เจ้าคณะชุมพรตอกกลับสำนักพุทธฯ ลั่นไม่เคยรับเงินทอนงานก่อสร้างในวัด สามารถตรวจสอบได้
วันที่ 13 มิ.ย. 60 ที่วัดราชบุรณะ (พระอารามหลวง) เลขที่ 2 หมู่ 2 ต.ท่า-มะพลา อ.หลังสวน จ.ชุมพร พระราชวิจิตรปฏิภาณ เจ้าคณะจังหวัดชุมพร เจ้าอาวาสวัด เปิดเผยกับ ผู้สื่อข่าวว่า “จากกรณีมีการระบุว่า วัดราชบุรณะ รับเงินทอน จากเงินงบประมาณในการก่อสร้างสิ่งต่างๆ ตามงบประมาณ จากสำนักพระพุทธศาสนา ตามข่าวที่ปรากฏนั้น
พระราชวิจิตรปฏิภาณ เจ้าคณะจังหวัดชุมพร เจ้าอาวาสวัด จึงขอเรียนว่า สืบเนื่องจากเมื่อ วันที่ 2 พ.ย. 2532 จ.ชุมพร ได้ประสบวาตภัยพายุไต้ฝุ่นเกย์ วัดราชบุรณะ (วัดราษฎร์บูรณาราม สมัยนั้น) กรมการศาสนา ได้มีแผนฟื้นฟู จ.ชุมพร ด้านพระพุทธศาสนา ให้วัดราชบุรณะ จัดตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนสามัญศึกษา จัดการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนา และวิชาสามัญควบคู่กันไป เปิดสอนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533
จนถึงปัจจุบันการก่อสร้างอาคารต่างๆ ภายในวัดแห่งนี้ เริ่มตั้งแต่ การก่อสร้างอาคารโรงเรียนปริยัติธรรม ในสมัย นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี โดยการประสานงานของ นายสุวโรช พะลัง ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ในสมัยนั้น ซึ่ง เป็นการทำสัญญาว่าจ้าง ระหว่าง กรมศาสนา(ในสมัยนั้น) กับผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยที่วัดไม่เคยได้รับเงินมาไว้ในมือเลย
ต่อมาทางวัดได้รับการแนะนำ จาก ส.ส.สุวโรช ให้ประสานเพื่อของบประมาณสร้างหอประชุม เมื่อ พ.ศ. 2546 จึงได้ติดต่อประสานงานไปที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงานพุทธฯก็แจ้งให้ทราบจะออกแบบหอประชุมให้ ต่อมาสำนักพุทธฯได้ออกแบบหอประชุม แบบมาตรฐาน 2 ชั้น ไม่มีหลังคาขนาดกว้าง 18 เมตร ยาว 50 เมตร วิธีการก่อสร้าง สำนักงานพุทธ ฯ เป็นผู้ว่าจ้าง โดยทางสำนักพุทธ ฯ โอนเงินเป็นประเภทเงินอุดหนุนบูรณะวัด เป็นค่าก่อสร้างให้กับทางวัด แต่ทางวัดจะต้องโอนเงินตามจำนวนที่สำนักพุทธฯ อุดหนุน เพื่อจ่ายให้ผู้รับเหมาก่อสร้าง
ต่อมาได้มีการขอเงินงบประมาณอุดหนุนวัดในการก่อสร้างโบสถ์ และต่อเติมอาคารหอประชุมชั้น 3 เป็นเงินอุดหนุนจากสำนักงานพระพุทธศาสนา แต่การจัดซื้อจัดจ้างก็เป็นการดำเนินการระหว่างผู้รับเหมาก่อสร้างกับวัด และมีการโอนเงินมายังบัญชีของวัด เพื่อจ่ายค่างวดการก่อสร้างในแต่ละงวด เมื่อโอนมาเข้าบัญชีวัด จนท.ของ สำนักงานพระพุทธศาสนาก็จะโทรมาบอกให้วัดโอนเงินกลับไปยัง ผู้รับเหมาทันที อาทิโอนมา 1 ล้าน มายังบัญชีวัด วัดก็จะโอน กลับไปยังบัญชี ของผู้รับเหมาในวันเดียวกัน
นอกจากในบางครั้งเป็นบัญชี ของ ธ.กรุงไทยก็ จะโอนได้เพียงวันละ 5 แสนบาท ก็อาจต้องใช้เวลามากกว่า 1 วัน สรุปได้ว่า วัดราชบุรณะ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็น จากปี 2544 เป็นต้นมา เมื่อมีการโอนเงินตามที่วัดขออุดหนุน ทางวัดต้องจ่ายค่าค้างจ่ายผู้รับเหมา ยังมีเงินเหลืออยู่ก็ได้นำไปบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะต่าง ๆ ซึ่งมีปรากฏเนื้องานและหลักฐานการจ่ายเงินวัด
ส่วนผู้รับเหมาจะไปจ่ายเงินให้ใคร ในสำนักงานพุทธฯก็ไม่ทราบได้ ในบางครั้งผู้รับเหมาก็แจ้งให้โอนไปหลายบัญชีก็มี วัดก็ โอนไปตามคำสั่ง ซึ่งก็ไม่ทราบว่าจะเป็นใคร เนื่องจากเป็นคำสั่งของผู้รับเหมา ไม่เคยได้รับเงินทอนจากงบประมาณแต่อย่างใด ที่สำคัญในส่วนของวัดราชบุรณะ ได้ตรวจสอบการก่อสร้างอาคารทุกครั้งว่า เป็นไปตามงบประมาณหรือไม่ เมื่อเห็นว่าถูกต้องตามแบบก็ยอมรับว่าถูกต้อง
ก่อนหน้าจะมีข่าวได้มีตำรวจกองปราบ มาสอบสวนในรายละเอียด ก็ได้ให้รายละเอียดพร้อมทั้งเอาเอกสารหลักฐานต่างๆให้ดูทุกใบ และตำรวจก็บอกขอให้ข่าวตามความเป็นจริงแก่ ผู้สื่อข่าว แต่ไม่ต้องละเอียดมากเพราะจะเสียรูปคดี ก็เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังตามข้อเท็จจริงทั้งหมด เท่าที่เปิดเผยได้
วัดราชบุรณะ เป็นวัดที่มีการเรียนการสอน ทางด้าน ปริยัติธรรม วิชาสามัญ และความรู้ทั่วไป แก่ เด็กยากจน เด็กกำพร้า ที่มาบวชเป็นเณร จำนวน ร่วม 100 คน ในแต่ละวัน มีค่าใช้จ่าย ในการทำอาหารวันละประมาณ 2,000 บาท ยังแทบเอาตัวไม่รอด ถึงแม้จะเดินรับบิณฑบาต ตอนเช้าทุกวัน แต่ก็ไม่พอฉัน ต้องอาศัยญาติโยมรับผิดชอบเรื่องอาหารของเณร ยังมีค่าไฟฟ้า เดือนละ 27,000 บาทเศษ ถึง 40,000 บาทเศษ ที่วัดต้องพยายามหาผู้มีจิตศรัทธา และประหยัดควบคุมรายจ่ายทุกอย่าง
ทางเจ้าอาวาส ก็ไม่เคยมีเงินในบัญชีส่วนตัวแต่อย่างใด นอกจากบัญชีนิตยภัต (เงินเดือนพระ) ซึ่งก็ได้นำมาใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าเช่าเหมารถยนต์ รับ-ส่งเณรบิณฑบาต ตอนเช้า ทุกอย่างทำบัญชีตามระบบทั้งหมด สามารถตรวจสอบได้ ส่วนผู้รับเหมาจะไปจ่ายเงินทอนอย่างไร วัดไม่เคยรับรู้


