ต๊อบ เถ้าแก่น้อย ติดโผมหาเศรษฐีหน้าใหม่ไทย ด้าน เจียรวนนท์ ยังรวยสุดอันดับ 1

ฟอร์บส์เปิดเผยรายชื่อมหาเศรษฐีไทย ประจำปี 2017 ตระกูลเจียรวนนท์ ยังครองแชมป์อันดับ 1 ขณะที่ ต๊อบ เถ้าแก่น้อย ติดโผเศรษฐีหน้าใหม่ อายุน้อยที่สุด รวย 2.1 หมื่นล้านบาท

นิตยสารฟอร์บส์ ได้เปิดเผยผลการจัดอันดับมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย ประจำปี 2560  โดยการจัดอันดับดังกล่าวไม่ได้เจาะจงเฉพาะตัวบุคคล แต่รวมไปถึงตระกูลและเครือญาติ ที่อ้างอิงจากข้อมูลผู้ถือหุ้น สัดส่วนผู้ถือหุ้น บทวิเคราะห์และรายงานของคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ซึ่งจาการสำรวจดังกล่าวพบว่า 2 ใน 3 ของ 50 มหาเศรษฐีไทย ล้วนมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ทำให้ทรัพย์สินรวมของ 50 อันดับ พุ่งขึ้นแตะ 4.26 ล้านล้านบาท โดยเพิ่มขึ้น 16 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับทรัพย์สินรวมของมหาเศรษฐีไทยที่สำรวจในช่วงเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว

สำหรับมหาเศรษฐีไทยที่ฟอร์บได้จัดอันดับประกอบด้วย

1. ตระกูลเจียรวนนท์ แห่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพีของไทย ยังคงเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของประเทศไทย โดยมีทรัพย์สินรวมอยู่ที่ 21,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.3 แสนล้านบาท)

2. นายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าพ่อแห่งวงการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทรัพย์สินรวมมูลค่า 15,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.24 แสนล้านบาท)

3. ตระกูลจิราธิวัฒน์ ที่มีทรัพย์สินรวมมูลค่า 15,300 ล้านดอลลาร์ (ราว 5.2 แสนล้านบาท)

4. นายเฉลิม อยู่วิทยา มีทรัพย์สินรวม 12,500 ล้านดอลลาร์ (ราว 4.25 แสนล้านบาท)

5. นายวิชัย ศรีวัฒนประภา ซึ่งมีทรัพย์สินรวมมูลค่า 4,700 ล้านดอลลาร์(ราว 1.59 แสนล้านบาท)

6. นายกฤตย์ รัตนรักษ์ ทรัพย์สินรวม 3,900 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.32 แสนล้านบาท)

7. นายวานิช ไชยวรรณ ทรัพย์สินรวม 3,800 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.29 แสนล้านบาท)

8. นายแพทย์ประเสริฐ ปราสาททองโอสถ ทรัพย์สินรวม 2,600 ล้านดอลลาร์ (ราว 8.8 หมื่นล้านบาท)

9. นายสันติ ภิรมย์ภักดี ทรัพย์สินรวม 2,300 ล้านดอลลาร์ (ราว 7.8 หมื่นล้านบาท)

10. นายอาลก โลเฮีย ซึ่งเป็นนักธุรกิจเชื้อสายอินเดีย ทรัพย์สินรวม 1,750 ล้านดอลลาร์ (ราว 5.9 หมื่นล้านบาท)

11. นายทักษิณ ชินวัตร ทรัพย์สินรวม 1,700 ล้านดอลลาร์ (ราว 5.7 หมื่นล้านบาท)
เปิดโผมหาเศรษฐีไทย 2560

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้มีมหาเศรษฐีหน้าใหม่ติดอันดับ ได้แก่ นายวินัย เตียวสมบูรณ์กิจ แห่งไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป ติดอันดับที่ 35 มีทรัพย์สิน 2.587 หมื่นล้านบาท, นายอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ติดอันดับที่ 44 ผู้ก่อตั้งธุรกิจสาหร่ายทอดเถ้าแก่น้อย มีสินทรัพย์ 2.104 หมื่นล้านบาท ทั้งยังเป็นมหาเศรษฐีไทยที่มีอายุน้อยที่สุด คือ 32 ปีเท่านั้น ขณะที่อันดับ 46 ณัฐชไม ถนอมบุญเจริญ มีทรัพย์สิน 2.035 ล้านบาท จากธุรกิจเครื่องดื่มบำรุงกำลังเครือคาราบาวกรุ๊ป หรือ ซีบีจี

นายกฯ ยัน 4 คำถามแค่ให้ปชช.คิดเห็น ปัดขวางเลือกตั้ง

นายกรัฐมนตรี หวังทุกคนช่วยกันยกระดับรายได้ ก้าวพ้นประเทศรายได้ปานกลาง รวมกลุ่มขับเคลื่อน ยันรัฐบาลมีผลงาน ย้ำต้องเดินหน้าให้เกิดประชาธิปไตย ย้ำคำถาม 4 ข้อมุ่งเน้นสร้างการเรียนรู้ ไม่คิดขัดขวางเลือกตั้ง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เป็นประธานมอบรางวัลเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2560 พร้อมมอบนโยบายเนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าวันนี้เป็นวันที่มีความสุขที่ได้พบกับเกษตรกรและชาวนาไทยจากทุกพื้นที่ ซึ่งถือว่าเอาหัวใจมาพบกัน

ดังนั้นวันนี้ต้องขับเคลื่อนให้เร็ว และเชื่อว่าทุกคนทราบถึงปัญหาและวิกฤตอยู่แล้ว ดังนั้นต้องอาศัยความร่วมมือกันเพราะไม่สามารถทำได้เพียงลำพังแม้แต่รัฐบาลมีอำนาจก็ตาม ซึ่งรัฐบาลขอขอบคุณชาวนาเพราะเป็นผู้เสียสละทั้งหยาดเหงื่อและร่างกายเพื่อประชาชนทั้งประเทศ

ส่วนตัวทราบดีว่าชาวนามีความยากลำบาก เพราะขณะนี้กำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงต้องให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำการเกษตรมากขึ้นโดยใช้วิธีสมัยใหม่ อย่าปลูกข้าวที่ตนเองอยากจะขายแต่ให้ปลูกตามความต้องการของตลาด ซึ่งเบื้องต้นรัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาข้าวไม่ใช่แค่เรื่องราคาแต่ต้องแก้แบบครบวงจร ขณะที่รัฐบาลอยากให้เกษตรกรเกิดความเข้มแข็ง แม้ว่าจะมีคนไม่ดีอยู่ ซึ่งเกิดจากคนเรียกร้องและคนสมยอม แต่ทราบดีว่าความต้องการของแต่ละคนไม่เท่ากันจึงอยากให้ทุกคนรู้จักความพอเพียง

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยติดอยู่ในประเทศที่มีรายได้ปานกลางและมีบางคนที่มีรายได้ต่ำ ทุกคนจึงต้องช่วยกันยกระดับเพื่อรวมกลุ่มกันเป็นแรงชี้นำแต่ไม่ใช่รวมกลุ่มกันเพื่อมาสู้กับรัฐบาล เพราะรัฐบาลมีหน้าที่อำนวยความสะดวก สร้างความเป็นธรรม และเพิ่มขีดความสามารถให้กับประชาชน

และหากต่างฝ่ายต่างเรียกร้องก็ไปไม่ได้ทั้งหมด ที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการทุกอย่างแม้ยังไม่ได้ผลมากนัก แต่ก็มีส่วนที่ดีขึ้น แม้ว่าส่วนตัวจะเข้ามาแบบนี้แต่ทุกอย่างต้องเดินหน้าเพื่อให้เกิดประชาธิปไตยตามโรดแมป และระหว่างนี้ต้องมีเกิดความสงบเรียบร้อยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับต่างประเทศ โดยรัฐบาลทำทุกอย่างและมีผลงานปรากฏชัดเจน แต่ทุกคนมองไม่เห็นในส่วนนี้เพราะมองแต่ตนเองมีรายได้เพิ่มขึ้นเท่าไหร่เท่านั้น ซึ่งรัฐบาลพยายามมุ่งมั่นยกระดับรายได้ คุณภาพชีวิต และสร้างความเข้มแข็ง จึงขอให้ทุกคนอดทนร่วมมือและรวมกลุ่มผ่านกลไกที่ถูกต้อง

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า รัฐบาลไม่ได้บังคับให้เป็นชาวนา 4.0 เพราะไทยแลนด์ 4.0 เป็นเพียงกรอบใหญ่ๆ เพื่อให้ประเทศพ้นกับดักรายได้ปานกลาง แต่ชาวนาอยู่ในส่วนดังกล่าวอยู่แล้ว ยืนยันไม่เคยดูถูกชาวนาและคนจน ซึ่งความเท่าเทียมตามข้อเท็จคือความเท่าเทียมภายใต้กฏหมายเดียวกัน และอย่าให้ใครเข้ามาบิดเบือนเหมือนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ส่วนตัวไว้ใจชาวนามาโดยตลอด เพราะรัฐบาลอยู่ด้วยความไว้ใจของประชาชน ซึ่งขณะนี้ได้จัดสรรงบประมาณลงไปทุกภูมิภาคให้เกิดความทั่วถึง และรัฐบาลจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อให้เป็นรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล และขณะนี้ไม่มีการเมืองทั้งสิ้นแต่ที่ทำให้เพราะเห็นใจชาวนาเท่านั้น

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงกระแสข่าวว่าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. หักเงินชาวนาเพื่อล้างหักหนี้เก่านั้น พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่า ไม่มีนโยบายดังกล่าวเพราะให้ก็คือให้ไม่มีหักหนี้เก่า โดยเรื่องดังกล่าวทำให้เกิดความไม่เชื่อถือซึ่งกันและกัน ดังนั้นจึงสั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย เพราะจะมีผลกระทบกันทั้งหมด

ขณะที่คำถามทั้ง 4 ข้อที่ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การตั้งคำถามเพียงต้องการสร้างการเรียนรู้ไม่ใช่เน้นให้การเลือกตั้ง เพราะตามโรดแมปก็ต้องจัดการเลือกตั้งอยู่แล้ว เนื่องจากทุกคนเป็นผู้เลือกรัฐบาล และที่ได้พูดออกไปนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวกับตนเองทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวไม่เคยขัดขวางการเลือกตั้ง และไม่เคยก้าวก่ายการทำงานหรือกติกาของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. แต่เพียงเข้าแก้ปัญหาอดีตไปสู่อนาคต

ข่าวจาก INN

จับ! เนื้อโค-กระบือ ลักลอบนำเข้าไทย กว่า 6 ล้านบาท

กรมศุลกากร แถลงจับกุม เนื้อโค-กระบือ แช่แข็ง ลักลอบนำเข้าไทยแบบผิดกฎหมาย มูลค่ากว่า 6 ล้านบาท

วันนี้ (2 มิ.ย. 60) นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร แถลงข่าวจับกุมสินค้าประเภทเนื้อโค-กระบือแช่แข็งลักลอบหนีศุลกากร มูลค่ากว่า 6 ล้านบาท โดยวานนี้ (1 มิ.ย. 60) เจ้าหน้าที่สืบสวนและปราบปรามพิเศษ สำนักงานสืบสวนและปราบปราม กรมศุลกากร ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรเมืองอุดรธานี ได้ตรวจค้นห้องเย็นแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี เนื่องจากสืบทราบว่า ห้องเย็นดังกล่าวเป็นแหล่งรับสินค้าปศุสัตว์ ประเภทเนื้อโคและเนื้อกระบือที่มีเมืองกำเนิดต่างประเทศ ลักลอบหนีศุลกากร

โดยทยอยลักลอบนำเข้ามาตามแนวตะเข็บชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน และมารวบรวมที่ห้องเย็นนี้ ซึ่งถือว่าเป็นขบวนการที่ใหญ่ที่สุดในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และการจับกุมการลักลอบนำเนื้อสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักรในครั้งนี้ถือว่าเป็นการจับกุมที่มีปริมาณมากที่สุด จำนวนของกลางที่ตรวจยึดทั้งหมด 32,300 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 6,460,000 บาท

ซึ่งการจับกุมดังกล่าว ถือเป็นความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากร หลีกเลี่ยงข้อห้ามข้อกำกัด ตามมาตรา 27,27 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ประกอบมาตรา 16,17แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับ 9) พ.ศ.2482 และความผิดตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง