ราคาทองวันนี้ทรงตัว ด้านเงินบาท ‘แข็งค่า’ ในรอบ 23 เดือน

ทองวันนี้ยังคงทรงตัว รูปพรรณขายออก 21,150 บาท ขณะที่ค่าเงินบาทเช้านี้ อยู่ที่ 33.95 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าสุดในรอบ 23 เดือน

สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองคำ ประจำวันที่ 6 มิถุนายน 2560 เปิดตลาดราคาทองคำในประเทศทรงตัวจากช่วงเย็นเมื่อวานนี้ โดยราคาขายทองคำแท่งอยู่ที่บาทละ 20,650.00 บาท รับซื้อบาทละ 20,550.00 บาท
ส่วนราคาขายทองรูปพรรณอยู่ที่บาทละ 21,150.00 บาท รับซื้อบาทละ 20,177.96 บาท

ด้าน  นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย กลุ่มงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยถึงอัตราค่าเงินระหว่างประเทศในวันนี้ ว่า เงินบาทแข็งค่าทะลุระดับ 34.00 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้งในช่วงเช้าวันนี้ โดยขยับเข้าใกล้ระดับ 33.95 บาทต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าสุดในรอบ 23 เดือน

ท่ามกลางสัญญาณที่สะท้อนว่า อาจจะมีเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ (หลังจากที่นักลงทุนต่างชาติมีสถานะขายสุทธิตลอดช่วง 5 วันทำการก่อนหน้า) นอกจากนี้ ทิศทางแข็งค่าของสกุลเงินในภูมิภาค ก็เป็นปัจจัยหนุนของค่าเงินบาทด้วยเช่นกัน

สำหรับกรอบความเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ คาดไว้ที่ 33.90-34.10 บาทต่อดอลลาร์ โดยอาจต้องจับตากระแสฟันด์โฟลว์ในตลาดการเงินไทย ขณะที่ จุดที่น่าสนใจในต่างประเทศจะอยู่ที่การเลือกตั้งอังกฤษ และการประชุม ECB ในวันพฤหัสบดีนี้

ศาลสั่งผู้ผลิตน้ำอัดลมดัง ชดใช้ผู้เสียหาย หลังขวดระเบิดใส่ผู้บริโภค

ศาลแพ่งพิพากษาให้เครื่องดื่มน้ำอัดลมดัง จ่ายกว่า 2 ล้านหลังพิสูจน์พบกระบวนการผลิตสินค้าไม่ปลอดภัย ผู้บริโภคเสนอให้เยียวยาผู้บริโภคทันทีจะเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการ

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 60 ที่ผ่านมา ศูนย์ข่าวเพื่อผู้บริโภค ได้มีการเปิดเผยว่า ศาลแพ่งได้มีคำสั่งพิพากษาให้เครื่องดื่มน้ำอัดลมยี่ห้อหนึ่ง จ่ายค่าเสียหายให้ผู้บริโภคกว่า 2 ล้านบาท หลังพิสูจน์พบว่ากระบวนการผลิตสินค้าไม่ปลอดภัย หลังเกิดอุบัติเหตุระเบิดใส่ผู้บริโภคจนได้รับบาดเจ็บจนตาบอด โดยเหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 57  ที่ผ่านมา

โดยรายงานระบุว่า ก่อนเกิดเหตุพนักงานในร้านได้ยกน้ำอัดลมยี่ห้อดังกล่าวออกมาจากตู้แช่เพื่อนำมาเสิรืฟให้ลูกค้า แต่แล้วเหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อน้ำอัดลมดังกล่าวได้ระเบิดจนเศษแก้วกระเด็นใส่ตาของลุกค้าทำให้ตาบอดสนิท ซึ่งหลังเกิดเหตุทางผู้บาดเจ็บได้เข้าไกล่เกลี่ยกับเจ้าของผลิตภัณฑ์แต่ไม่สามารถไกล่เกลี่ยได้ จึงได้มีการยื่นเรื่องฟ้องตาม พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 เรียกค่าเสียหาย 10,897,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 บาท ต่อปี นับจากวันยื่นฟ้อง นั่นคือวันที่ 18 พ.ค. 58

ซึ่งหลังการพิจารณาคดี ศาลได้พิพากษาเมื่อวันที่ 8 ก.พ.60 ให้จ่ายค่าเสียหายจำนวน 1,430,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันเกิดเหตุไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยคิดดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้อง รวมทั้งชำระค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบอาชีพทั้งปัจจุบันและอนาคตอีก 900,000 บาท โดยให้สงวนสิทธิ์ที่จะแก้ไขคำพิพากษาเกี่ยวกับค่าเสียหายอย่างอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงิน รวมถึงค่ารักษาพยาบาลในอนาคตไว้จนกว่าจะรักษาเสร็จ ภายใน 5 ปี นับตั้งแต่มีคำพิพากษา

ด้านนายเฉลิมพงษ์ กลับดี ทนายความจากศูนย์ทนายอาสามูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ผู้รับผิดชอบคดีกล่าวว่า การยื่นฟ้องในคดีนี้ ภาระการพิสูจน์อยู่กับผู้ ประกอบการที่จะต้องพิสูจน์ว่าสินค้าของตัวเองปลอดภัย

“ในการสู้คดีนั้นสู้กันด้วยหลักวิชาการซึ่งพบว่าแม้จะมีการตรวจวัดแรงดันก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขวดน้ำอัดลม แต่มีการนำขวดเก่ากลับไปใช้ซ้ำ จะเลิกใช้ขวดที่ชำรุดก็ต่อเมื่อขวดชำรุดเห็นประจักษ์ ซึ่งขวดที่อาจมีการชำรุดเราจะมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นเลย รวมถึงการขนส่ง การนำไปแช่ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิแบบเฉียบพลัน การถูกกระแทกเวลาขนส่ง ล้วนส่งผลต่อการชำรุดของขวด เมื่อพิสูจน์ไม่ได้ศาลจึงตัดสินว่าเป็นสินค้าไม่ปลอดภัย” นายเฉลิมพงษ์ กล่าว

นอกจากนี้ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อจะวิเคราะห์ได้รวดเร็วขึ้นผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากสินค้าไม่ปลอดภัยควรเก็บหลักฐานนั้นไว้ด้วย เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญได้พิสูจน์ รวมถึงหากมีใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลต่างๆก็ควรเก็บไว้เพื่อใช้ประกอบการเรียกค่าชดเชยต่างๆได้

ขณะที่ นางนฤมล เมฆบริสุทธิ์ หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่าไม่เฉพาะผู้ ประกอบการรายนี้เท่านั้น อยากให้รายอื่นๆตระหนักถึงเรื่ องนี้ด้วย อยากให้มีกระบวนการเยียวยาผู้ บริโภคที่รวดเร็วเพราะความเสียหายจากสินค้าอาจเกิดขึ้นได้

การได้รับความเสียหายจากสินค้ าอาจจะเกิดขึ้นได้ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วการชดเชยเยียวยาให้กับผู้บริโภคเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ผู้ ประกอบการต้องชดเชยให้กับผู้บริโภค ไม่ต้องให้ผู้บริโภคฟ้องแล้วถึงจะเยียวยา ถ้าผู้ประกอบการตระหนักถึงจุดนี้ น่าจะเป็นผลดีที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในการใช้สินค้านั้นต่อไป และเป็นการยกระดับมาตรฐานสินค้าของตัวเองด้วย” นางนฤมลกล่าว

ข้อมูลบางส่วนจาก isranews.org และ ศูนย์ข่าวเพื่อผู้บริโภค consumerthai.org

เด็กวัย 3 ขวบร้องลั่น! เหตุขาติดกับล้อ จยย.พ่วงข้างบรรทุกผลไม้

จนท.กู้ภัยรับแจ้งเหตุบริเวณหน้าไทยเกอร์บาร์เบียร์ ถนนพัทยา-นาเกลือ พบเด็กขาเข้าไปติดกับรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2560 เวลา 18.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ได้ประสานงานหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์เมืองพัทยา ไปช่วยเหลือเด็ก เกิดอุบัติเหตุขาเข้าไปติดคากับล้อรถจักรยานยนต์ ไม่สามารถนำออกมาได้ เหตุเกิดขึ้นที่บริเวณหน้าไทยเกอร์ บาร์เบียร์ ถนนพัทยา-นาเกลือ ม.5 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

ผู้สื่อข่าว MThai ได้ลงพื้นที่ติดตาม  พบชาวบ้านกำลังมุงดู ผู้บาดเจ็บทราบชื่อคือ ด.ช.นภัทร มัจ อายุ 3 ปี อยู่ในอาการร้องไห้ขอความช่วยเหลือ โดยที่ขาข้างขวาติดคากับช่วงล้อของรถจักรยานยนต์ พ่วงข้าง บรรทุกขายผลไม้ เจ้าหน้าที่จึงใช้อุปกรณ์งัดให้ซี่เหล็กของล้อให้มีช่องห่าง ก่อนจะค่อยๆ ดึงขาออกมาได้อย่างสำเร็จ เบื้องต้นพบว่าขาไม่มีอาการผิดรูป มีเพียงร่องรอยฟกช้ำและถลอก เจ้าหน้าที่จึงช่วยเหลือนำส่ง รพ.บางละมุง

จากการสอบถามทราบว่า ก่อนเกิดเหตุยายได้พา ด.ช.นภัทร มาตระเวนขายผลไม้และจอดขายอยู่บริเวณบาร์เบียร์ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุ ระหว่างที่รถจักรยายนต์และกำลังเคลื่อนตัวออกอย่างช้าๆ  ปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น เมื่อด.ช.นภัทร ซึ่งนั่งอยู่บนพ่วงข้าง  ได้หย่อนขาลงไปในช่องว่างระหว่างล้อ จากนั้นขาของน้องก็เข้าไปติดกับล้อพ่วงรถจักรยานยนต์

ทั้งนี้ คุณยาย พยายามดึงขาออกแต่ก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งมีชาวบ้านเห็นท่าไม่ดี จึงโทรศัพท์แจ้งตำรวจและหน่วยกู้ภัยมาตรวจสอบที่เกิดเหตุและสามารถช่วยน้องไว้ได้อย่างปลอดภัย