เฝ้าระวัง! เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำแตะ 1,400 ลบ.ม. เตือน 3 จว.เตรียมรับมือ

สำนักงานชลประทานที่ 12 ชัยนาท เผย เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำแตะ 1,400 ลบ.ม. เตือน 3 จว.เตรียมรับมือ

วันที่ 31 ก.ค. 60 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ในลุ่มเจ้าพระยาพบว่า ปริมาณน้ำป่าจากภาคเหนือที่หลากท่วมพื้นที่ จ.สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และ จ.นครสวรรค์ ไหลเข้าสู่เขื่อนเจ้าพระยา ที่จุดวัดน้ำหน้าค่ายจรประวัติ จ.นครสวรรค์ในรอบ 24 ชั่วโมงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยล่าสุดวัดได้ 1,747 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท พิจารณาปรับเพิ่มการระบายน้ำมากขึ้นจาก 1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 1,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในเช้าวันนี้ ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนสูงขึ้น10 ซ.ม. โดยวัดได้ 13.25 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง

นายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 ชัยนาท เปิดเผยว่าจากแนวโน้มการระบายน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของเขื่อนเจ้าพระยา จะส่งผลให้พื้นที่ท้ายเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ลงไปถึง จ.สิงห์บุรี จ.อ่างทอง และ จ.พระนครศรีอยุธยา มีระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นอีก 10-15 ซ.ม. ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงริมตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ ในตำบลบางหลวงโดด อำเภอบางบาล และตำบลบ้านกระทุ่ม ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่น้ำล้นตลิ่งจึงควรเฝ้าระวัง และติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิดต่อไป

สาธารณสุขแจง ดราม่าวงการแพทย์ ยอมรับ! บุคลากรมีไม่พอกับผู้ป่วย

สาธารณสุขแจงดราม่าวงการแพทย์ รับ บุคลากรมีไม่พอกับผู้ป่วย เผย เร่งจัดระบบโรงพยาบาลให้ดียิ่งขึ้น

นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงกรณีที่ช่วงนี้เกิดกระแสดราม่ากับหน่วยงานทางแพทย์ พยาบาล โดยถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสื่อโซเชียลมีเดีย ว่า สำหรับตอนนี้ผู้รับบริการถือว่ามีจำนวนมากเนื่องจากผู้ป่วยที่เป็นความดันโลหิตและเบาหวานสูงเพราะขณะนี้เข้าสู่สังคมสูงอายุ โดยยอมรับว่าขณะนี้บุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอต่อการบริการ ซึ่งทาง นายกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เห็นความสำคัญถึงเรื่องดังกล่าวจึงได้เร่งหาทางแก้ไข และให้กำลังใจมากับบุคลากรทั่วประเทศ

ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ในเรื่องร้องเรียนนั้น ปัญหาหลักขณะนี้ส่วนใหญ่จะเป็นการรอคิวนาน และรักษาไม่ทันท้วงที โดยมีทั้งเรื่องที่เป็นความจริงและทั้งที่ไม่เป็นความจริง จึงอยากขอให้บุคลากรทั้งหมดอดทนและวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากอะไร จากนั้นจึงศึกษาหาทางแก้ไขทำให้ได้ตามมาตรฐานจรรยาบรรณวิชาชีพ

ทั้งนี้ อยากขอให้ทางโรงพยาบาลโดยทีมผู้บริหารจัดระบบภายใน โดยเฉพาะการสื่อสารซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากต้องมีการสื่อสารกับประชาชน ทั้งสื่อสารด้วยตัวบุคคลหรือด้วยป้ายหรือทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งขณะนี้ ทางสาธารณสุขได้มีการเปิดคลีนิคหมอครอบครัวเพื่อให้กระจายผู้ป่วยออกไปตามจุด ซึ่งจะทำให้จำนวนผู้ป่วยที่โรงพยาบาลไม่แน่นจนเกินไป อีกทั้งยังมีการเปิดระบบตรงห้องฉุกเฉินให้เป็นระบบจริงๆ ซึ่งจะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปพัฒนาโดยอาจต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง

ทั้งนี้ สำหรับคนที่ไม่ได้เจ็บป่วยฉุกเฉิน จะมีการจัดเป็นคลีนิคพิเศษนอกเวลาให้ซึ่งอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายนิดหน่อย โดยส่วนนี้เป็นอีกเรื่องที่ทางสาธารณสุขกำลังดำเนินการพัฒนาระบบให้ดียิ่งขึ้น ต่อมาเรื่องการจัดการกำลังคนซึ่งตรงไหนที่มีปริมาณงานมากจะต้องได้อัตรากำลังไปมาก ตามที่ นายกรัฐมนตรี มอบมาทางเราจะจัดตามปริมาณที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตามอยากฝากถึงพี่น้องประชาชนให้ช่วยกันดูแลตนเองส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค และพยายามไว้วางใจซึ่งกันและกัน หากพบปัญหาจุดใดให้สื่อสารกับเจ้าหน้าที่ หรือพูดคุยกับผู้อำนวยการ หรือสื่อสารมาทางกระทรวงโดยตรงซึ่งทางเรายินดีรับฟังและแก้ไขปัญหาให้

เศรษฐีที่ดิน วัย 77 ช็อกดับ!! หลังพาสาวเข้าม่านรูด

เศรษฐีที่ดินพาสาวเข้าม่านรูด แต่จู่ๆ เกิดช็อก เสียชีวิตคาเตียง เบื้องต้น คาดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน อีกทั้งผู้เสียชีวิตมีโรคประจำตัว คือความดันโลหิตสูง

ตำรวจนครบาล (สน.)โคกคราม พร้อมเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน / แพทย์นิติเวช และหน่วยกู้ภัย เข้าตรวจสอบสภาพศพชายอายุ 77 ปี (นายชอุ่ม แก้วทิ้ง) ภายในโรงแรมม่านรูด ย่านถนนเกษตร-นวมินทร์ เขตลาดพร้าว หลังได้รับแจ้งเหตุจากผู้ดูแล โดยเบื้องต้น ไม่พบบาดแผล หรือร่องรอยการต่อสู้

ส่วนหญิงวัย 31 ปี ที่มากับผู้เสียชีวิต อยู่ในอาการตื่นตกใจ นอกจากนี้ ยังพบรถแท๊กซี่ของฝ่ายหญิง (สีเขียว-เหลือง หมายเลขทะเบียน 1 มก 6994 กรุงเทพ) จอดอยู่บริเวณลานจอดของห้องที่เกิดเหตุ แต่ไม่พบการรื้อค้นทรัพย์สินทั้งภายในห้องหรือในรถ

สอบถามผู้ดูแล ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุ ฝ่ายหญิงได้ขับรถพาผู้เสียชีวิตเข้ามาใช้บริการตามปกติ แต่ผ่านไปประมาณ 20 นาที ฝ่ายหญิงได้วิ่งออกมาแจ้งพนักงานด้วยอาการตื่นตกใจ ว่าฝ่ายชายเกิดฟุบหมดสติ และขอให้ช่วยแจ้งเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยเหลือโดยด่วน แต่ปรากฏว่าไม่ทันการ เพราะฝ่ายชายเสียชีวิตไปแล้ว

ขณะที่หญิงสาวให้การว่า ผู้เสียชีวิตเป็นเศรษฐีที่ดินย่านลาดพร้าว ส่วนก่อนเกิดเหตุ ได้ขับรถไปรับผู้เสียชีวิตมาจากย่านสำนักงานเขตลาดพร้าว และอีกฝ่ายเคยโทรศัพท์เรียกใช้บริการรถแท็กซี่ มาก่อนหน้านี้แล้ว 2 ครั้ง อีกทั้งยังมีโรคประจำตัวคือความดันโลหิตสูง

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ผู้เสียชีวิตอาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน อย่างไรก็ตาม ได้นำร่างส่งสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อตรวจพิสูจน์หาสาเหตุที่แท้จริง ก่อนส่งมอบให้ญาตินำไปบำเพ็ญกุศลต่อไป