นายกฯ ขอร่วมตอบ 4 คำถาม ปัดเลื่อนเลือกตั้ง แจง ม.44 รถไฟไทย-จีน จำเป็น

นายกฯ ขอร่วมตอบ 4 คำถาม ยันไม่คิดเลื่อนเลือกตั้ง แจง มาตรา 44 รถไฟไทย-จีน จำเป็น ทุกอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กล่าวว่า ที่เคยยก “4 คำถาม” กับ “50 ประเด็น” มาถามนั้น ไม่ใช่ไม่มั่นใจในการทำงานของรัฐบาล และ คสช. แต่ในทางกลับกันมั่นใจว่า “ทำได้ทุกเรื่อง” บางอย่างเริ่มต้น บางอย่างต้องอาศัยทั้งเวลาและความร่วมมือ ก็ไปช่วยกันคิดว่าจะร่วมมือกันได้อย่างไร ตามบทบาท หน้าที่ และศักยภาพ ของแต่ละคน

แต่ละฝ่ายอย่าคิดอะไรที่มันขัดแย้งกันจนเกินไป บ้านเมืองจะไปข้างหน้าไม่ได้ ไม่อยากให้ใครบิดเบือนว่า รัฐบาลกลัวว่าจะไม่มีผลงาน เพราะรู้ดีว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง หลายอย่างอาจจะไม่มีผลมาสู่เป็นรายบุคคล แต่มีผลในส่วนของการทำงานระยะยาว อย่ามาพูดในเรื่องของสืบทอดอำนาจ หรือต้องการจะเลื่อนการเลือกตั้ง ไม่เคยคิดอย่างนั้นเลย พร้อมรับฟังความคิดเห็น ที่เป็นประโยชน์

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้ชี้แจงกรณี “รถไฟ ไทย–จีน ว่าอย่าสับสนกับข้อมูล เป็นความร่วมมือไทย–จีน แบบ “รัฐบาล ต่อ รัฐบาล” มีการร่วมมือกันมาหลายรัฐบาลแล้ว มีข้อตกลงร่วมกัน เพราะฉะนั้นรัฐบาลนี้ก็เอามาสานต่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เพื่อจะเป็นการลงทุนในอนาคต

แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า รถไฟไทย-จีน นั้น ประกอบด้วย 3 ส่วน คือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบราง,ระบบควบคุมการเดินรถ – อาณัติสัญญาณ ทั้งเส้นต้องทำทั้ง 3 อย่าง เพราะฉะนั้น “ฝ่ายไทย” ก็ได้ตัดสินใจจะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีกรอบการเจรจา วงเงินประมาณ 1.7 แสนล้านบาท

จึงจำเป็นต้องปรับ กฎหมายหลายฉบับ ใช้กฎหมายพิเศษ (ม.44) ตามความเหมาะสม และคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยืนยันการจัดการประมูล ในส่วนที่ฝ่ายไทยลงทุนเอง จะต้องดำเนินการเองทั้งหมด ทั้งการจัดการประมูล การใช้บริษัทก่อสร้างไทย, แรงงานไทย, และวัสดุในท้องถิ่นของไทยให้มากที่สุด

โดยย้ำว่าทุกอย่าง มีข้อตกลงคุณธรรมเพื่อให้เกิดความโปร่งใส มีการตรวจสอบได้ ใครทุจริต ก็จะต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย โดยทันที ทั้งภาครัฐ และเอกชน ส่วนเส้นทางอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตก็ต้องพิจารณาอีกครั่ง

ซีพีเอฟ เยียวยาผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุตกบ่อบำบัดน้ำเสีย รายละ 3 ล้าน

ซีพีเอฟ แสดงความเสียใจอุบัติเหตุตกบ่อบำบัดน้ำเสีย ที่โรงงานแปรรูปเป็ดบางนา ถ.บางนา-ตราด พร้อมเยียวยาผู้สูญเสียรายละ 3 ล้าน และส่งเสียลูกถึงปริญญาตรี

จากอุบัติเหตุที่โรงงานแปรรูปเป็ดบางนา ถ.บางนา-ตราด จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต จำนวน 5 คนนั้น บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง พร้อมแสดงความรับผิดชอบเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตคนละ 3 ล้านบาท และหากผู้สูญเสียเป็นหัวหน้าครอบครัว ที่ยังมีลูกเล็กบริษัทก็พร้อมให้ทุนการศึกษาจนถึงระดับปริญญาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของครอบครัว

นายสุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม และกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) กล่าวว่า ในนามผู้บริหารและพนักงานของบริษัทฯ ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต เหตุการณครั้งนี้นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของบริษัท

ซึ่งจะดำเนินการรับผิดชอบเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียอย่างเต็มกำลัง เบื้องต้นได้ประสานกับทุกครอบครัวเรียบร้อยแล้วและจะส่งมอบเงินช่วยเหลือทุกครอบครัวๆ ละ 3 ล้านบาท หากผู้เสียชีวิตเป็นหัวหน้าครอบครัวที่มีบุตรธิดาที่ยังศึกษาอยู่ บริษัทจะขอมอบทุนการศึกษาให้จนถึงระดับปริญญาตรี

ทั้งนี้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของครอบครัว ขณะเดียวกันบริษัทจะเข้าร่วมพิธีสวดพระอภิธรรมศพกับผู้สูญเสียทุกครอบครัว ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างความเศร้าสลดในหัวใจของผู้บริหารและพนักงานทุกคน และยืนยันว่าบริษัทจะดูแลทุกอย่างอย่างดีที่สุด

นายกฯ มีคำสั่งซ้ำ ห้ามนำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าว

ปลัดกระทรวงยุติธรรม เผย นายกฯ มีคำสั่งซ้ำ ไม่ให้นำผู้ต้องหามาแถลงข่าว ชี้ละเมิดสิทธิมนุษยชน

นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยกรณีที่กระทรวงยุติธรรมได้เคยมีหนังสือด่วนที่สุด ที่ ยธ 0406/5845 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2559 รายงานสถานการณ์การละเมิดสิทธิเสรีภาพ และสิทธิมนุษยชนในประเทศระหว่าง ตามข้อสั่งการของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ รายงานท่านนายกรัฐมนตรีทราบทุกสัปดาห์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มีบัญชาเรื่อง การการนำผู้ต้องหามาแถลงข่าวนั้น ว่า น่าจะแถลงผลการดำเนินการเท่านั้น โดยไม่ต้องให้ผู้ต้องหามาออกแถลงข่าว เนื่องจากเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน อีกทั้งหากต่อไป หากผู้ต้องหาดังกล่าวนั้นมิได้เป็นผู้กระทำความผิด หรือกระทำความผิดจริงแต่เมื่อพ้นโทษตามคำพิพากษาแล้ว จะทำให้บุคคลเหล่านั้นไม่มีพื้นที่ยืนในสังคม และหวนกลับไปซ้ำรอยเดิมด้วยการกระทำความผิดซ้ำอีกได้

หลังจากนั้นกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้จัดประชุมร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2559 และข้อสรุปร่วมกันว่าหน่วยงานภาครัฐจะปฏิบัติตามข้อเสนอนี้ของท่านนายกรัฐมนตรี แต่อย่างไรก็ตามยังคงมีการนำผู้ต้องหามาแถลงข่าวอยู่เป็นระยะ จนท่านนายกรัฐมนตรีออกมาพูดอีกครั้ง

ดังนั้น กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จะติดตามผลการดำเนินงานตามมติร่วมกันดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และรายงานให้ท่านนายกรัฐมนตรีทราบเป็นระยะต่อไป รวมถึงจำเป็นต้องเน้นย้ำการปฏิบัติตามกฏหมาย และไม่ละเมิดเคารพสิทธิของผู้ต้องหาและบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับตัวผู้ต้องหา แต่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดดังกล่าว เช่น บุตร ธิดา และครอบครัวของผู้กระทำผิด