สตม.รวบมือสังหารรัสเซียรับจ้างฆ่า โจรปล้นทรัพย์ นักโทษแหกคุกทำร้ายผู้คุม แก๊งมาเฟียฮั้วประมูล และแก๊งปลอมเงินยูโรชาวเยอรมัน
1 มิถุนายน 2560 วันนี้ เมื่อเวลา 10.00 น. พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม., พล.ต.ต.ชูฉัตร ธารีฉัตร ผบก.สส.สตม. และ พ.ต.อ.บรรลือศักดิ์ ขลิบเงิน รอง ผบก.สส.สตม. พร้อมด้วย Mr.Vladimir Sosnov ทูตตำรวจรัสเซียและเยอรมันประจำประเทศไทย ร่วมแถลงผลการระดมกวาดล้างอาชญากรข้ามชาติที่เข้ามาหลบซ่อนตัวในประเทศไทย สามารถจับกุมคนต่างชาติผิดกฎหมาย, บุคคลตามหมายจับตำรวจสากลและบุคคลในคดีสำคัญที่ทางการต่างประเทศต้องการตัวเป็นอย่างมากได้หลายราย ณ ศูนย์หมายจับอาชญากรรมข้ามชาติ ชั้น ๑ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สวนพลู

พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม.กล่าวว่า ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ที่หนีมาหลบซ่อนตัวในประเทศไทย เข้ามากระทำผิดกฎหมายหรือใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. จึงได้สั่งการให้ สตม. กวดขันจับกุมอย่างจริงจัง ผบช.สตม.ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัด สืบสวนหาข่าว และประสานกับหน่วยงานในพื้นที่ สนธิกำลังกวาดล้างคนต่างชาติผิดกฎหมาย พร้อมทั้งประสานข้อมูลกับทูตตำรวจของต่างประเทศและตำรวจสากลอย่างใกล้ชิด จนนำไปสู่การจับกุมคนต่างชาติผิดกฎหมายได้เป็นจำนวนมาก มีรายสำคัญดังต่อไปนี้
คดีแรก ฝ่ายสืบสวน สตม.ร่วมกันควบคุมตัวนายอังเดร เดอยาก๊อฟสกี้ (ANDREY DZYATKOVSKIY) อายุ ๓๕ ปี สัญชาติรัสเซีย ตามหมายจับตำรวจสากล (Interpol Red Notice) ในข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, พยายามฆ่า, ซื้ออาวุธปืนและเครื่องกระสุนโดยไม่ได้รับอนุญาต, ครอบครองและพกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยผิดกฎหมาย” ในคดีนี้ สตม.ได้ประสานงานกับทางการรัสเซีย เพื่อติดตามตัวมือสังหารชาวรัสเซีย ก่อเหตุอุกฉกรรจ์ รับจ้างฆ่าบุคคลสำคัญและนักธุรกิจรัสเซียหลายราย โดยยิงถล่มเป้าหมายด้วยอาวุธสงคราม มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก นายอังเดรฯ เป็นผู้ต้องหาที่ทางการรัสเซียต้องการตัวมากที่สุด (The Most Wanted) หลังก่อเหตุนายอังเดรฯ ได้หลบหนีออกนอกประเทศ หน่วยข่าวกรองของทางการรัสเซียได้ข้อมูลว่าผู้ต้องหาได้หลบหนีเข้ามาในประเทศไทย ขอให้ทางการไทยช่วยติดตามตัว เนื่องจากเป็นบุคคลอันตราย อาจเป็นภัยกับประชาชนทั่วไป ผบช.สตม.จึงได้สั่งการให้ชุดสืบสวนเร่งติดตามล่าตัว

จากการสืบสวนพบข้อมูลการเดินทาง เข้า-ออกประเทศไทย จำนวน 7 ครั้ง เข้ามาครั้งสุดท้าย เมื่อ 19 เม.ย.2560 ได้รับอนุญาตถึงวันที่ 17 ก.ค.2560 หลังจากเข้ามาได้หลบหนีอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ หลังจากเจ้าหน้าที่ตามล่าตัวอย่างหนัก นายอังเดรฯ เริ่มไหวตัวจึงได้หนีไปหลบซ่อนตัวในจังหวัดร้อยเอ็ด ชุดสืบสวนจึงได้ลงพื้นที่จนกระทั่งเมื่อวันที่ 25 พ.ค.2560 เวลา 19.00 น. ควบตัวตัวนายอังเดรฯ ได้ที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในจังหวัดร้อยเอ็ด จากการซักถามนายอังเดรฯ รับว่าตนได้หลบหนีคดีมาจากรัสเซียจริง สตม.ได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ มาตรา 12 อนุ 7 (มีพฤติการณ์เป็นภัยสังคมฯ) และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
คดีที่ 2 ฝ่ายสืบสวน สตม.ได้ร่วมกันทำการจับกุมนายเอกินี่ โคโรวิน (EVGENY KOROVIN) อายุ 26 ปี สัญชาติรัสเซีย ตามหมายจับตำรวจสากล (Interpol Red Notice) ในข้อหา กล่าวหา “ปล้นทรัพย์ โดยใช้อาวุธปืน บุกรุกเคหสถาน” พฤติการณ์ในคดีนี้ เมื่อวันที่ 15 พ.ย.2556 นายเอกินี่ พร้อมพวกได้บุกเข้าไปอพาร์ทเมนต์แห่งหนึ่ง ก่อเหตุปิดอพาร์ทเมนต์ปล้นคนที่อาศัยในอาคารพร้อมทั้งทำร้ายร่างกายและใช้อาวุธปืน ได้ทรัพย์สินไปเป็นจำนวนมากถึง 5.4 ล้าน รูเบิล หรือประมาณ 3.25 ล้านบาท
หลังก่อเหตุนายเอกินี่ฯ ได้หลบหนีออกนอกประเทศและพบข้อมูลว่าได้หลบหนีเข้ามาในประเทศไทย สตม.ได้ประสานงานกับทางการรัสเซีย เพื่อติดตามตัวนายเอกินี่ฯ ชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่ จนกระทั่งชุดสืบสวนสามารถติดตามตัวนายเอกินี่ฯ ได้ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต จากข้อมูลเดินทางเข้า-ออก พบว่าปัจจุบันนายเอกินี่ฯ อยู่เกินกำหนดอนุญาต (Overstay) ถึง ๑,๒๐๐ วัน จึงได้ดำเนินคดีในข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด”

คดีที่ 3 ฝ่ายสืบสวน สตม.ได้ร่วมกันทำการควบคุมตัวนายดีมมิทรี ซากูลาตอฟ (DIMITRII SHKURATOV) อายุ ๒๙ ปี สัญชาติรัสเซีย บุคคลที่ทางการรัสเซียต้องการตัวในความผิดฐาน “ทำร้ายเจ้าพนักงาน (ผู้คุม) และหลบหนีที่คุมขัง” คดีนี้ สตม.ได้รับประสานงานจากทางการรัสเซียให้ช่วยติดตามตัวนายดิมมิทรีฯ ซึ่งหลบหนีเข้ามาหลบซ่อนตัวในประเทศไทย จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๑๙ พ.ค.๒๕๖๐ เวลา ๒๓.๓๐น. ชุดสืบสวนสามารถติดตามตัวนายดีมมิทรีฯ ได้ที่ โรงแรมแห่งหนึ่ง ในซอยสุขุมวิท ๑๑ กรุงเทพฯ สตม.ได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ มาตรา ๑๒ อนุ ๗ (มีพฤติการณ์เป็นภัยสังคม) และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
คดีที่ 4 ฝ่ายสืบสวน สตม.ได้ร่วมกันทำการจับกุมนายอนาโตลี ซาโมดอฟ (ANATOLII SAMODOV) อายุ ๕๖ ปี สัญชาติรัสเซีย บุคคลที่ทางการรัสเซียต้องการตัวในความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจพฤติการณ์ในคดีนี้ นายอนาโตลี ซาโมดอฟ เป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟีย ร่วมกับสมาชิกในขบวนการตั้งตัวเป็นกลุ่มอิทธิพล ฮั้วประมูลงานของภาครัฐ โดยใช้วิธีการข่มขู่ คุกคาม ผู้เข้าร่วมประมูลงานรายอื่นๆให้เกิดความหวาดกลัว จนต้องถอนตัวไป เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง ภายหลังตำรวจรัสเซียได้กวาดล้างจับกุมสมาชิกในแก๊งทั้งหมด ๖ คน โดยศาลอาญาสูงสุดของประเทศรัสเซียสั่งพิพากษาผู้ร่วมขบวนการทั้ง ๖ คน ให้รับโทษจำคุกจำนวน คนละ ๑๐ ปี แต่นายอนาโตลีฯ ได้หลบหนีออกนอกประเทศไปยังประเทศอิตาลี และต่อมาได้หนีเข้ามาหลบซ่อนตัวในประเทศไทย

โดยคดีดังกล่าว สตม.ได้รับการประสานจากทางการรัสเซียเพื่อติดตามตัวชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่หาข่าว จนกระทั่งได้ข้อมูลว่านายอนาโตลีฯ ได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทย เมื่อวันที่ ๗ มิ.ย.๒๕๕๕ ด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว หลังจากเข้ามาได้หลบซ่อนตัวอยู่ที่คอนโดแห่งหนึ่งในพัทยา จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๒๒ พ.ค.๒๕๖๐ เวลา ๑๒.๓๐น. ชุดสืบสวนสามารถติดตามตัวได้ที่ พาราไดซ์คอนโดมิเนียม ซ.จอมเทียน ๑๔ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จากข้อมูลเดินทางเข้า-ออก พบว่าปัจจุบันนายอนาโตลีฯ อยู่เกินกำหนดอนุญาต (Overstay) ถึง ๑,๔๒๔ วัน จึงได้ดำเนินคดีในข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด”
คดีที่ 5 ฝ่ายสืบสวน สตม.ได้ร่วมกันจับกุมนายมอรีซ เฮิคเคลมันน์ (MAURICE HOCKELMANN) สัญชาติ เยอรมัน อายุ 25 ปี บุคคลที่ทางการเยอรมันต้องการตัว ในความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ “ร่วมกันปลอมแปลงเงินตรา (เงินสกุลยูโร)” พฤติการณ์ นายมอรีซฯ เป็นหัวหน้าแก๊งปลอมเงินสกุลยูโร ได้ร่วมกับสมาชิกในแก๊งก่อเหตุกว่า ๒๖๐ ครั้ง ในหลายพื้นที่ มีผู้เสียหายจำนวนมาก หลังเจ้าหน้าที่บุกทลายแก๊ง นายมอรีชฯ หัวหน้าแก๊งได้หลบหนีออกนอกประเทศ และได้หลบหนีเข้ามาในประเทศไทย คดีนี้ สตม.ได้รับการประสานงานจากทางการสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเพื่อติดตามตัวนายมอรีชฯ กลับไปดำเนินคดี ผบช.สตม. ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนออกติดตาม จนทราบว่านายมอรีชฯ ได้หลบซ่อนตัวอยู่ที่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 29 เม.ย.2560 เวลา 22.00 น. ชุดสืบสวนสามารถควบคุมตัวนายมอริชฯ ได้ที่ ริมถนนปากซอยประชาอุทิศ 129 แขวงทุ่งครุ เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร จากข้อมูลการเดินทางเข้า-ออก พบว่านายมอรีซฯ ได้เดินทางมายังประเทศไทย เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.2559 ด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรถึงวันที่ 22 ก.ค.2559 ปัจจุบันอยู่เกินกำหนดอนุญาต (Overstay) ถึง 2,449 วัน จึงได้ดำเนินคดีในข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด”
พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา สตม.ได้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติที่เข้ามาหลบซ่อนตัวในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยสั่งการให้ทุกหน่วยเอ็กซเรย์พื้นที่ในความรับผิดชอบ เพื่อสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้พี่น้องประชาชน ตามนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐบาล