ศาตราจารย์วิจัยดีเด่น สกว. นพ. อภิวัฒน์ แจ้งความเอาผิด หลังถูกตัดต่อถ้อยคำเรื่องบัตรทอง พร้อมชี้แจงเจตนารมณ์ที่แท้จริง
วันนี้ (12 มิ.ย.60) ศาตราจารย์วิจัยดีเด่น สกว. นพ. อภิวัฒน์ มุทิรางกูร กรรมการแพทยสภา เดินทางเข้าแจ้งความ ที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญกรรมทางเทคโนโลยี หลังมีคนนำข้อความให้สัมภาษณ์สื่อเรื่องบัตรทองมาตัดต่อบิดเบือน จนถูกเข้าใจผิด เสื่อมเสียชื่อเสียง

ศาตราจารย์วิจัยดีเด่น สกว. นพ. อภิวัฒน์ ได้แจกเอกสารชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นต่อสื่อมวลชน โดยเนื้อหาระบุว่า การที่ตนเข้ามาแจ้งความนี้ ไม่ได้มุ่งหวังที่จะปกป้องเกียรติยศชื่อเสียงของตนเอง แต่ทำเพราะเห็นว่า การสร้างกระแสโซเชียลด้วยข่าวและเนื้อหาที่บิดเบือนในครั้งนี้ เป็นตัวอย่างสำคัญเกี่ยวกับการบิดเบือนข้อมูลเพื่อสร้างความเกลียดชัง จะส่งผลร้ายต่อการแก้ปัญหาของชาติและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศได้
พร้อมยืนยันว่า ตนชื่นชมผู้ริเริ่มนโยบาย 30 บาท เพราะทำให้คนไทยเข้าถึงบริการอย่างทั่วถึง ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีเงินจ่ายค่ารักษา อย่างไรก็ดีในฐานะที่อยู่ในวงการแพทย์ ก็ได้รับรู้ปัญหาต่าง ๆ ที่กระทบสุขภาพของคนไทย ตั้งแต่ การป้องกันโรค จนถึงประสิทธิภาพในการรักษา พวกเราได้ศึกษาแล้วพบว่า ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากวิธีการบริหารงานของ สปสช. เช่น สปสช. วางผลงานของ สปสช.ว่า อยากให้คนไทยเข้าโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ (จากการกำหนดตัวเลขจำนวนคนเข้าโรงพยาบาลในแผนงาน) โดยที่นโยบายของชาติควรเป็นตรงกันข้ามว่า คนไทยมีสุขภาพดีแข็งแรงทำให้มีความจำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาลน้อยลง

ในฐานะนักวิจัย เรามีข้อมูลชัดเจนว่าปัญหาหนึ่งที่เกิดในงานบริการรักษาโรคของโรงพยาบาลของรัฐ เกิดจากการที่ สปสช. เข้ามากำหนดมาตรฐานทางการแพทย์ เช่น สปสช. กำหนดให้ผู้ป่วยโรคไตวายได้รับการรักษาโดยการล้างเองที่บ้าน แต่ถ้าผู้ป่วยปฏิเสธการรักษาด้วยวิธีการล้างหน้าหน้าท้อง และเลือกจ่ายเงินเองเพื่อฟอกเลือดจะมีอัตราการตายลดลง 1 ใน 3
(รูปที่ 1) ที่น่าเป็นห่วงคือ ในปัจจุบัน สปสช. เข้ามาควบคุมมาตรฐานการแพทย์ด้วยวิธีการเหมาโหลทั้งยา และวิธีการรักษาโรคผู้ป่วยจนเกือบจะทุก ๆ โรค และถ้าวิธีเหมาโหลนี้ส่งผลการรักษาของโรคอื่น ๆ ในทางลบเช่นเดียวกับโรคไตวาย ถามว่า สุขภาพคนไทยน่าเป็นห่วงแค่ไหน

นอกจากนี้ ศ.ดร.นพ.อภิวัฒน์ ยืนยันว่า หากติดตามบทความของตนที่ลงในสื่อต่าง ๆ เป็นเวลานานนับปี นับสิบบทความจะพบว่า ตนไม่เคยเสนอสิ่งที่ลือกันในสื่อโซเชียลในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาเลย หากแต่ขอร้องเรียนให้ยึดการแก้ไขปัญหาด้วย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลัก โดยอาศัยหลักการที่ตรงไปตรงมาว่า สปสช. กระทรวงสาธารณสุข และประชาชน ซื่อตรงต่อหน้าที่ของตนและเข้าใจและเข้าใจหน้าที่บทบาทของแต่ละฝ่าย (รูปที่ 2)

ทั้งนี้ตนทราบดีและรู้สึกเป็นห่วงว่าเหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้กระทำผิด เพราะความไม่รู้ติดร่างแหมากมาย ตนจึงเข้าแจ้งความต่อ ปอท. เพื่อหาต้นตอที่สร้างกระแสโซเชียลในครั้งนี้ พร้อมทั้งขอร้องให้พี่น้องประชาชน ทุก ๆ ท่านว่าอย่าตกเป็นเครื่องมือของผู้แสวงหาผลประโยชน์อันพึงมิชอบ โดยไม่เห็นแก่ชีวิตและความสุขของคนไทยอีก

