แม่ทัพภาค 4 เยี่ยมทหารเจ็บจากเหตุระเบิด อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี

พล.ท.ปิยวัฒน์ แม่ทัพภาค 4 เยี่ยมทหารเจ็บจากเหตุ ระเบิด อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2560 ที่ผ่านมา

ที่โรงพยาบาลเมืองปัตตานี พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 เยี่ยมเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจ 25 ปัตตานี ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดในพื้นที่ ต.น้ำดำ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.2560 ที่ผ่านมา ในส่วนของอาการบาดเจ็บ ส.อ.วุฒิพงศ์ เรืองพุทธ ยังมีเลือดออกในปอดสองข้าง และในช่องท้อง

โดยพลทหาร วุฒิชัย ณ พัทลุงมีแผลสะเก็ดระเบิดหน้าด้านขวา มีขาขวาหักรอผ่าตัด ส่วน ส.ท. นครินทร์ ฮึ่งฮง กระดูกข้อศอกซ้ายหัก ทั้ง 3 อยู่ที่ โรงพยาบาลปัตตานี ขณะที่ พลทหารเจ๊ะอามีน หะยีบูละ มีแผลที่ลำคอ ปอดแตก 2 ข้าง ตาบวม 2 ข้าง ส่งต่อโรงพยาบาลยะลา อาการยังสาหัส รอส่งต่อ โรงพยาบาลมอ.หาดใหญ่

ทั้งนี้ วัดสุวรรณากร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี พล.ท.คุณวุฒิ หมอแก้ว แม่ทัพน้อยที่ 4 เป็นประธานพิธีรดน้ำศพ เจ้าหน้าที่ทหาร หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 25 จำนวน 4 นาย ที่เสียชีวิตจากเหตุระเบิดบริเวณริมถนนทางเข้าอ่างเก็บน้ำบ้านชะเมา ม.5 ต.น้ำดำ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ที่ผ่านมา

ประกอบด้วย พลทหารอภิชาต หอยแก้ว พลทหารอดิศักดิ์ ฤทธิเดช พลทหาร เจษฏา รุ่งวงศ์ และ พลทหารวีรภูมิ บุปผา ท่ามกลางบรรยากาศความเศร้าโศกเสียใจของญาติ และเพื่อนทหาร จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ ได้พิธีเคลื่อนผศพไปยัง สนามบินบ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เพื่อนำศพกลับไปทำพิธี ตามศาสนาที่ภูมิลำเนา จ. นครศรีธรรมราช

กสทช. เผย ผลตรวจชาวจีนรับจ้างกดไลค์ พบกว่า 3 แสนซิมลงทะเบียนถูกต้อง

กสทช. เผย ผลตรวจชาวจีนรับจ้างกดไลค์ พบกว่า 3 แสนซิมลงทะเบียนถูกต้อง เร่งค่าย 3 มือถือส่งรายละเอียดให้ตำรวจสัปดาห์หน้าดำเนินคดี

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีชาวจีนต่างด้าวลักลอบนำซิมกว่า 3.47 แสนซิม มาใช้ดำเนินธุรกิจรับจ้างกดไลค์ พบว่า ซิมการ์ดทั้งหมดมีการลงทะเบียนอย่างถูกต้องโดยร้านตู้ที่ขายซิม ซึ่งถูกผู้ต้องหากว้านซื้อมาจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในจังหวัดบุรีรัมย์

เบื้องต้นผู้ประกอบการ 3 ค่าย ได้เข้าหารือและให้ข้อมูลจากการตรวจสอบซิมการ์ดที่เป็นของกลาง โดยเป็นเครือข่ายของเอไอเอส จำนวน 105,485 หมายเลข เป็นซิมการ์ดที่สามารถใช้งานได้อยู่ 6,650 หมายเลข เครือข่ายดีแทค จำนวน 104,339 หมายเลข เป็นซิมการ์ดที่สามารถใช้งานได้อยู่ 43,471 หมายเลข เครือข่ายทรูมูฟ จำนวน 105,458 หมายเลข เป็นซิมการ์ดที่สามารถใช้งานได้อยู่ 9,777 หมายเลข

โดยในจำนวนนซิมของทรูมูฟ เป็นค่ายที่มีการลงทะเบียนซิมสูงสุดคือ 2,972 ซิม 1 ต่อคน รองลงมาคือซิมของค่ายดีแทค ลงทะเบียนสูงสุดประมาณ 500 ซิมต่อ 1 คน และเอไอเอสลงทะเบียนสูงสุด 413 ซิมต่อ 1 คน ทั้งนี้ กสทช.ได้กำชับผู้ประกอบการค่ายมือถือทั้ง 3 ค่าย ส่งรายละเอียดการใช้งานซิมทั้งหมด พร้อมรายชื่อผู้ที่ลงทะเบียนซิมมากที่สุดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อย่างไรก็ตาม กสทช. ได้แจ้งความร้องทุกข์กรณีที่ชาวจีนกลุ่มนี้นำอุปกรณ์วิทยุคมนาคมมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่าผู้ต้องหาสั่งซื้ออุปกรณ์ดังกล่าวผ่านทางไปรษณีย์ ซึ่งถือเป็นความผิดทางอาญา มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท

นอกจากนี้ กสทช.จะเร่งรัดดำเนินการลงทะเบียนซิมการ์ดแบบสแกนลายนิ้วมือ เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลกับกรมการปกครอง โดยนำร่องใช้งาน 30 จุด ในพื้นที่ภาคใต้ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา และจะครอบคลุม 2-3 หมื่นจุดทั่วประเทศ ภายในปีหน้า ซึ่งจะทำให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจและภายในประเทศ

รมว.วัฒนธรรม นัดถกติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืน

รมว.วัฒนธรรม นัดถกติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ชี้ ขณะนี้ในลิสมีอยู่ประมาณ 133 รายการ

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 20 มิ.ย. 60 ที่ห้องประชุมศรีอยุธยา หอวชิราวุธานุสรณ์ ภายในหอสมุดแห่งชาติ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม นัดคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย ประชุมนัดแรก ตามคำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยมีผู้แทนจาก 32 องค์กรเข้ารวมการประชุม

สืบเนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงนาม คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 143/2560 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 โดยองค์ประกอบคณะกรรมการฯ ทั้งหมด 32 คน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธาน

โดย นายวีระ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า วันนี้ได้มีการพูดคุยในประเด็นกฎหมายหลักอนุสัญญายูเนสโก 1970 เพื่อทวงคืนวัตถุโบราณกับสู่ประเทศ ซึ่งประเทศไทยขณะนี้ยังไม่ได้เข้าร่วมภาคีเครือข่าย เบื้องต้นขณะนี้ทางกรมศิลปากรเตรียมจัดการเรื่องดังกล่าวไว้แล้ว ซึ่งหลักในการเข้าร่วมก็จะต้องมีข้อกฎหมายภายในประเทศรองรับ ซึ่งต้องดูในส่วนของกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ ตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน-โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุ โดยในส่วนนี้ได้เตรียมจัดตั้งอนุกรรมการเพื่อมาหลักข้อกฎหมายในส่วนนี้

สำหรับการรวบรวมรายการโบราณวัตถุขณะนี้ ในลิสมีอยู่ประมาณ 133 รายการ ส่วนใหญ่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจากการประชุมของคณะกรรมการและนักวิชาการมีความเห็นว่าอาจมีมากกว่าหรือน้อยกว่า 133 รายการ เนื่องการติดตามโบราณวัตถุต้องมีข้อมูลและหลักฐานที่ชัดเจนจึงจะใช้สิทธิ์ทวงคืนได้ ซึ่งก็เตรียมจัดตั้งอนุกรรมการเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด พร้อมตรวจสอบวัตถุโบราณที่จัดแสดงอยู่ในต่างแดนนอกเหนือจากสหรัฐฯ โดยได้รับการประสานงานกับทางกระทรวงการต่างประเทศเพื่อร่วมตรวจสอบ

อย่างไรก็ตามจากการติดตามทวงคืนโบราณวัตถุตั้งแต่ปี 2508-2560 ระยะเวลา 52 ปี เราได้รับคืนโบราณวัตถุจากต่างประเทศ 19 ครั้ง จำนวน 1,024 รายการ และสถิติการได้รับคืนโบราณวัตถุจากสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2510-2558 ในช่วง 48 ปี ได้คืนทั้งสิ้น 14 ครั้ง จำนวน 851 รายการ ล่าสุดได้รับคืนเมื่อปี 57 ได้รับคืน 554 รายการ ซึ่งเป็นโบราณวัตถุยุคก่อนประวัติศาสตร์สมัยบ้านเชียง และในปี 58 ได้คืน 2 ครั้ง จำนวน 76 รายการ และ 18 ราย

ทั้งนี้การแต่งตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันมีโบราณวัตถุของไทยถูกนำออก นอกประเทศเป็นจำนวนมาก ดังปรากฏพบทั้งจากการจัดแสดงและเก็บรักษาภายในพิพิธภัณฑสถานในต่างประเทศ อยู่ในความครอบครองของเอกชน หรือมูลนิธิเอกชน สถาบันการศึกษา หรือมีการซื้อขายผ่านสถาบันการประมูลโบราณวัตถุและศิลปวัตถุต่างๆ เป็นเหตุให้สูญเสียมรดกวัฒนธรรมของชาติ ขาดข้อมูลหลักฐาน เพื่อการเรียนรู้สำหรับคนในประเทศ ดังนั้นจึงดำเนินการตรวจสอบโบราณวัตถุและศิลปวัตถุไทยที่อยู่ในต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาและติดตามมาเป็นสมบัติและมรดกวัฒนธรรมของชาติต่อไป