ขนาดพระพรหม ยังโดนขโมย ใครพบเห็นรบกวนช่วยอินบ๊อก และรบกวนแชร์ให้ด้วย เนื่องจากต้องการได้คืนมาบูชาหน้าร้าน”