‘ยิ่งลักษณ์’ ขออย่านำ ‘ทักษิณ’ โยงมือบึ้ม รพ.พระมงกุฎเกล้า

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมายังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ในคดีจำนำข้าว วอนอย่านำ ‘ทักษิณ’ โยงคดีบึ้ม รพ.มงกุฎเกล้า

วันนี้ (16 มิ.ย.60) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมายังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ท่ามกลางประชาชนที่มาให้กำลังใจอย่างหนาแน่น หลังศาลนับสืบพยานฝ่ายจำเลยนัดที่ 13 ในคดีจำนำข้าว ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ มาตรา 157 และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

สำหรับกรณีจับกุมผู้ต้องสงสัยคดีระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารได้ตรวจค้นบ้านพักของผู้ต้องสงสัยพบของกลาง คือ วงจรประกอบระเบิด ตะปูเกลียว เชื้อปะทุหรือดินระเบิด และ นาฬิกาแบบแขวนเป็นรูป นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่า ทักษิณเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ย่อมมีคนรู้จัก มีคนชอบ ซึ่งการที่ผู้ต้องสงสัยมีรูปทักษิณอยู่ในที่พักก็ไม่ได้หมายความว่าทักษิณจะสนับสนุนการใช้กำลังรุนแรง ขอความกรุณาอย่าเพิ่งเชื่อมโยง ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนก่อน

ชาวบ้านแห่ขอเลขเด็ดท่อนไม้เก่าแก่ คาดอายุกว่า 100ปี

ชาวบ้านแห่ขอเลขเด็ดท่อนไม้เก่าแก่ ที่จมอยู่ในบึงอ้อ จ.ชัยนาท คาดอายุมากกว่า 100 ปี เผยมีเลข 6 และเลข 4

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 60 ที่ผ่านมา ชาวบ้านในพื้นที่ ต.ท่าชัย อ.เมือง จ.ชัยนาทและใกล้เคียง เดินทางไปยังวัดอัมพวนาราม หรือวัดหลังดอน หมู่ที่ 7 ต.ท่าชัย หลังจากทราบข่าวว่าทางวัด ได้ใช้รถแบ็กโฮกู้ท่อนไม้โบราณขนาดใหญ่ขึ้นจาก ‘บึงอ้อ’ บึงน้ำเก่าแก่ของหมู่บ้าน แล้วนำมาตั้งแสดงไว้ที่กลางลานวัด พร้อมทั้งจัดเครื่องไหว้สักการะตามความเชื่อว่า ต้นไม้โบราณจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สิงสถิตย์อยู่ ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ที่มากราบไหว้จะนำดอกไม้ ธูป เทียน และพวงมาลัยมาไหว้ พร้อมทั้งนำแป้งมาทา และขัดถูเพื่อหาตัวเลข หวังที่จะนำไปเสี่ยงดวงในวันนี้ ( 16 มิ.ย.)

ทางด้านนายธนู ไล้เวียน ชาวบ้านเปิดเผยว่า ท่อนไม้โบราณท่อนนี้มีความใหญ่กว่าต้นไม้ในสมัยปัจจุบันมาก โดยคาดคะเนขนาดประมาณ 3 คนโอบ ความยาวประมาณ 10 เมตร 90 เซนติเมตร ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าท่อนไม้ต้นนี้ น่าจะมีอายุมากกว่า 100 ปี เพราะจากขนาดและสภาพที่แช่น้ำอยู่ก้นบึง จนผุกร่อนเหลือให้เห็นถึงแก่นไม้ คาดว่าน่าจะจมอยู่ในน้ำมานานมาก เพราะบึงอ้อที่ชาวบ้านพบท่อนไม้ดังกล่าว เป็นบึงน้ำเก่าแก่ประจำหมู่บ้าน ที่ผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้านเล่าต่อกันมาว่าบึงแห่งนี้ น่าจะมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

ซึ่งจากการสังเกตบรรยากาศภายในวัด คึกคักตลอดทั้งวัน เนื่องจากชาวบ้านที่มาชมแล้วได้โทรศัพท์บอกกันแบบปากต่อปาก จึงมีคนทยอยเข้ามาชมอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย ก็คือแผงสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่พ่อค้าแม่ค้าที่ทราบข่าวก็มาจองพื้นที่ ตั้งแผงขายกันภายในวัด ให้นักเสี่ยงโชคได้ซื้อหากันถึงที่ เมื่อสอบถามชาวบ้านถึงตัวเลขที่แต่ละคนได้ จากการขูดท่อนไม้โบราณหลายรายบอกตรงกันว่าเห็นเลข 6 และเลข 4

หนุ่มชัยนาทร้องสื่อฯฝากเงิน 8 หมื่นแต่ธนาคารลงยอดฝากให้แค่ 4 หมื่น

หนุ่มชัยนาท ร้องขอความเป็นธรรมต่อสื่อมวลชน หลังฝากเงิน 8 หมื่นบาท แต่ธนาคารลงยอดฝากแค่ 4 หมื่นบาท เผยพบการทำกระทำพิรุธของ จนท.ธนาคารในวันที่นำเงินฝาก

วันที่ 16 มิ.ย. 60 นายวชิระ อริยะพงษ์กรณ์ อายุ 41 ปี นำหลักฐานเป็นสำเนาเอกสารการฝากเงินเข้าบัญชีของธนาคารแห่งหนึ่งใน อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท (สาขาวัดสิงห์) มาร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมต่อสื่อมวลชน โดยเล่าว่าเมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา ตนซึ่งเป็นพนักงานร้านจำหน่ายอาหารสัตว์ ได้รับมอบหมายจากนายจ้างให้นำเงินสด จำนวน 80,000 บาท ไปเข้าบัญชีธนาคารตามปกติ

ซึ่งตนก็นับเงินต่อหน้านายจ้างว่าครบถ้วน ก่อนนำเงินจำนวนดังกล่าวที่มีทั้งแบงก์ 1,000 บาทและแบงก์ 500 บาทใส่กระเป๋ากางเกงไปยังเคาน์เตอร์ธนาคาร และเขียนเอกสารนำฝากจำนวน 80,000 บาทตามจำนวนเงิน แล้วส่งให้พนักงานทำการตรวจนับและออกสลิปรายการรับฝากให้ โดยตนไม่ได้ตรวจรายละเอียดในสลิปเพราะไม่เคยเกิดปัญหาขึ้น

จนกระทั่งผ่านไป 2 วันนายจ้างของตนได้นำเงินสดไปเข้าบัญชีเองจำนวน 110,000 บาทแต่เจ้าหน้าที่ธนาคารลงรายการรับเงินเพียง 11,000 บาท ซึ่งพนักงานยอมรับว่าทำงานผิดพลาดและได้แก้ไขรายการให้ ทำให้นายจ้างเริ่มไม่มั่นใจการทำงานของพนักงานธนาคาร จึงนำเอกสารรับฝากที่เก็บไว้ออกมาตรวจสอบ จึงพบว่าเอกสารรับฝากวันที่ 27 เม.ย. ที่ตนเป็นคนนำเงินไปฝาก มียอดการรับฝากไม่ตรงกัน คือตนเขียนยอดฝากและส่งเงินให้พนักงาน 80,000 บาท แต่ในสลิปออกรายการรับฝากให้เพียงแค่ 40,000 บาท

เมื่อสอบถามไปทางธนาคารเจ้าหน้าที่ก็ยืนยันว่านับเงินได้เพียง 40,000 บาท โดยเปิดภาพวีดีโอจากกล้องวงจรปิดให้ดูเป็นการยืนยัน ทำให้ตนเองตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่ายักยอกเงินนายจ้าง จึงต้องการขอความเป็นธรรม เพราะจากภาพกล้องวงจรปิดพบพิรุธบางอย่างที่พนักงานธนาคารมีการแยกเงินออกเป็น 2 ส่วนแล้วนำไปเข้าเครื่องนับเพียงส่วนเดียว แล้วเก็บอีกส่วนเข้าลิ้นชักโดยไม่มีการตรวจนับ ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุให้ยอดเงินหายไปหรือไม่

ตนจึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจร้อยเวรที่ตนไปลงบันทึกประจำวันไว้ ช่วยตรวจสอบภาพโดยละเอียดจากมุมกล้องอื่นๆเพื่อพิสูจน์ข้อสงสัยของตน เพื่อความกระจ่างในกรณีดังกล่าว ตามคำแนะนำของศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชัยนาทที่ตนไปร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือเมื่อเร็วๆนี้ เพราะหากตนพิสูจน์ตัวเองไม่ได้ ก็จะต้องถูกตราหน้าว่าเป็นคนคดโกง และที่ร้ายที่สุดอาจจะต้องติดคุกติดตารางด้วย

ผู้สื่อข่าวของเราติดต่อสอบถามเรื่องดังกล่าวไปยังธนาคารที่เกิดเหตุ ได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่ว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ ประจำสำนักงานใหญ่ ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งยังไม่มีมติออกมาว่าจะมีมาตรการดำเนินการอย่างไร จึงทำได้เพียงรอมติและเอกสารสั่งการอย่างเป็นทางการต่อไป