สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน เรือพิฆาตซ้อมรบ ข่มขวัญเกาหลีเหนือ

สหรัฐฯ ส่งเรือคาร์ล วินสัน ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดยักษ์ ส่วนทางด้านญี่ปุ่น ส่งเรือพิฆาต 2 ลำ ร่วมซ้อมรบทางทะเลครั้งใหญ่ ในทะเลญี่ปุ่น เพื่อข่มขวัญเกาหลีเหนือ

วันนี้ 2 มิ.ย. สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ความเคลื่อนไหวในคาบสมุทรเกาหลี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 มิ.ย. กองเรือรบของเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่ ยูเอสเอส คาร์ล วินสัน พร้อมด้วย เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส โรนัลด์ เรแกของสหรัฐฯ พร้อมด้วยเรือพิฆาตฮิวกะ และ อะชิกะระ ของญี่ปุ่น โชว์แสนยานุภาพทางทหารด้วยการซ้อมรบในทะเลญี่ปุ่น เพื่อข่มขวัญเกาหลีเหนือ ซึ่งบริเวณดังกล่าว เป็นบริเวณที่เกาหลีเหนือได้ทดสอบยิงขีปนาวุธนำวิถีมาตกเมื่อวันจันทร์ที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม การร่วมซ้อมรบครั้งนี้มีขึ้นขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ออกมาพูดโจมตีเกาหลีเหนือ หลังจากที่เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธอย่างต่อเนื่อง โดยยิงขีปนาวุธเข้ามาตกในพื้นที่น่านน้ำของญี่ปุ่นหลายครั้งก่อนหน้านี้ ทั้งยังเคยข่มขวัญว่าขีปนาวุธภายใต้การทดลองของตัวเอง มีอาณุภาพสามารถจู่โจมได้ไกลไปถึงสหรัฐฯ ซึ่งสหรัฐได้ทดลองระบบต่อต้านขีปนาวุธสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ที่มา www.independent.co.uk

พี่สาว ‘เสี่ยชูวงษ์’ ตามคดีที่กองปราบ หลัง 2 ปีคดียังไม่เข้าสู่ชั้นศาล

พี่สาว เสี่ยชูวงษ์ นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เข้าติดตามความคืบหน้าคดีที่กองปราบ หลังคดียื้อเยื้อ นานถึง 2 ปี ยังไม่เข้าสู่ชั้นศาล

วันนี้ 2 มิ.ย. 60 นางวันเพ็ญ ธนธรรมศิริ พี่สาวของนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างชื่อดัง เดินทางมาติดตามความคืบหน้าของคดีที่ นายชูวงษ์ เสียชีวิต ภายในรถยนต์ ที่มี พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพานิชย์ นั่งไปด้วย เหตุเกิดเมื่อ ปี 2558

โดยนางวันเพ็ญ กล่าวว่า หลังจาก อัยการ มีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง 4 ผู้ต้องหา ในคดีการรับโอนหุ้น แต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความเห็นแย้ง กับอัยการ โดยเห็นควรให้สั่งฟ้อง จึงเสนอเรื่องให้ อัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณา ซึ่งอัยการสูงสุด ได้สั่งการให้ พนักงานสอบสวน กองปราบปราม ทำการสอบพยานเพิ่มเติม

ตนเองในฐานะที่เป็นญาติของผู้ตาย ซึ่งถือเป็นผู้เสียหาย มีความกังวลว่า คดีนี้ อาจจะยืดเยื้อ ออกไปอีก เพราะน้องชายเสียชีวิตมานาน เกือบ 2 ปี แต่คดียังไม่ขึ้นสู่ชั้นศาล และอัยการกลับสั่งให้พนักงานสอบสวน ทำการสอบพยานเพิ่ม ไปเรื่อยๆ จนไม่ทราบว่าจะยุติเมื่อใด จึงฝากตั้งคำถามถึง อัยการ ว่า อัยการทำหน้าที่เป็นทนายของแผ่นดินแต่กลับมีคำวินิจฉัยไปในแนวทางนี้ รวมถึงตัวผู้ต้องหาเอง เป็นอดีตนายตำรวจ และ อดีตรัฐมนตรีช่วยฯ ย่อมรู้ขั้นตอนการสอบสวน เป็นอย่างดี แต่กลับไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ขณะที่ พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รองผู้บังคับการปราบปราม ระบุว่า สำนวนการสอบสวน เพิ่มเติม ในส่วนของกองปราบปราม นั้น พนักงานสอบสวน ได้ส่ง กลับไปให้อัยการสูงสุด เมื่อสัปดาห์ก่อน และขอให้ นางสาววันเพ็ญ มั่นใจในการทำงานของตำรวจ กองปราบปราม ว่าได้ทำงานอย่างเต็มที่

ที่มา… INN

ตร.ชัยนาทแจง ปมหนุ่มพะเยาได้รับใบสั่่งปริศนาขับรถเร็ว

ศูนย์ควบคุมความเร็วและอำนวยการจราจรตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท ชี้แจง ปมหนุ่มพะเยาได้รับใบสั่่งปริศนา  ยอมรับผิดพลาดเอง 

วันที่ 2 มิถุนายน 2560  จากกรณีที่ “นายสุริยะพงษ์ ชุ่มใจ” ชาวพะเยา ใน ต.แม่กา อ.เมือง จ.พะเยา นำใบสั่งของศูนย์ควบคุมความเร็วและอำนวยการจราจรตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท เข้าร้องสื่อมวลชนในพื้นที่ ว่าศูนย์ควบคุมความเร็วและอำนวยการจราจรตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท ได้ออกใบสั่ง ลงวันที่ 16 พ.ค. 2560 ในข้อหา “ขับรถในอัตราความเร็วเกินกฎหมายกำหนด” (อ่านข่าว : หนุ่มพะเยาโวย! เจอใบสั่งจากชัยนาท ทั้งๆ ที่ไม่ได้ไป)

จากข้อมูลตามใบสั่ง ได้แจ้งไว้ว่าเหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา บริเวณหลัก กม.131 ต.เสือโฮก อ.เมือง จ.ชัยนาท ซึ่งรถดังกล่าวที่โดนจับความเร็วนั้นเป็นรถยี่ห้อ “นิสสัน รุ่นเอ็กซ์เทล” สีขาว ทะเบียน กจ774 ลำพูน แต่รถของตนเองเป็นรถ “นิสสัน อเมร่า” สีขาวทะเบียน กจ 774 พะเยา และในวันดังกล่าวตนเองก็ไม่ได้ไปในพื้นที่ จ.ชัยนาทแต่อย่างใด จึงแปลกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้มาก พร้อมอยากให้ทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองชัยนาทเร่งแก้ไขโดยด่วน

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยัง ศูนย์ควบคุมสั่งการจราจรสถานีตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท เพื่อสอบถามเรื่องราวดังกล่าว พบว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้น เป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากในแต่ละวันนั้น ทางศูนย์ฯ จะต้องเร่งทำการ บันทึกข้อมูล เพื่อทำการส่งใบสั่ง ไปยังที่อยู่ของผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรในข้อหาขับรถในอัตราความเร็วเกินกว่ากำหนด ทำให้ในบางครั้งจึงอาจมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้  แต่เปอร์เซ็นต์ของการเกิดเรื่องราวแบบนี้นั้น จะเกิดขึ้นน้อยครั้งมาก

ด้าน พ.ต.อ.อนุสรณ์ กัณวเศรษฐ รอง ผบก.ภ.จว.ชัยนาท ผู้รับผิดชอบงานจราจรจังหวัดชัยนาท เปิดเผยว่า ในกรณีของการส่งใบสั่งผิด ที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้นั้น เป็นความผิดพลาดของทางศูนย์ฯ

เนื่องจาก เวลาเจ้าหน้าที่ทำการคีย์ ข้อมูลทุกครั้ง รูปภาพที่เห็น จะเห็นแค่ทะเบียน รุ่น และสีรถ ไม่มีรุ่นของรถบอก ในกรณีดังกล่าว เจ้าหน้าที่ เห็นว่า หมวดอักษรและเลขทะเบียน ตรงกัน ทั้งนี้ ยี่ห้อ และสีรถ ก็ตรงกันอีก ทำให้เจ้าหน้าที่เห็นแล้วก็ทำการบันทึกข้อมูลทันที จนเกิดการผิดพลาดขึ้น

โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงรีบทำการ โทรศัพท์ติดต่อไปยัง นายสุริยะพงษ์ ชุ่มใจ ทันที ที่ทราบข่าว เพื่อทำการขออภัยในการดำเนินงานผิดพลาด และทำการยกเลิกใบสั่งดังกล่าว พร้อมทำใบสั่งฉบับใหม่ เพื่อส่งไปยังเจ้าของรถที่แท้จริงต่อไป