ศาลยกคำร้องถอนอุทธรณ์ คดี ‘ศุภชัย’ ยักยอกทรัพย์สหกรณ์ยูเนี่ยนคลองจั่น

ศาลอุทธรณ์ยกคำร้อง ไม่อนุญาต ให้ถอนอุทธรณ์คดี “ศุภชัย” ยักยอกทรัพย์ สหกรณ์ เครดิตยูเนี่ยน 22 ล้านบาท เหตุ คณะกรรมการ ไม่มีอำนาจขอถอนฟ้อง

วันนี้(28 มิ.ย.) ศาลอาญารัชดาภิเษก นัดฟังคำสั่งอุทธรณ์ ในที่คดีที่ ประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นคนปัจจุบัน ยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอถอนอุทธรณ์ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ในสำนวนคดีที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายศุภชัย เป็น จำเลย คดียักยอกทรัพย์ สหกรณ์ เครดิตยูเนียนคลองจั่น จำนวน 22 ล้านบาท และศาลอาญา พิพากษาจำคุก 16 ปี เนื่องจากนายศุภชัย ได้ให้ทนายความนำเงินรวมดอกเบี้ยจำนวน 34 ล้านบาทเศษ คืนแก่สหกรณ์ฯ แล้ว แต่ยังมีสมาชิกบางราย คัดค้านการถอนฟ้องดังกล่าว

โดยศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นว่าคดีนี้ผู้เสียหายเป็นนิติบุคคล ในการจัดการ สหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกมีรายได้ แต่คดีนี้มีความเสียหายจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และศาลอุทธรณ์ เห็นว่า คณะกรรมการ ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยไม่มีอำนาจขอถอนคำอุทธรณ์ เพราะเป็นอำนาจของนายทะเบียนที่กำกับดูแลสหกรณ์ จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องทั้ง 3 ฉบับ

นายวันชัย บุนนาค ทนายความของนายศุภชัย ระบุว่า แนวทางหลังจากนี้ จะยื่นคำร้องอุทธรณ์ ต่อศาลฎีกา ต่อไป สำหรับคดีที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายศุภชัย มายังศาลอาญา มีทั้งสิ้น 3 สำนวน ศาลมีคำพิพากษาแล้ว 1 สำนวนคือคดียักยอกทรัพย์ 22 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีคดีที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นพนักงานสอบสวน dsi อีกกว่า 10 สำนวนและนายศุภชัย ถูกคุมตัว และส่งตัวเข้าเรือนจำ ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2558

ป.ป.ช. วางมาตรการ เพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่น ที่มีพฤติกรรมในทางทุจริต

ป.ป.ช. วางมาตรการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่น ที่มีพฤติกรรมในทางทุจริต

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. และโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. ได้แถลงว่า สืบเนื่องจากหลายครั้งที่ประชาชนมักจะตั้งคำถามหรือมีข้อกังขาว่า เหตุใดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่นที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดแล้ว ผู้นั้นยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่หรือบางรายหมดวาระหรือพ้นตำแหน่งไปแล้ว ยังกลับมาสมัครรับเลือกตั้งได้หรือได้รับเลือกอีก

ในกรณีนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านมาตรการป้องกันการทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช. ศึกษาถึงข้อจำกัดในการดำเนินการตามบทบัญญัติของกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน และการขาด ความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่นที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด และได้แจ้งให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนสามารถสั่งให้พ้นจากตำแหน่งหรือสิ้นสุดสมาชิกภาพได้ เฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่นที่ยังคง ดำรงตำแหน่งอยู่ หากผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ไม่สามารถสั่งให้พ้นจากตำแหน่งได้ เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่บุคคลนั้นสามารถลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่นอีก และเมื่อถูกตรวจสอบว่า กระทำการทุจริตก็จะขอลาออกจากตำแหน่ง เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้มีการสอบสวนและวินิจฉัยสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง

ทั้งนี้ จากสถิติข้อมูล (พ.ศ. 2542 – กันยายน 2558) พบว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่นที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดทางอาญาหรือมีมูลความผิดตามกฎหมายที่ใช้บังคับกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ๆ มีจำนวนทั้งสิ้น 409 ราย แบ่งตามประเภทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนตำบล 262 ราย เทศบาล 114 ราย องค์การบริหารส่วนจังหวัด 27 ราย และกรุงเทพมหานคร 6 ราย แต่ในจำนวนดังกล่าว ผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน ไม่สามารถสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง ด้วยเหตุเพราะผู้นั้นพ้นตำแหน่งไปแล้วหรือลาออกไปก่อนถึง 171 ราย ส่งผลให้ การบังคับใช้กฎหมายขาดประสิทธิภาพ

ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 252 วรรคสาม คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 19 (11) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เห็นชอบให้เสนอมาตรการการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อดำเนินการถอดถอน ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่น อันเนื่องจากมีพฤติกรรมในทางทุจริต ดังนี้

1. การดำเนินการในส่วนของสำนักงาน ป.ป.ช.

(1) กำหนดให้สำนักไต่สวนการทุจริต ถือเป็นแนวทางปฏิบัติ กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่น ให้ส่งรายงาน เอกสาร พร้อมทั้งความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและแนวคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดที่เกี่ยวข้อง และรายงานผลการสอบสวนหรือสำเนาคำสั่งลงโทษให้สำนักงาน ป.ป.ช. ทราบ
ทั้งนี้ ให้ใช้เฉพาะกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่นที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่นใหม่อีกครั้งหนึ่ง

(2) รวบรวมข้อมูลรายงาน เอกสาร พร้อมทั้งความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่มีมติชี้มูลความผิดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่นทั้งหมด ส่งไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณามอบหมายนายอำเภอหรือผู้ว่าราชการจังหวัดให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ตลอดจนส่งข้อมูลดังกล่าวไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อประกอบการพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิลงรับสมัครเลือกตั้ง พร้อมกับให้มีการติดตามผลการดำเนินการดังกล่าว

(3) พิจารณาปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยมีบทบัญญัติในการดำเนินการต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งเดิมเป็นตำแหน่งที่ไม่มีโทษ ทางวินัย ให้เพิ่มเติมบทบัญญัติว่าเมื่อคณะกรรมการป.ป.ช. ได้มีมติชี้มูลความผิด สามารถดำเนินการทางวินัยหรืออยู่ในบังคับมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 234 (1) และมาตรา 235 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และมีผลทำให้บุคคลดังกล่าวไม่สามารถกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้อีก

2. ข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี

(1) ให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาข้อมูลรายงาน เอกสาร พร้อมทั้งความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่มีมติชี้มูลความผิดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่น โดยมอบหมายนายอำเภอหรือผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ในการสอบสวนและวินิจฉัยสั่งให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่น พ้นจากตำแหน่งหรือสิ้นสุดสมาชิกภาพ หรือนำผลการสอบสวนดังกล่าวไปสู่การดำเนินคดีในทางอาญาหรือทางแพ่งต่อไป ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและแนวคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดที่เกี่ยวข้อง และให้รายงานผลการสอบสวนหรือสำเนาคำสั่งลงโทษให้สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบด้วย

(2) พิจารณาแก้ไขพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 โดยเพิ่มบทบัญญัติ “การไม่เป็นผู้มีพฤติกรรมในทางทุจริต” กำหนดเป็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ในการเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในทุกตำแหน่งเช่นเดียวกับการกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งต่าง ๆ ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537

3. ข้อเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พิจารณาข้อมูลตามรายงาน เอกสาร พร้อมทั้งความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่มีมติชี้มูลความผิดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่น นำมาประกอบการพิจารณาคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของการเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

โหดเหี้ยม! ไอ้หื่นบุกข่มขืนสาวเสิร์ฟหน้าตาดี ก่อนเชือดคอดับคาห้องเช่า

เกิดเหตุคนร้ายจับสาวเสิร์ฟหน้าตาดีมัดมือเท้าลงมือข่มขืน และเชือดคอดับคาห้องเช่า ที่ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์

เมื่อเวลา 23.00 น.ของวันที่ 27 มิ.ย. ที่ผ่านมา ร.ต.ท.เอกพจน์ ทิมทอง รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.ปราณบุรี รับแจ้งว่าพบศพหญิงสาวถูกฆาตกรรม อยู่ภายในห้องเช่า ม.2 ต.เขาน้อย อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จึงรายงานให้ พ.ต.อ.ภาคภูมิ โห้ใย ผู้กำกับการ สภ.ปราณบุรี และ พล.ต.ต.ประเสริฐ ศิริพรรณาภิรัตน์ ผู้บังคับการ(ผบก.)ประจำกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 รักษาราชการแทน ผบก.ภ.จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทราบ และรีบเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภูธรประจวบคีรีขันธ์ ,ชุดสืบสวน สภ.ปราณบุรี ,เจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิสว่างแผ่ไพศาลธรรมสถานปราณบุรี

ที่เกิดเหตุพบเป็นห้องแถวหลายสี จำนวน 8 ห้อง โดยจุดเกิดเหตุเป็นห้องที่ 5 หมายเลขห้องเช่าเลขที่ 19/309 ถูกล็อคแม่กุญแจที่ประตูทางเข้า ส่วนหน้าต่างถูกปิดไว้โดยมีสกัดล็อคจากด้านใน และมีกลิ่นเหม็นเน่าของศพฟุ้งกระจายออกมานอกห้อง เจ้าหน้าที่ได้ช่วยกันงัดหน้าต่างห้องเช่า ตัดแม่กุญแจประตูและเปิดล็อคลูกบิดประตูห้อง เมื่อเปิดออกพบร่างหญิงสาวถูกฆาตกรรม สภาพศพนอนหงายเสียชีวิตจมกองเลือดอยู่บนพื้นห้องหน้าตู้เสื้อผ้าและโต๊ะเครื่องแป้ง เลือดกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณห้องและกระเด็นไปถึงกระจกของโต๊ะเครื่องแป้งด้วย สภาพศพเริ่มเน่าอืดและแข็ง คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 2-3วัน

ทั้งนี้ผู้ตายสวมเสื้อไหมพรมสีชมพู ถูกคนร้ายถกเสื้อขึ้นสูงเหนือหน้าอก เสื้อชั้นในถูกดึงให้ลงมากองที่ท้อง ช่วงล่างเปลือย โดยกางเกงยีนส์และกางเกงในถูกถอดกองไว้ที่หน้าตู้เสื้อผ้า นอกจากนี้ผู้ตายยังถูกคนร้ายใช้เสื้อไหมพรมสีชมพูเข้มและสีโอรส มัดข้อมือทั้งสองข้างผูกติดกับต้นขาทั้งด้านซ้ายและด้านขวา โดยแพทย์ได้ตรวจสภาพศพเบื้องต้นพบว่า มีร่องรอยบาดแผลจากของมีคมที่บริเวณคอด้านขวา เป็นแผลลึกความยาวประมาณ 10เซนติเมตร และมีรอยยุบที่ใบหน้า จากแรงกระแทกโดยเฉพาะที่บริเวณเป้าตาซ้ายด้วย

จากการสอบถามเพื่อนของผู้ตาย ทราบว่า เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายรายนี้คือ น.ส.ศรีประภา โคสินธิ์ หรือน้องฝ้าย อายุ 25ปี ชาวบ้านแพรกตระคร้อ ต.บึงนคร อ.หัวหิน ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านอาหารอีสานชื่อดังแห่งหนึ่ง ใน อ.ปราณบุรี ซึ่งน้องฝ้ายเป็นเด็กหน้าตาดี คุยสนุก และเป็นที่รักของเพื่อน โดยครั้งสุดท้ายที่เพื่อนพนักงานในร้านพบน้องฝ้าย คือช่วงกลางดึกของวันที่ 25 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา ขณะที่น้องฝ้ายเลิกงานและออกจากร้านพร้อมกับเพื่อนชาย 1 คน กระทั่งช่วงเวลาประมาณ 3 นาฬิกาวันเดียวกัน น้องฝ้ายเช็กอินในเฟซบุ๊กที่ร้านข้าวต้มแห่งหนึ่งใน อ.ปราณบุรี จากนั้นก็ไม่มีใครในที่ทำงานพบน้องฝ้ายอีกเลย กระทั่งช่วงค่ำที่ผ่านมา เพื่อนๆที่ทำงานเป็นห่วงน้องฝ้าย คิดว่าไม่สบาย จึงพากันมาเยื่ยมที่ห้องเช่า

โดยเมื่อมาถึงเห็นประตูห้องพักของน้องฝ้ายปิดล็อคกุญแจหน้าห้อง รองเท้า 2 คู่ที่หน้าห้องยังอยู่ครบ แต่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า สกู๊ปปี้ไอ สีฟ้าของน้องฝ้ายหายไปจึงรู้สึกว่าผิดปกติ เมื่อเข้ามาใกล้ห้องได้กลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมาจากด้านในห้องดังกล่าว จึงตัดสินใจโทรศัพท์แจ้งขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและกู้ภัยฯให้มาตรวจสอบ กระทั่งสามารถงัดหน้าต่างห้องได้และพบว่าน้องฝ้ายกลายเป็นศพไปแล้ว

ทั้งนี้ที่ผ่านมาน้องฝ้ายไม่เคยมีเรื่องทะเลาะวิวาท หรือมีปัญหากับใครในที่ทำงาน และยอมรับว่าน้องฝ้ายมีเพื่อนชายมาติดพันเพราะเป็นคนหน้าตาดี และมีชายคนที่คอยตามรับตามส่งอยู่เป็นประจำด้วย

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ช่วงบ่ายของวันที่ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมา มีเพื่อนบ้านพบเห็นว่ามีชายคนหนึ่ง สวมเสื้อลายทหาร สวมกางเกงขาสั้นแบบเจเจ รีบขี่จักรยานยนต์ของน้องฝ้ายออกไปจากห้องพักอย่างรวดเร็ว แต่ไม่เห็นน้องฝ้ายออกไปด้วย คาดว่าคนร้ายจะเป็นคนที่รู้จักสนิทสนมกับน้องฝ้ายเป็นอย่างดี จึงสามารถเข้าออกห้องพักของน้องฝ้ายได้ โดยก่อนเกิดเหตุคาดว่า คนร้ายจะทำร้ายร่างกายน้องฝ้าย และคาดว่าน้องฝ้ายจะขัดขืนต่อสู้ จึงถูกมัดมือกับเท้า เพื่อให้คนร้ายสะดวกต่อการลงมือข่มขื่น ก่อนที่คนร้ายจะใช้อาวุธมีดปาดคอและใช้ของแข็งทุบที่ใบหน้า จนน้องฝ้ายเสียชีวิต คนร้ายจึงได้ปิดล็อคห้องพักทำทีว่าน้องฝ้ายไม่อยู่ห้อง แล้วรีบขี่รถจักรยานยนต์ของน้องฝ้ายหลบหนีไป

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.ประเสริฐ ศิริพรรณาภิรัตน์ ผู้บังคับการ (ผบก.) ประจำกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 รักษาราชการแทน ผบก.ภ.จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน กระจายกำลังกันออกติดตามตัวคนร้าย ซึ่งมีพฤติกรรมโหดเหี้ยมรายนี้แล้ว พร้อมทั้งเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะใช้หลบหนี รวมถึงออกค้นหารถจักรยานยนต์ของน้องฝ้ายที่หายไปด้วย โดยเชื่อว่าจะสามารถติดตามตัวคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างแน่นอน