ฝ่ายปกครอง-ทหาร บุกจับ 10 โจ๋ชาย-หญิง เปิดบ้านมั่วสุมยาเสพติด

นายอำเภอบางละมุง สั่งฝ่ายปกครอง-ทหาร ลุยค้นบ้านพักแหล่งมั่วสุมขาโจ๋ อายุตั้งแต่ 14-21 ปี ส่วนใหญ่พบเสพยาบ้าและ 4 คูณ 100 ขู่เชือดผู้ปกครอง-ตัวเด็กหากโดนจับครั้งที่ 2

เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 21 ก.ค. 60 ที่ผ่านมา นายนริศ นิรามัยวงศ์ นายอำเภอบางละมุง ได้สั่งการให้ นายรัฐดล ลิ่มหัน ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง นำกำลังเจ้าหน้าที่ทหารเสือราชินี และฝ่ายปกครอง เข้าตรวจสอบบ้านเลขที่ 33/332 โครงการหมู่บ้านเอื้ออาทร หนองไม้แก่น ม.7 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังสืบทราบมาว่ามีกลุ่มวัยรุ่นจำนวนมากมั่วสุมเสพยาเสพติด สร้างความเดือดร้อนและหวาดกลัวให้กับชาวบ้าน

จากการสอบพบกลุ่มวัยรุ่นชายหญิงรวมทั้งหมด 10 คน อายุตั้งแต่ 14-21 ปี กำลังนั่งเล่นอยู่ในบ้านพัก ทั้งนี้ เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่พยายามจะวิ่งหลบหนี แต่ไม่สามารถหลบหนีไปได้ จากการตรวจค้นพบอุปกรณ์การเสพยาบ้า ยาไอซ์ และต้มน้ำกระท่อม ประเภท 4 คูณ 100 รวมถึง เครื่องชั่งน้ำหนักดิจิตอลถูกฝั่งดินอยู่หน้าบ้าน ส่วนใหญ่ยอมรับว่าเสพยาบ้าและต้มน้ำกระท่อม ประเภท 4 คูณ 100 ดื่มกินเพื่อสร้างความเคลิบเคลิ้ม

นายนริศ นิรามัยวงศ์ นายอำเภอบางละมุง กล่าวว่า สำหรับบ้านหลังดังกล่าว เคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองปรือ ลงตรวจสอบจับกุมมาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ไม่เข็ดหลาบกลุ่มวัยรุ่นแอบลักลอบรวมตัวมั่วสุมกันอยู่บ่อยครั้ง เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จึงสนธิกำลังร่วมทหารไปตรวจสอบจับกุมอีกครั้ง

เบื้องต้นได้ควบคุมตัวไปยังที่ว่าการอำเภอบางละมุง เพื่อคัดกรองเข้าสู่กระบวนการบำบัด พร้อมประสานผู้ปกครองมาอบรมก่อนปล่อยตัวกลุ่มวัยรุ่นกลับบ้าน พร้อมทั้งชำกับผู้ปกครองของกลุ่มวัยรุ่นทั้งหมด หากกลุ่มวัยรุ่นถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือทหารจับเป็นครั้งที่ 2 และยังไม่เลิกยุ่งกับยาเสพติด ทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีผู้ปกครองอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น

นายกฯ แต่งกลอน หลักคิดประชารัฐ ย้ำมุ่งนำประเทศก้าวหน้า

นายกรัฐมนตรี แต่งกลอนหลักคิดประชารัฐ แนะเกษตรกรไม่เพาะปลูกตามกระแส ไม่บุกรุกทำลายป่า ย้ำรัฐบาลมุ่งนำประเทศก้าวหน้า

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แต่งกลอน เรื่อง “หลักคิดประชารัฐ” เมื่อวันพุธที่ 19 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยมุ่งหวังที่อยากจะเห็นคนไทยมีหลักคิดที่ถูกต้องในการดำเนินชีวิต ได้น้อมนำศาสตร์พระราชาไปประยุกต์ใช้

โดยเฉพาะในภาคการเกษตร ตั้งแต่การศึกษาตลาด ปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และความต้องการของตลาด ไม่เพาะปลูกตามกระแส เพื่อเป้าหมายในการสร้างรายได้ ลดต้นทุน เพิ่มผลิตให้มากขึ้น รวมทั้งฝากถึงเกษตรกร ว่า การทำการเกษตรจะต้องไม่บุกรุกทำลายป่า เพราะจะส่งผลเสียต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในระยะยาว พร้อมยืนยันรัฐบาลและ คสช. มุ่งมั่นที่จะนำพาประเทศก้าวไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น แม้จะมีปัญหาอุปสรรคมากมายสักเพียงใดก็ตาม

ทั้งนี้โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้สื่อสารแบบร้อยแก้วหรือเล่าสู่กันฟังทั่วไป อาจจะยังไม่น่าสนใจสำหรับบางคน จึงเชิญชวนประชาชน นักเรียนนักศึกษา คนรุ่นใหม่ หยิบบทกลอนของนายกฯ ไปอัดคลิปอ่านทำนองเสนาะ หรือขับเสภา แชร์กันในโลกโซเชียล ซึ่งน่าจะช่วยฟื้นฟูวัฒนธรรมไทย และช่วยสร้างความเข้าใจดี ๆด้วย

สำหรับเนื้อหาบทกลอนทั้งหมด มีดังนี้

“ชวนคนไทย สร้างหลักคิด ที่ถูกต้อง
มากกว่ามอง ส่วนตน ให้มหาศาล
ประเทศไทย ประชาชน จนยากนาน
การเปลี่ยนถ่าน ปฎิรูป ไม่รื่นรมย์
หากคิดคำ หรือคิดปลูก มองตลาด
จะไม่พลาด ได้ราคา ที่เหมาะสม
ไม่ปลูกตาม ปลูกมาก จากนิยม
ทางสุดจม ราคาตก ให้ทุกข์ใจ
มองตลาด มองต้นทุน มองวิธี
สู่วิถี ศาสตร์พระราชา เป็นเงื่อนไข
ความลำบาก ความยากจน หมดสิ้นไป
ไทยเป็นไท สู่ยั่งยืน ด้วยตนเอง
ต้องรวมตัว ประชารัฐ ให้แข็งขัน
เพื่อแบ่งปัน การตลาด ให้เหมาะสม
ได้ส่วนแบ่ง จากรายใหญ่ มาชื่นชม
ประชาคม ประชารัฐ ช่วยกระจาย
อย่าทำกิน โดยปลูกพืช บุกรุกป่า
วันข้างหน้า ป่าไม่เหลือ จะเสียหาย
จะขาดผล ทนทุกข์ยาก ลำบากกาย
จนวันตาย ไม่คุ้มค่า อีกต่อไป
ทำอย่างไร ปลูกผลิต ไม่หลงเหลือ
รัฐจุนเจือ ค่าใช้จ่าย อสงไขย
ต้องลดทุน เหลือส่วนต่าง อย่างกำไร
ใช้กลไก ประชารัฐ เข้าดูแล
รัฐบาล คสช. นั้นมุ่งหวัง อย่างเต็มที่
แม้วันนี้ มีปัญหา หลายกระแส
จะเร่งทำ เร่งแก้ไข ไม่เชือนแช
เป็นเพื่อนแท้ ประชาชน ใช้หลอกหลวง

สสจ.เพชรบุรีเสียใจ ปมเด็กชายปวดท้องดับ เผยพบเพียง 5 ใน1 ล้านคน

สสจ.เพชรบุรี เสียใจ ด.ช.15 ปี ปวดท้องเสียชีวิต เผย เป็นอาการที่พบเพียง 5 คน ใน 1 ล้านคน

นพ.ประจักษ์ วัฒนกูล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี เปิดเผยถึงกรณีที่โลกออนไลน์มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ เรื่องราวของ ด.ช.เอ (นามสมมติ) อายุ 15 ปี ที่มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรงก่อนจะเสียชีวิต โดยญาติได้โพสต์ข้อความใน Facebook ส่วนตัวเชิงตำหนิเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ว่า หลังทราบข่าวตนรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด

ซึ่งจากผลการเอ็กซเรย์ พบว่าโรคของน้องเอ จะเกิดขึ้นเพียง 5 คน ใน 1,000,000 คน และส่วนใหญ่จะเกิดกับบุคคลที่มีอายุ 40 – 70 ปี ขึ้นไป ประกอบกับแพทย์ต้องวินิจฉัยตามอาการที่ปรากฎเบื้องต้นตามขั้นตอน ก่อนที่จะดูผลการเอ็กซเรย์อื่น ๆ ควบคู่กันไป โดยแรกเริ่มแพทย์โรงพยาบาลได้มีการวินิจฉัยว่า ด.ช.เอ ป่วยจากอาการกระเพาะ ทะลุ แต่ยังไม่ชัดเจน

ต่อมาพบว่าน้องยังปวดท้องอยู่ เกรงว่าจะเป็นเคสทางด้านศัลยกรรม ซึ่งที่โรงพยาบาลไม่มีอุปกรณ์ จึงส่งตัวมารักษาต่อยัง รพ. อีกแห่ง เมื่อมาถึงแพทย์อายุรกรรมได้วินิจฉัยอาการโดยมุ่งไปที่สาเหตุเกี่ยวกับโรคกระเพาะ จึงส่งไปเอ็กซเรย์ต่อ ระหว่างรอผล พบว่า ด.ช.เอ ได้เกิดเป็นลม ซึ่งแพทย์มองว่าอาการปวดท้องแล้วเป็นลมเป็นอาการที่ไม่ปกติ จึงรีบส่งน้องไปทำคอมพิวเตอร์สแกน ผลปรากฎว่า ด.ช.เอ ป่วยเป็นเส้นเลือดใหญ่จากหัวใจที่อยู่ในช่วงช่องอก ในระดับกระดูกสันหลัง ข้อที่ 8-9 แตก ซึ่งเป็นระดับเดียวกันกับกระเพาะพอดี แพทย์จึงพยายามแก้ไข แต่การจะผ่าตัดซ่อมแซมเส้นเลือดแดงใหญ่ดังกล่าว ด้วยศักยภาพของโรงพยาบาลไม่สามารถทำได้ จึงประสานไปยังโรงเรียนแพทย์ แต่ระหว่างรอ พบว่าอาการของน้องรุนแรงขึ้น ก่อนที่จะเสียชีวิตลง

อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุการณ์ทุกคนรู้สึกเสียใจ และจากนี้จะมีการหารือเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป ทั้งนี้ พบว่าน้องเป็นคนไข้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งก็จะได้รับความช่วยเหลือตามเกณฑ์ของพระราชบัญญัติ(พรบ.)หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มาตรา 41 ในเบื้องต้น