สธ.ร่วมเผายาเสพติดเกือบหมื่นกิโลกรัม มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้าน

ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเผาทำลายยาเสพติดให้โทษของกลาง ครั้งที่ 47 กว่า 1 หมื่นกิโลกรัม เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก

วันที่ 26 มิ.ย. 60 ที่ศูนย์บริหารสาธารณูปโภคและสิ่งแวดล้อม นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน นายแพทย์ธวัช สุนทราจารย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเผาทำลายยาเสพติดให้โทษของกลาง ครั้งที่ 47 โดยมีปริมาณยาเสพติดให้โทษของกลางที่เผาทำลายกว่า 9,321 กิโลกรัม จาก 6,546 คดี กว่า 2 หมื่นล้านบาท

โดยนายแพทย์ธวัช สุนทราจารย์ เปิดเผยว่า วันต่อต้านยาเสพติดโลก ตรงกับวันที่ 26 มิถุนายนของทุกปี กระทรวงสาธารณสุข โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน จัดให้มีการทำลายยาเสพติดให้โทษของกลางขึ้น โดยมีปริมาณยาเสพติดให้โทษของกลางที่จะเผาทำลายวันนี้กว่า 9,321 กิโลกรัม จาก 6,546 คดี

ได้แก่ เมทแอมเฟตามีน หรือ ยาบ้า มูลค่า 17,528 ล้านบาท ยาไอซ์ มูลค่า 2,964 ล้านบาท เฮโรอีน มูลค่า 182 ล้านบาท ฝิ่น มูลค่า 360,000 บาท โคเดอีน มูลค่า 35,792 บาท โคคาอีน มูลค่า 38 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีกัญชาและพืชกระท่อมของกลางที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดนำมาร่วมเผาด้วยอีก กว่า 6,853 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 54 ล้านบาท โดยของกลางทั้งหมดได้ถูกนำมาเผาทำลายด้วยวิธีไพโรไลติกอินซิเนอะเรชั่น เป็นการเผาที่อุณหภูมิสูงมากไม่ต่ำกว่า 850 องศาเซลเซียส จะทำให้เกิดการสลายตัวของโมเลกุลกลายเป็นคาร์บอนในระยะเวลาอันรวดเร็วและไม่ก่อให้เกิดมลพิษในอากาศและสิ่งแวดล้อม

ด้านนายแพทย์วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า สถิติการเผาทำลายยาเสพติดให้โทษของกลาง ตั้งแต่ปี 2520-2560 ดำเนินการรวม 47 ครั้ง น้ำหนักกว่า 122,453 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 183,645 ล้านบาท และยาเสพติดที่เผาทำลายมากที่สุด ได้แก่ เมทแอมเฟตามีน และแอมเฟตามีน

เลขาปปส. เผย ไม่ขยายผลเพื่อยึดทรัพย์ “บอย” และ “เบนซ์ เรซซิ่ง” เพิ่ม

เลขาปปส. เผย ไม่ขยายผลเพื่อยึดทรัพย์ “บอย” และ “เบนซ์ เรซซิ่ง” เพิ่ม รอคณะกรรมการพิจารณาจะคืนบางส่วนให้หรือไม่

นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการคณะกรรมป้องกันและปราบปรามยาเสพ กล่าวถึงความคืบหน้า การดำเนินคดีกับ นายณัฐพล นาคคำ หรือ บอย นักค้ายาเสพติดรายสำคัญ และนายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ เบนซ์ เรซซิ่ง ว่า ขั้นตอนของการยึดทรัพย์ ขณะนี้ ทรัพย์สินของทั้งบอยและเบนซ์ ที่ ปปส. ยึดมา 22 รายการ นั้น ไม่ต้องขยายผลเพื่อยึดทรัพย์เพิ่มเติมจากนี้แล้ว

แต่อยู่ระหว่างให้คณะกรรมการพิจารณา ว่า จะต้องส่งคืนให้บางส่วน หรือ ยึดไว้ทั้งหมด เพราะก่อนหน้านี้ เจ้าของทรัพย์ได้ชี้แจงที่มาที่ไป ของการได้มาซึ่งทรัพย์สินจำนวนดังกล่าว แต่ทั้งนี้ ต้องผลคำพิพากษาของศาลด้วยว่าจะสั่งให้ทรัพย์สินของผู้ต้องหา ตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่

ส่วนเครือข่ายของ นายไซซะนะ แก้วพิมพา และ ท้าวสีสุก ดาวเฮือง เครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติชาว สปป.ลาว นั้น เจ้าหน้าที่ยังต้องดำเนินการ ตรวจสอบทั้งทรัพย์สิน เครือข่ายที่อยู่ในฝั่งประเทศไทย ส่วนทรัพย์สินที่อยู่ฝั่ง.สปป.ลาว ทางการลาว ก็ต้องดำเนินการยึดทรัพย์ต่อไป เพราะทางการลาวก็มีมาตรการยึดทรัพย์เช่นเดียวกับทางประเทศไทย

กรมโรงงานฯ แจงปมนักศึกษาตกบ่อบำบัดน้ำเสีย โรงงานซีพีเอฟดับ

กรมโรงงานฯ ชี้แจงเหตุสลด นักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดัง ตกบ่อบำบัดน้ำเสียโรงงานซีพีเอฟเสียชีวิต เบื้องต้นออกคำสั่งให้โรงงานหยุดประกอบกิจการชั่วคราว จนกว่าจะปรับปรุงระบบความปลอดภัย

วันนี้ (26 มิ.ย.)​ เวลา 10.00 น. กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.)​ ได้มีการแถลงข่าวชี้แจงกรณีที่นักศึกษาสัตวแพทย์มหาวิทยาลัยชื่อดัง พลัดตกลงไปในบ่อบำบัดน้ำเสียโรงงาน จากนั้นเจ้าหน้าที่โรงงานได้เข้าไปช่วยเหลือจนเสียชีวิตทั้งหมด 5 ราย โดยที่เกิดเหตุอยู่ภายในโรงงาน บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

ซึ่งประกอบกิจการฆ่าและชำแหละสัตว์ปีก หลังจากที่เกิดเหตุ ได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานดังกล่าวแล้ว พร้อมออกคำสั่งให้โรงงานหยุดประกอบกิจการทันที ทั้งนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม เตรียมออกมาตรการคุมเข้มมาตรฐานความปลอดภัยภายในโรงงานทั่วประเทศ

นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวว่า จากกรณีเหตุการณ์นักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดังและเจ้าหน้าที่โรงงานผลัดตกบ่อระบบบำบัดน้ำเสีย จนเสียชีวิต 5 ราย ภายในบริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบโรงงานอย่างเร่งด่วน พบว่าเหตุการณ์เกิดจากนักศึกษาสัตวแพทย์ที่มาดูงานตกลงไปในบ่ออับอากาศ

จากนั้นมีการลงไปช่วยเหลือโดยไม่มีความรู้ ประกอบกับเกิดอาการตกใจ จึงกระโดดลงไปช่วยเหลือแล้วเกิดขาดอากาศหายใจ ทำให้เสียชีวิตถึง 5 ราย เป็นนักศึกษาสัตวแพทย์ดูงาน 1 ราย เจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อมโรงงาน 1 ราย และคนงานโรงงาน 3 ราย โดยบริเวณที่เกิดเหตุเป็นบ่อบำบัดน้ำเสียที่แยกไขมันออกแล้ว(Draft) ก่อนส่งเข้าสู่ระบบบำบัดแบบตะกอนเร่ง (Activated sludge) มีขนาด 3×4 เมตร ลึก 2.5 เมตร เป็นบ่ออับอากาศ โรงงานนี้มีปริมาณน้ำเสียจากกระบวนการผลิต 5,500 ลูกบาศก์เมตร/วัน

นายมงคล กล่าวต่อว่า ขณะนี้กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้ออกคำสั่งมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 เพื่อเตรียมสั่งการให้โรงงานดังกล่าวหยุดประกอบกิจการจนกว่าจะมีการปรับปรุงระบบความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ โรงในวันนี้กรมโรงงานอุตสาหกรรมร่วมกับนายกสมาคมวิศวกรสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย จัดแถลงข่าวถึงสาเหตุนักศึกษาและคนงานเสียชีวิต ข้อกฎหมาย การดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหา และข้อพึงปฏิบัติที่ถูกต้องต่อไป

ด้านนายประเสริฐ ตปนียางกูร นายกสมาคมวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย เผยว่า สถานที่เกิดเหตุดังกล่าวนั้นเป็นพื้นที่อับอากาศ ซึ่งต้องมีการรักษาความปลอดภัย ไม่สามารถให้บุคคลภายนอกเข้าไปในพื้นที่ได้ ต้องมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านดูแลอยู่ด้วย ซึ่งถือเป็นมาตรฐานทั่วไปที่โรงงานควรทราบ

โดยมาตรการความปลอดภัยต้องมีดังนี้ -ป้ายบ่งบอกชัดเจนว่า “อันตราย ห้ามเข้า” – ต้องมีบันไดขึ้นลงในบ่อน้ำเสีย – บริเวณเข้าออกช่องเปิดต้องโล่ง ไม่มีสิ่งกีดขวาง สะดวกแก่การช่วยเหลือกรณีเกิดเหตุ -ข้อบ่งชี้อันตรายปริมาณก๊าซไข่เน่า นอกจากนี้ การอนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่อับอากาศนั้น ต้องขออนุญาต และได้รับใบอนุญาตจากผู้มีอำนาจหน้าที่อนุญาต โดยผู้มีหน้าที่เข้าไปต้องได้รับการฝึกอบรมมาตรการความปลอดภัยในที่อับอากาศ บ่อน้ำเสีย ฝาช่องขึ้นลงบ่อน้ำเสียต้องปิดอยู่ตลอดเวลา และมีกุญแจล็อค และต้องมีการระบายอากาศอย่างเพียงพอ ส่วนบ่อน้ำเสียอื่นๆ เช่น บ่อเติมอากศ ต้องมีรั้ว ราวกั้นไม่ให้คนพลัดตกลงไป